The Supreams


เป็นที่รู้กันตั้งแต่สมัยที่ ดรีมเกิร์ลส (Dreamgirls) เป็นละครบรอดเวย์แล้วว่าเรื่องนี้ได้แรงบัลดาลใจมาจากเรื่องราวของบริษัทโมทาวน์ (Motown) วงเดอะซูพรีมส์ (The Supremes) และการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีของคนผิวดำช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 เคอติส เทย์เลอร์ จูเนียร์สร้างขึ้นจากบุคลิกของเบอรี กอร์ดี จูเนียร์ เจ้าของบริษัทโมทาวน์ วงเดอะดรีมก็คือเดอะซูพรีมส์ ดีนา โจนส์สร้างขึ้นจากบุคลิกของไดอานา รอส เอฟฟี ไวต์สร้างขึ้นจากบุคลิกของฟลอเรนซ์ บัลลาด ลอร์เรลล์ มายา โรบินสันสร้างขึ้นจากบุคลิกของแมรี วิลสัน มิเชลล์ มอร์ริสสร้างขึ้นจากบุคลิกของซินดี เบิร์ดซอง ซีซี ไวต์สร้างขึ้นจากบุคลิกของสโมกกี โรบินสัน

แต่ภาพยนตร์ก็คือภาพยนตร์ ถึงจะเป็นสาย ฟิล์มอะเคลฟ (Film à clef – ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาจากเรื่องจริง) แต่มีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปจากความเป็นจริง จึงอยากบันทึกเรื่องราวของบริษัทโมทาวน์และเดอะซูพรีมส์ไว้เป็นบันทึกความทรงจำ

แรกเริ่มเดิมที โมทาวน์ใช้ชื่อว่า เทมลาเร็คคอร์ดส (Temla Records) ก่อตั้งโดยเบอรี กอร์ดี จูเนียร์เมื่อเดือนมกราคม 1959 แต่เปลี่ยนชื่อเป็นโมทาวน์ในปีถัดมา ตามชื่อเล่นของเมืองดีทรอยต์ ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในเวลานั้น (Motown – Motor Town)

เบอรีเป็นนักแต่งเพลงเคยเขียนเพลงฮิตให้ศิลปินหลายคน อย่างเช่น “โลนลีเทียรดรอปส์” ของแจ็กกี วิลสันแอนด์เดอะมาทาดอร์ส แต่เมื่อเขารู้สึกว่าเป็นนักแต่งเพลงได้รับผลตอบแทนน้อยเกินไป เขาก็ตั้งบริษัทของตัวเอง และเทมลาเร็คคอร์ดสก็เซ็นสัญญากับวงเดอะมาทาดอร์สเป็นวงแรก แต่เดอะมาทาดอร์สต้องเปลี่ยนชื่อเป็นเดอะมิราเคิลส์เพื่อไม่ให้มีปัญหาทางกฎหมายกับแจ็กกี วิลสัน และเดอะมิราเคิลส์ก็ไม่ทำให้เบอรีผิดหวัง เพราะเพลง “ช็อปอะราวนด์” กลายเป็นเพลงฮิตขายแผ่นซิงเกิลได้เกินล้านแผ่น และเป็นแผ่นแรกที่เทมลาเร็คคอร์ดนำไปบุกตลาดนอกอเมริกาก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็นโมทาวน์ และวิลเลียม “สโมกกี” โรบินสัน นักร้องนำเดอะมิราเคิลส์ก็มาเป็นรองประธานกรรมการบริษัทโมทาวน์ เป็นความสนิทสนมส่วนตัวระหว่างสโมกกีกับเบอรี เพราะผู้บริการบริษัทตำแหน่งสำคัญจะเป็นคนในครอบครัวเบอรีทั้งนั้น ส่วนทางด้านดนตรีจะอยู่ในการดูแลของเบอรี สโมกกี ไบรอัน ฮอลแลนด์ นอร์แมน วิธฟิลด์ ลามอนต์ โดซิเอร์ เป็นส่วนใหญ่ และแตกแขนงบริษัทย่อยเน้นแนวดนตรีอื่นอย่างเช่น กอร์ดี วีไอพี โซล เวิร์กช็อปแจ๊ส มีแม้กระทั่งแรเอิร์ธซึ่งเน้นเพลงร็อก

ช่วงปีค.ศ. 1961 – 1971 โมทาวน์ผลิตเพลงฮิตติดท็อป 10 ถึง 110 เพลง ศิลปินโดดเด่นก็มี เดอะมิราเคิลส์ เดอะโฟร์ท็อป เดอะซูพรีมส์ ต่อมาภายหลังก็มี สตีวี วันเดอร์ มาร์วิน เกย์ แจ็กสันไฟฟ์ แต่วงดนตรีที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษ 1960 ก็คือเดอะซูพรีมส์ ว่ากันว่าถ้าวัดความสำเร็จจากรายได้และจำนวนเพลงฮิตในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 นั้นพวกเธอเป็นรองเพียงเดอะบีตเทิลส์เพียงวงเดียวเท่านั้น!

