ข้ามไปยังเนื้อหา

Eric Clapton


ค่ำคืนวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550 หลายคนได้พบกับพระเจ้า!

อาจจะดูเป็นการเปรียบเทียบที่เกินเลยไปหน่อย ถ้าจะบอกว่าการไปดูคอนเสิร์ตของ Eric Clapton เหมือนการได้พบกับพระเจ้า แต่อย่าทำเป็นเล่นไป เพราะเมื่อปีค.ศ. 1965 เคยมีคนคลั่งไคล้ Eric Clapton ถึงขนาดเอาสีสเปรย์ไปพ่น “Claptonคือพระเจ้า”  – Clapton is God – บนกำแพงสถานีรถไฟใต้ดินในไอซิงตัน มาแล้ว และหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนเอาประโยคนี้ไปพ่นตามกำแพงอีกหลายแห่งในลอนดอน

แต่นั่นมันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว…

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คนฟังทั่วไปมักจะชินกับเพลงป็อปหวานของ Eric Clapton อย่างเช่น “Change the World” “Tears in Heaven” หรือว่า “Layla” เวอร์ชันอันปลั๊กฟังสบาย ทำให้ใครหลายคนแทบจะลืมเลือนไปว่า Clapton เคยได้ชื่อว่าเล่นบลูส์ร็อกได้ดุดันคนหนึ่ง

และในค่ำคืนวันที่ 15 มกราคม Eric Clapton ได้แสดงให้เห็นอย่างปราศจากข้อกังขาว่าเขายังเล่นบลูส์ที่เข้มข้นได้ดีเสมอ อันที่จริงในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเขาก็พยายามออกงานบลูส์เข้ม ออกมาสลับกับงานที่ออกป็อปอยู่เสมอ อย่างเช่น From the Cradle (1994) ที่นำเพลงบลูส์คลาสสิคมาเล่นใหม่ทั้งอัลบั้มโดยบันทึกเสียงกันสด ๆ ในสตูดิโอ (แต่ก็ยังมีการโอเวอร์ดับเครื่องดนตรีบางชิ้นอยู่สองเพลง) หรือว่า Riding with the King (2000) ที่ทำร่วมกับ B B King ตำนานบลูส์ที่ยังมีชีวิต และเขายังสดุดี Robert Johnson ปรมาจารย์เดลตาบลูส์ไว้ในอัลบั้ม Me and Mr. Johnson (2004)

การออกทัวร์คราวนี้ Eric Clapton เล่นเพลงเก่าเป็นหลัก ห้าเพลงแรกของคอนเสิร์ตอาจจะทำให้คนฟังเพลงของ Clapton เพียงผ่าน ๆ นิ่งอึ้งเพราะไม่รู้จัก เพราะเขาขนเอาเพลงสมัยที่ใช้นามแฝงว่า Derek & the Dominos ขึ้นมาเล่นแทบครบชุด สมัยนั้นมีสตูดิโออัลบั้มออกมาเพียงชุดเดียวคือ Layla and Other Assorted Love Songs ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Clapton กำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องสุรา ยาเสพติด แถมยังไปตกหลุมรักแฟนเพื่อนอีกต่างหาก  แต่ผลงานชุดนั้นกลับเป็นงานที่โดดเด่นมากที่สุดของเขา โดยเฉพาะการได้ดวลกีตาร์กับ Duane Allman มือสไลด์กีตาร์ผู้ล่วงลับจากวง The Allman Brothesrs ฝากผลงานหาคนเลียนแบบไม่ได้กลายเป็นจุดเด่นของงานเคียงคู่กับฝีมือกีตาร์ของ Eric Clapton

เหตุที่เขาเอาเพลงสมัยนั้นมาเล่นเยอะมากอาจเป็นเพราะฝีมือการเล่นสไลด์กีตาร์ของ Derek Trucks ยอดเยี่ยมพอจะนำเสนอสไลด์กีตาร์ระดับเทพของ Duane Allmanได้ ในค่ำคืนนั้นฝีมือสไลด์กีตาร์ของ Derek Trucks ขโมยซีนจาก Clapton หลายหน คาดว่า Trucks จะกลายเป็นมือกีตาร์ระดับตำนานต่อไปในอนาคตแน่