เรื่องราวของเดอะซูพรีมส์เริ่มต้นในราวปีค.ศ. 1958 เมื่อมิลตัน เจนกินส์ผู้จัดการวงเดอะไพร์มส์ ทาบทามฟลอเรนซ์ บัลลาด ซึ่งก็เป็นเพื่อนกับเอ็ดดี เคนดริกซ์ และพอล วิลเลียมส์ สมาชิกของเดอะไพร์มส ให้ลองมาทำวงหญิงล้วนประกบกับวงเดอะไพร์มส ฟลอเรนซ์จึงไปชักชวนแมรี วิลสัน เพื่อนร่วมโรงเรียนให้มาร่วมวง และแมรีก็ไปชวนไดอานา รอส มาร่วมเป็นสมาชิกวงอีกคนหนึ่ง และสุดท้าย เบ็ตตี แม็กโกลว์น ซึ่งขณะนั้นเป็นแฟนของพอล วิลเลียมส์สมาชิกของวงเดอะไพร์มสก็มาเป็นสมาชิกคนสุดท้าย เล่นกันอยู่สักพัก จึงได้เพิ่มมือกีตาร์ มาร์วิน ทาร์ปิน เป็นสมาชิกวง

ตอนแรก พวกเธอใช้ชื่อว่า เดอะไพร์มเมตส์ (The Primetts) ซึ่งก็มีชื่อเสียงพอสมควรในแถบดีทรอยต์บ้านเกิด จะเรียกว่าอาศัยใบบุญวงเดอะไพร์มสก็คงไม่ได้ เพราะพวกเธอมีความสามารถมากพอตัวเหมือนกัน แถมรู้จักคนในแวดวงดนตรีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของไดอานา รอสคนหนึ่งคือสโมกกี โรบินสันซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเธอไปทดสอบฝีมือต่อหน้าเบอรี กอร์ดี จูเนียร์โดยใช้เพลงที่เขาเรียบเรียงดนตรีให้ ทว่าเบอรีเห็นว่าพวกเธอยังเด็กเกินไป (ตอนนั้นแต่ละคนยังเรียนไฮสคูลกันอยู่) เลยไม่ยอมเซ็นสัญญากับเดอะไพร์มเมตส์ แต่สโมกกีประทับใจฝีมือการเล่นกีตาร์ของมาร์วิน เลยทาบทามให้เขามาอยู่วงเดอะมิราเคิลส์!

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ แต่เดอะไพร์มเมตส์ก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนโมทาวน์เป็นประจำแทบทุกวัน พวกเธอได้ฝากฝีมือ “ตบมือ” และร้องประสานเสียงให้ศิลปินโมทาวน์หลายคน ยิ่งภายหลังเดอะไพร์มส ซึ่งประสบปัญหาต้องเปลี่ยนตัวสมาชิกวงและแตกแยกกันไปคนละทาง พอล วิลเลียมรวมทีมขึ้นใหม่ได้เซ็นสัญญาโมเทาวน์ โดยเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดอะเทมป์เทชัน ยิ่งทำให้เดอะไพร์มเมตส์ดูจะสนิทชิดเชื้อกับโมทาวน์เป็นพิเศษ แต่แล้วพวกเธอก็เซ็นสัญญาทำเพลงกับบริษัทลูไพน์ แต่ออกซิงเกิลมาได้แผ่นเดียวไม่ประสบความสำเร็จมากนัก บริษัทลูไพน์ก็ปิดตัวลงไป

จนกระทั่งสมาชิกแต่ละคนเรียนจบไฮสคูลเรียบร้อย จึงได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ในปีค.ศ. 1961 แต่ ณ เวลานั้นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เริ่มตั้งแต่สมาชิกวงที่เหลือเพียงแค่สามคน คือไดอานา รอส แมรี วิลสัน และฟลอเรนซ์ บัลลาด ส่วนเบตตี แม็กโกลว์นลาออกจากวงหลังจากแต่งงานในปีค.ศ. 1960 ช่วงแรกได้บาร์บารา มาร์ตินมาเป็นสมาชิกวงแทน แต่บาร์บาราลาออกไปในปีค.ศ. 1962

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่อมาคือเบอรี กอร์ดี จูเนียร์ขอร้องให้เปลี่ยนชื่อวงใหม่ เพราะชื่อเดอะไพร์มเมตส์ “ไม่ขาย” (แบบเดียวกับที่เขาขอร้องให้เดอะไพร์มสเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดอะเทมป์เทชัน) ลงเอยด้วยการเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดอะซูพรีมส์ โดยฟลอเรนซ์เป็นคนเลือกชื่อนี้

แต่ที่ดูจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สุดของวงก็คือเบอรีผลักดันให้ไดอานา รอสเป็นนักร้องนำหลักเพียงคนเดียว แมรี วิลสันกับฟลอเรนซ์ บัลลาดเป็นแค่คนร้องประสานเท่านั้น โดยตั้งแต่อัลบั้มที่สอง แวร์ดิดเอาร์เลิฟโก (Where Did Our Love Go) เป็นต้นมา ทั้งแมรี วิลสันและฟลอเรนซ์ บัลลาดแทบไม่มีบทบาทร้องนำในวงเลย ซึ่งคนที่ดูไม่พอใจมากที่สุดคือฟลอเรนซ์ เพราะย้อนกลับช่วงแรกสมัยทำงานในนามเดอะไพร์มเมตส์ เวลาอยู่บนเวทีจะแบ่งกันร้องนำ ถ้าเป็นเพลงช้าจะเป็นหน้าที่ของแมรี วิลสัน ถ้าเป็นเพลงที่ออกป็อปจะให้ไดอานา รอส ถ้าเป็นเพลงโซลหรือว่าเพลงเร็วจะให้ฟลอเรนซ์ บัลลาดเป็นคนร้องนำ ทุกคนที่รู้จักเดอะไพร์มเมตส์ ล้วนลงความเห็นว่าฟลอเรนซ์ บัลลาดมีเสียงยอดเยี่ยมกว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น โดยเฉพาะเนื้อเสียงแบบฮัสกีวอยซ์ (Huskey Voice – คือเสียงต่ำหน่อย แต่กังวานก้อง) ซึ่งถ้าได้ร้องเพลงกอสเปลหรือว่าโซลจะเหมาะกับเธอมาก และมีคนไม่น้อยเชื่อว่าเสียงเธอไม่ด้อยกว่าอธีนา แฟรงคลินหรือแพตตี ลาเบลล์เสียด้วยซ้ำ

หลายคนมองว่าเบอรีผลักดันให้ไดอานา รอสเป็นนักร้องนำหลักเพราะ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ส่วนตัว (ลูกสาวคนแรกของไดอานา รอสเป็นสายเลือดของกอร์ดี แต่ใช้นามสกุลของคนที่ไดอานาแต่งงานด้วยภายหลัง) แต่เหตุผลที่เปิดเผยคือเสียงของฟลอเรนซ์เป็น “เสียงของคนผิวสี” ซึ่งอาจทำให้ขายยากในตลาดคนผิวขาว ต่างจากเสียงของไดอานาที่ฟัง “เป็นคนขาว” มากกว่า และเหตุผลนี้มีการรับรองจากแผนธุรกิจที่โมทาวน์ทำมาโดยตลอด เพราะถึงแม้ศิลปินของโมทาวน์จะเป็นผิวสี แต่โมทาวน์เน้นทำดนตรีที่ขายทั้งคนผิวขาวและคนผิวสี ถ้าฟังเดอะเทมป์เทชัน เดอะโฟร์ท็อป เดอะแจ็กสันไฟฟ์ สโมกกี โรบินสัน มาร์วิน เกย์ หรือคนอื่น จะเห็นได้ว่าดนตรีไม่ใช่สไตล์อาร์แอนด์บีผิวสีเข้มข้นแบบดั้งเดิม โมทาวน์ปรับเปลี่ยนดนตรีผิวสีเข้ากับตลาดเพลงป็อปของคนผิวขาวจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “โมทาวน์ซาวนด์”