จากนั้นกลับมาที่เพลงอคูสติก ฟังง่าย สบายผ่อนคลาย ใครเพิ่งติดตาม Clapton จากอัลบั้ม Unplugged น่าจะคุ้นสไตล์และสำเนียงของ Clapton พอหมดช่วงอคูสติกเอาใจแฟนเพลงก็กลับมาสู่ดนตรีเครื่องไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

Eric Clapton เล่นกีตาร์เป็นธรรมชาติมาก คือเล่นราวกับว่ากีตาร์เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเขา แต่กว่าจะเล่นแบบนี้ได้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์เพาะบ่มกันมากเหมือนกัน ถ้าย้อนกลับไปสมัยเขาเล่นดนตรีใหม่ ๆ ช่วงร่วมงานกับ The Yardbirds สไตล์การเล่นของเขาจะออกไปในทางชิคาโกบูลส์ เข้ม ๆ และดีกรีความเข้มข้นก็ทวีมากยิ่งขึ้นเมื่อเขาผละจาก The Yardbirds มาอยู่กับ John Mayall ยอดฝีมือแนวบริติชบลูส์ แม้จะร่วมงานกับ เพียงไม่กี่เดือน แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเขาได้พัฒนาฝีมือกีตาร์ไปไกลมาก และช่วงนี้เองที่มีคนคลั่งไคล้เขามาจนเอาสีสเปรย์ไปพ่นกำแพงว่า แคลปตันคือพระเจ้า

หลังจากนั้น เขาก็สร้างความโดดเด่นในสไตล์บลูส์ร็อกด้วยการตั้งวง Cream ร่วมกับ Jack Bruce (เบส, ร้องนำ) และ Ginger Baker (กลอง) ผสมผสานระหว่างการเล่นกีตาร์บลูส์ร็อกร้อนแรงกับภาคริธึ่ม (โดยเฉพาะกลอง) ที่มีสีสันโพลี่ริธึ่มในแบบแจ๊ส และยังมีการเล่นอิมโพรไวส์การยาวเหยียด  แต่ Cream มีอายุเพียง 2 ปีเท่านั้นเพราะเกิดปัญหาระหว่างสมาชิกในวงตามประสาคนมีฝีมือไม่แพ้กัน Clapton พยายามตั้งวงซูเปอร์กรุ๊ปอีกวงคือ Blind Faith ร่วมกับ Ginger Baker และ Steve Winwood แต่ว่าหลังจากทำงานไปได้ไม่ถึงปี Clapton ก็ทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คือทิ้งวง Blind Faith ไปเป็นมือกีตาร์แบ็คอัปให้กับวง Delaney and Bonnie and Friends ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในนามแฝงว่า Derek and the Dominos กับผลงานอันลือลั่น

ช่วงปีค.ศ. 1971 – 1973 Clapton ติดเฮโรอีนอย่างหนัก ทำให้เขาห่างเหินจากวงการดนตรีไปโดยปริยาย แต่ในมุมกลับมันก็ยังมีส่วนดี คือขณะที่เขากำลังดิ้นรนให้หลุดจากเฮโรอีนโดยเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านทำให้เขาได้ฟังดนตรีมากขึ้น ทั้งป็อป โซล ฟังก์ เร้กเก้ เมื่อเขากลับมาอีกครั้งในอัลบั้ม 461 Ocean Boulevard (1974) จึงมีความหลากหลาย ไม่ได้หลากหลายแบบกระจัดกระจาย อีริกผสานทุกสิ่งเข้าเป็นเนื้อเดียวกันโดยมีบลูส์เป็นตัวยืนพื้น และจากจุดนั้นมันกลายเป็นสไตล์การเล่นที่ทุกคนคุ้นเคยกันในทุกวันนี้