โมทาวน์เป็นบริษัททำดนตรีเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่านักร้องจะเป็นใครมาจากไหนก็ต้องผ่านเบ้าหลอมทางดนตรีแบบเดียวกันหมด ห้องบันทึกเสียงฮิตวิลล์สตูดิโอของโมทาวน์เปิดใช้งานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมทีมนักดนตรีเดอะฟังก์บราเธอร์ส ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีมือดีในแถบดีทรอยต์มาช่วยขัดเกลาและบรรเลงบทเพลง และเมืองดีทรอยต์ในทศวรรษ 1950 ถิ่นที่โมทาวน์ตั้งอยู่ได้ชื่อว่ามีระบบการเรียนดนตรีดีที่สุดในอเมริกา ดังนั้นนักร้องและนักดนตรีรวมไปถึงผู้ทำงานเบื้องหลังทุกคนมีพื้นฐานทางดนตรีแน่นมาก เมื่อนับจำนวนเพลงฮิตติดอันดับ 1 แล้ว บทเพลงที่เดอะฟังก์บราเธอร์สฝากฝีมือไว้มีจำนวนมากกว่าเพลงของเอลวิส เพรสลี เดอะบีตเทิลส์ โรลลิงสโตนส์ และเดอะบีชบอยส์ รวมกันเสียอีก!

โมทาวน์ยังมีทีมโปรดักชัน ฮอลแลนด์-โดซีเอร์-ฮอลแลนด์ (Holland – Dozier – Holland) หรือทีมของลามอนต์ โดซีเอร์ กับ พี่น้องไบรอันและเอ็ดดีฮอลลแลนด์ซึ่งมีสไตล์โดดเด่นมาคอยดูแลการผลิต ส่วนใหญ่เอ็ดดีจะเขียนเนื้อเพลงอย่างเดียว ไบรอันกับลามอนต์เป็นคนทำดนตรีและดูแลการผลิต ซึ่งเพลงของโมทาวน์ช่วงปีค.ศ. 1962 – 1967 ผ่านมือทีมนี้เกือบทุกเพลง! จึงไม่ต้องแปลกใจที่เพลงในช่วงนั้นจะมีซาวนด์เหมือนกันอยู่มาก จนเกิดเป็นสไตล์ที่เรียกว่าโมทาวน์ซาวนด์

โมทาวน์ซาวนด์คือเป็นดนตรีที่มีรากฐานมาจากอาร์แอนด์บี โซล และกอสเปล อย่างเช่นสไตล์การร้องของเดอะซูพรีมส์ที่ไดอานา รอสจะร้องนำแล้วมีเสียงร้องประสานมาเสริมเป็นท่วงทำนองแบบ “ถามและตอบ” (call & respond) ของดนตรีกอสเปล เล่นเบสมีท่วงทำนอง แต่นำมาปรับให้มันป็อปทุกเพลงจะต้องเน้นที่ท่อนฮุกติดหูง่าย ทำดนตรีซับซ้อนอย่างเสียงกีตาร์ที่บันทึก็มี 3 – 4 ไลน์เป็นอย่างน้อย กลองมี 2 คนเล่นโอเวอร์ดับกัน มีเสียงเครื่องสาย เครื่องเป่า  แต่ต้องมีบทบาทเพียงแค่เกื้อหนุนท่วงทำนอง

เบอรีใส่ใจกับรายละเอียดทางการตลาดอยู่เสมอ เขาจะประชุมคัดกรองเพลงถ้วนถี่ทุกเช้าวันศุกร์เพื่อฟังที่และไตร่ตรองว่ามีโอกาสทางการตลาดแค่ไหน อย่างช่วงที่ดนตรีจากเกาะอังกฤษเริ่มบุกอเมริกาช่วงปีค.ศ. 1964 กอร์ดีก็ให้เดอะซูพรีมส์ทำอัลบั้ม อะบิดออฟลิเวอพูล (A Bid of Liverpool) ซึ่งเป็นการนำเพลงของวงฝั่งอังกฤษ (แน่นอนมีเพลงของเดอะบีตเทิลส์ด้วยถึง 4 เพลง) เพื่อตอบสนองกระแสนิยมของตลาดในช่วงนั้น หรืออย่างช่วงทศวรรษ 1960 เขามองว่ากลุ่มคนฟังของเขาซึ่งเป็นวัยรุ่นจะฟังเพลงที่บ้านด้วยเครื่องเสียงเล็ก ๆ ราคาถูก และถ้าเป็นวิทยุในรถยนต์ก็จะไม่ได้มีระบบเสียงดีอะไร ส่วนใหญ่ฟังวิทยุระบบเอเอ็ม เขาจึงใช้เสียงแทมโบรีนเป็นตัวเน้นแบ็กบีต (บีตสองและสีในไทม์ซิกเนอเนอร์ 4/4) และให้คนมิกซ์เพลงให้เสียงทรีเบิล (treble – ช่วงเสียงสูง) สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจจะไม่ได้เสียงสมดุลที่ดีตามหลักนัก แต่ถ้าได้ฟังเพลงที่มิกซ์แบบนี้จากวิทยุเอเอ็มหรือว่าฟังจากเครื่องเสียงราคาถูกแล้วจะให้เสียงที่ชัดเจนและน่าสนใจกว่ามาก

มทาวน์ซาวนด์ช่วยลบล้างอคติว่าต่อให้เพลงของคนผิวสีดีแค่ไหนก็ต้องให้คนผิวขาวมาร้องถึงจะกลายเป็นเพลงฮิตและขายได้จบลงไป อย่าง เดอะซูพรีมส์ประสบความสำเร็จมีซิงเกิลอันดับ 1 ถึง 12 แผ่น เป็นวงนักร้องหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด พวกเธอทำยอดจำหน่ายอัลบั้มได้ถึง 100 ล้านแผ่น ทำให้เป็นวงดนตรีจากยุค 1960s ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด…รองจากเดอะบีตเทิลส์

แต่เมื่อเบอรีเข้าแทรกแซงทิศทางของเดอะซูพรีมส์ ทำให้ความสมดุลภายในวงเสียไปก็ทำให้ฟลอเรนซ์เริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน และในปีค.ศ. 1967 เมื่อเบอรีเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดอะซูพรีมส์วิธไดอานา รอส และไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อวงเป็นไดอานารอส แอนด์เดอะซูพรีมส์ยิ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับฟลอเรนซ์ บัลลาด

การแยกชื่อไดอานาออกจากวงเดอะซูพรีมส์ เป็นการยกระดับไออานาให้โดดเด่นเป็นที่จดจำและสมาชิกคนอื่นแทบหมดความหมาย เบอรีเคยทำแบบนี้กับวงเดอะมีราเคิลส์มาก่อนในปีค.ศ. 1965 โดยเปลี่ยนชื่อวงเป็นสโมกกี โรบินสันแอนด์เดอะมิราเคิลส์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะก่อนหน้าจะเป็นวงเดอะมิราเคิลส์ สมัยเคยใช้ชื่อเดอะมาทาดอร์สก็เคยเป็นวงแบ็กอัปของแจ็กกี วิลสันในชื่อแจ็กกี วิลสันแอนด์เดอะมาทาดอร์สมาก่อน อีกทั้งการยกสโมกกีขึ้นมาดูจะไม่ค่อยมีใครรู้สึกแปลกเพราะสโมกกีเป็นนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และเป็นรองประธานบริษัทโมทาวน์ แต่ไดอานา รอสเป็นแค่นักร้องเพียงอย่างเดียว เลยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเบอรีกับศิลปินคนอื่นเริ่มคลอนแคลนอย่างหนัก เพราะทุกคนเริ่มรู้สึกว่าเบอรีให้อภิสิทธ์กับไดอานามากเกินไป เบอรีจึงเปลี่ยนชื่อมาร์ธา แอนด์เดอะแวนเดลลาส เป็น มาร์ธา รีฟ แอนด์เดอะแวนเดลลาส (ก็ไม่ต่างจากเดิม!) ในช่วงเวลานั้นเดวิด รัฟฟินพยายามขอเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดวิด รัฟฟินแอนด์เดอะเทมป์เทชันส์บ้างแต่ไม่สำเร็จ