ช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา Clapton เขียนเพลงค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบกับเพลงที่เขาบันทึกเสียงไว้) ยิ่งในช่วงทศวรรษ 1990 เขาเว้นช่วงการนำเสนอเพลงใหม่ไปเกือบ 10 ปี อัลบั้มสุดท้ายที่เขาเขียนเพลงใหม่คือ Journeyman ในปีค.ศ. 1989 หลังจากนั้นก็ไม่มีเพลงใหม่อีกเลยจนกระทั่งอัลบั้ม Pilgrim ในปีค.ศ. 1998 ประเด็นนี้มีคนสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะจะว่าเขาเขียนเพลงไม่ดีก็ไม่ใช่อย่าง “Wonderful Tonight” ก็พิสูจน์ความสามารถในการเขียนเพลงของเขาได้อยู่แล้ว

Eric Clapton ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กกับทางบีบีซีว่า ที่เขาเขียนเพลงน้อยเพราะว่าเขาไม่รู้จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้เป็นเพลงได้อย่างไร เพราะสำหรับเขา ถ้าจะเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง เขาจะต้องรู้สึกกับอารมณ์ในช่วงนั้นแบบเต็มที่เสียก่อน และนั่นคงเป็นเหตุผลให้เพลงที่เขาประพันธ์มีเสน่ห์ดึงดูดเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเพลง “Layla” และ “Wonderful Tonight” ที่เขาเขียนให้กับ Pattie Boyd หรือว่า “Tears In Heaven” และ “My Father Eyes” ที่เขียนให้กับ Conner ลูกชายวัยสี่ขวบของเขาที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

แต่ไม่ว่า Clapton จะเล่นเพลงที่ตัวเองประพันธ์ขึ้นเอง หรือว่าเพลงของคนอื่น เขาก็สามารถนำสไตล์การเล่นส่วนตัวเข้าไปปรับแต่งจนกลายเป็นเพลงของเขาได้ทุกครั้ง และไม่เคยหยุดสร้างสีสันใหม่ ๆ ให้กับการเล่นของเขา อย่างเพลง “Nobody Knows You When You’re Down and Out” ถ้าฟังจากสมัยที่เขาเล่นในนาม Derek and the Dominos ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอมาฟังในการเล่นคอนเสิร์ตสไตล์ดนตรีก็ออกมาอีกแบบหนึ่ง

ครั้งนี้ออกจะทึ่งกับดีเร็กเป็นพิเศษ เพราะไม่เคยคาดหวังอะไรมาก่อน ส่วนการเล่นของดอยล์ออกจะน่าผิดหวังมาก วันนั้นคงไม่ใช่วันของเขา ถึงได้พลาดหลายจุดเหมือนหลุดไปจากเพลงเลย

การเล่นคอนเสิร์ตของอีริกในครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นช่วงจุดสูงสุดของเขา แต่เมื่อดูการแสดงจนจบแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนเรียกเขาว่า “พระเจ้า”

Recommend

John Mayall & The Bluesbreakers

Bluesbreakers with Eric Clapton (1966)

ถึงแม้ว่าเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงบลูส์สแตนดาร์ดที่มีคนเอามาเล่นหลายต่อหลายครั้ง  แต่เดอะบลูเบรกเกอรส์นำเอาบทเพลงเหล่านี้มาบรรลงกันดุเดือดในสไตล์บลูส์ร็อก เสียงกีตาร์ของ Clapton อาจจะไม่ดุเดือดอย่างสมัยที่เขาเล่นกับวง Cream แต่ก็ให้อารมณ์ใกล้เคียงกัน อัลบั้มนี้น่าสนใจเพราะปัจจุบันไม่ค่อยได้ยินอีริกเล่นกีตาร์สไตล์ชิคาโกบลูส์ดิบแบบนี้อีกแล้ว