เบอรีอธิบายว่าการใช้ชื่อนักร้องนำกับวงทำให้แยกค่าใช้จ่ายได้สองทาง คือส่วนหนึ่งสำหรับนักร้องและส่วนหนึ่งสำหรับวง แทนที่จะเรียกค่าตัวศิลปินในฐานะวงดนตรีวงเดียว แต่หลายคนเชื่อว่ามีความนัยแอบแฝง เพราะเขาเคยเตรียมแผนให้ไดอานาออกจากวงไปทำอัลบั้มเดียวในปีค.ศ. 1966 โดยเตรียมนำบาร์บารา แรนดอล์ฟ (ซึ่งเคยอยู่กับวงเดอะแพล็ตเตอร์สช่วงสั้น ๆ ) มาทำหน้าที่ในวงเดอะซูพรีมส์แทนไดอานา แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเวลานั้นเดอะซูพรีมส์ต้องพึ่งพาไดอานาเป็นสำคัญ เพราะฟลอเรนซ์อยู่ในสภาพปล่อยตัว และติดเหล้าจนพลาดการแสดงหลายหน ช่วงแรกเบอรีเอา มาร์ลีน บาร์โรว์จากวงดิแอนแดนเตส มาแทนฟลอเรนซ์ บัลลาด บางครั้งต้องอาศัยซินดี เบิร์ดซองสมาชิกวงเดอะบลูเบลส์ ของแพตตี ลาเบลล์มาทำหน้าทีแทน

ช่วงปีค.ศ. 1967 ซินดี เบิร์ดซองเดินทางร่วมกับเดอะซูพรีมส์เพื่อเป็น “ตัวเสียบ” ถ้าหากฟลอเรนซ์ไม่ขึ้นเวที ฟลอเรนซ์โดนให้ออกจากวงช่วงต้นปีค.ศ. 1967 เมื่อเบอรีเห็นว่าพฤติกรรมของเธอเกินกว่าจะทนไหว แต่บรรดาคลับต่าง ๆ ยังมองว่าเดอะซูพรีมส์ต้องมีฟลอเรนซ์ถึงจะครบถ้วนเป็นวงจึงต้องให้เธอกลับเข้าวงใหม่ แต่สุดท้ายฟลอเรนซ์ตัดสินใจลาออกจากเดอะซูพรีมส์ในปีค.ศ. 1967 เพราะรู้สึกว่าบทบาทในวงของเธอไม่เหลืออะไรให้น่าจดจำอีกต่อไป ว่ากันว่าความจริงเธอไม่อยากลาออก แต่โดนเบอรีบีบให้เธอลาออก เธอเซ็นสัญญากับบริษัทเอบีซีในฐานะศิลปินเดี่ยว เบอรีแสดงความเขี้ยวให้เห็นด้วยการให้เธอเซ็นสัญญา (เพื่อรับเงินเพียงแสนดอลลาร์เศษ) ว่าเธอจะไม่เอาชื่อเดอะซูพรีมส์ไปใช้โดยเด็ดขาด และนั่นทำให้ตอนออกอัลบั้มแรกกับเอบีซีแทบไม่มีใครจำเธอได้ และหลังจากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยจนกระทั่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในปีค.ศ. 1976 อายุเพียงแค่ 32 ปี

ส่วนเดอะซูพรีมส์จะให้ซินดี เบิร์ดซองมาทำหน้าที่แทน หลังจากที่ตอนแรกจะให้บาร์บารา แรนดอล์ฟมาเป็นสมาชิกแต่เกิดเขม่นกับไดอานา เบอรีจึงรับซินดี เบิร์ดซองสมาชิกวงเดอะบลูเบลส์ ของแพตตี ลาเบลล์มาแทนที่ (ซินดีเป็นตัวเลือกแรก แต่เธอติดสัญญากับวงเดอะบลูเบลส์) แต่ช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของพวกเธอ เหตุผลแรกมาจากทีมฮอลแลนด์-โดวิเอร์-ฮอลแลนด์ ยกทีมออกจากโมทาวน์เพราะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมากเกินไป นอกจากนั้นการทำงานเพื่อโปรโมทอย่างหนักและต่อเนื่องทำให้หลายต่อหลายครั้งที่แมรีหรือว่าซินดีไม่ได้มาร่วมบันทึกเสียง ต้องใช้นักร้องคนอื่นมาร้องแบ็กอัป (แต่ก็ยังมีเครดิตของทั้งคู่อยู่) เหตุผลข้อต่อมาก็คือ ช่วงนั้นมีกร้องโซลที่มีพลังอย่างอธีนา แฟรงคลินเน้นตลาดของคนผิวสีโดยตรงมาโอบกระหน่ำ ยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เป็นช่วงที่เกิดการตื่นตัวเรื่องการรักษาศักดิ์ศรีของคนผิวดำ มีกลุ่มแบล็กแพนเธอร์เป็นตัวตั้งตัวตี ทำให้เดอะซูพรีมส์ที่ออกไปทางป็อปเอาใจคนผิวขาว โดนมองว่า “ดำไม่พอ”

ไดอาน่า รอส ลาออกจากวงไปเป็นศิลปินเดียวในปีค.ศ. 1970 เดอะซูพรีมส์ได้จีน เทอเรลมาเป็นนักร้องนำแทน ซึ่งในช่วงสองสามปีแรกทำท่าว่าจะดี หลายคนลงความเห็นว่าผลงานดีกว่างานช่วงสองสามปีก่อนไดอานา รอสจะลาออกเสียอีก แต่โมทาวน์หันไปจับธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ รวมไปถึงย้านฐานไปตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กและลอสแองเจลิส ทำให้ความเข้มข้นของทีมโปรดักชันลดลงจากเดิม ส่งผลให้วงเดอะซูพรีมเริ่มระส่ำระสายมีการเปลี่ยนตัวสมาชิกอีกหลายครั้งจนในที่สุดต้องยุบวงลงในปีค.ศ. 1976

ทิ้งไว้เพียงตำนานที่กล่าวถึงพวกเธอว่า เป็นวงดนตรีหญิงล้วนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

Recommend

Various Artists: Motown: The Classic Years

[Motown, 2000]

โมทาวน์ทำอัลบั้มรวมเพลงออกมาหลายอัลบั้ม สำหรับ อัลบั้มเดอะคลาสสิกเยียร์ส อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่รวมเพลงที่มีความพิเศษมากนัก แต่ว่าทั้ง 23 เพลง (2แผ่น) ได้รวมบทเพลงที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับนักร้องแต่ละคนไว้ค่อนข้างครบ อย่าง “เดอะแทร็กส์ออฟมายเทียรส์” ของเดอะมิราเคิลส์ “มายเกิร์ล” ของเดอะเทมป์เทชันส์ และอีกมากมายที่บ่งบอกถึงคำว่า “โมทาวน์ซาวนด์” ได้ชัดเจน

The Supremes: Supremes A’ Go-Go

[Motown, 1966]

อัลบั้มนี้ออกมาช่วงเดอะซูพรีมส์กำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม เสียงร้องของไดอานา รอส กำลังสดใสแถมได้ทีมโปรดักชันฮอลแลนด์-โดซิเอร์-ฮอลแลนด์มาดูแลขัดเกลาจนทำให้ทุกอย่างลงตัว และผลก็คือดนตรีที่บ่งบอกสไตล์ของโมทาวน์ซาวนด์ ซึ่งเดอะซูพรีมส์ทำออกมาได้ดีที่สุดในสมัยนั้น

Florence Ballad: The Supremes

[ABC, 2001]

เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ฟลอเรนซ์ บัลลาดร้องเอาไว้ในช่วงปีค.ศ. 1968 ช่วงที่เธอทำสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวกับเอบีซีเร็คคอร์ดส แต่ก็มีเพลงที่บันทึกไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นสมาชิกเดอะซูพรีมส์ บันทึกไว้ในช่วงทำอัลบั้ม มีตเดอะซูพรีมส์ ช่วงปีค.ศ. 1961 เช่น “บัตเตอร์ดป็อปคอร์น” (เพลงหน้าบีซิงเกิลแรกของเดอะซูพรีมส์) “เอนต์แด็ตกู้ดนิวส์” “เฮ เบบี”  อัลบั้มนี้บอกตรง ๆ ว่าเพลงส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับสมัยที่เธออยู่กับเดอะซูพรีมส์ แต่เสียงของเธอยังคงเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นมาก

The Supremes: Right On

[Motown, 1970]

อัลบั้มนี้เป็นบทพิสูจน์ได้ว่า ถึงเดอะซูพรีมส์ไม่มีไดอานา รอส ก็ยังคงทำเพลงดีออกมาได้  และอาจจะเป็นงานของเดอะซูพรีมส์ที่ดีที่สุดหลังจากไม่มีทีมฮอลแลนด์-โดซิเอร์-ฮอลแลนด์มาดูแลโปรดักชัน เสียงร้องของจีน เทอเรลอาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับไดอานา รอส แต่ที่ได้คืนกลับมาก็คือ เสียงประสานที่ดูลงตัวและกลมกลืนในฐานะวงดนตรีมากกว่าสมัยที่ใช้ชื่อวงว่าไดอานา รอสแอนด์เดอะซูพรีมส์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.