Cream

Wheel of Fire (1968)

อัลบั้มคู่ที่แผ่นหนึ่งเป็นการทำงานในสตูดิโอ แต่อีกแผ่นเป็นบันทึกการแสดงสดจากฟิลมอร์ อีสต์ อัลบั้มนี้รวมจุดเด่นของ Cream เอาไว้ได้หมดทุกข้อ โดยเฉพาะในแผ่นแสดงสด ที่มีเพลง “Spoonful” อิมโพร์ไวส์กันยาวเหยียดเกือบ 17 นาที และการนำเพลง “Cross Roads” ของ Robert Johnson มาบรรเลงในแบบบลูส์ร็อกดุดันมากที่สุดเท่าที่ Clapton เคยเล่นเพลงนี้มา ถ้า Clapton คิดจะเอาดีทางสายฮาร์ดร็อกคงเป็นผู้บุกเบิกเฮฟวีเมทัลที่บารมีเกริกไกรไม่แพ้ Jimmy Page แห่ง Led Zeppelin

Derek & The Dominos

Layla and Other Assorted Love Songs (1970)

จะมีสักกี่ครั้งในวงการดนตรี ที่นักดนตรีจะเอาเรื่องราวส่วนตัวเขามานำเสนอได้บาดลึกอารมณ์ขนาดนี้? อย่างที่รู้กันอยู่ว่า Clapton ทำอัลบั้มนี้ภายใต้ความเจ็บปวดที่เขาตกหลุมรัก Pattie Boyd ภรรยาของ George Harrison เพื่อนสนิทของเขาเอง ผลที่ออกมาก็คืออัลบั้มที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและโหยหาที่สุดเท่าที่ Clapton เคยทำออกมา

เพลงเด่นในอัลบั้มนี้ก็คือ “Layla” ไม่ว่าเวอร์ชั่นอันปลั๊กจะโด่งดังยังไงก็ตาม เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดก็ยังเป็นเวอร์ชั่นที่อยู่ในอัลบั้มนี้ โดยเฉพาะเสียงสไลด์กีตาร์อันสุดแสนบาดใจของดวล ออลแมนผู้ล่วงลับฟังกี่ทีก็ยังขนลุกทุกครั้ง

Eric Clapton

Slowhand (1977)  

นอกจากอัลบั้มนี้ ก็เห็นจะมีเพียง 461 Ocean Boulevard เท่านั้นที่อธิบายสไตล์การเล่นเฉพาะตัวของ Clapton ได้ดีที่สุด แต่ว่า Slowhand ให้ความรู้สึกลงตัวและผ่อนคลายมากกว่า มันมีทั้งป็อป (“Wonderful Tonight”) บลูส์ (“Mean Old Frisco”) คันทรี่  (“Lay Down Sally”) บลูส์ร็อก (“Cocain”) โดยที่ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีความรู้สึกแปลกแยกต่อกัน  เพราะ Clapton ผสานสไตล์ทุกอย่างเอาไว้ภายใต้สำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่าย

Live in Bangkok 15th Jan 2007

The Band:

  • Eric Clapton – guitar, vocals
  • Doyle Bramhall II – guitar
  • Derek Trucks – guitar
  • Chris Stainton – keyboards
  • Tim Carmon – keyboards
  • Willie Weeks – bass
  • Steve Jordan – drums
  • Michelle John – backing vocals
  • Sharon White – backing vocals

The Layla Set

  1. Tell The Truth
  2. Key To The Highway
  3. Got to Get Better in A Little While
  4. Little Wing
  5. Why Does Love Got To Be So Sad?

Acoustic Set

  1. Driftin’ Blues
  2. Outside Woman Blues
  3. Nobody Knows You When You’re Down and Out
  4. Running On Faith

Back to Electric

  1. Motherless Children
  2. Little Queen of Spades
  3. Anyday
  4. Wonderful Tonight
  5. Layla

Encore

  1. Cocaine
  2. Crossroads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: