ข้ามไปยังเนื้อหา

Robin McAuley


เวลาพูดถึงผลงานคลาสสิกของ เอ็มเอสจี (MSG – Michael Schenker Group) คนมักจะพูดถึงผลงานช่วงแรกที่มี แกรี บาร์เดน เป็นนักร้องนำ แต่ช่วงที่ เอ็มเอสจี ประสบความสำเร็จในตลาดป็อปจริง ๆ เป็นช่วงที่ไมเคิลเปลี่ยนชื่อวงจาก ไมเคิล เชงเกอร์ กรุ๊ป เป็น แม็กออลีย์ เชงเกอร์ กรุ๊ป โดยยกให้ โรบิน แม็กออลีย์ นักร้องนำเป็นเสมือนคู่หูหรือหุ้นส่วนการทำงาน ซึ่งในยุคนั้นโดนแฟนเพลงวิจารณ์กันพอสมควรว่าเน้นเพลงป็อปติดตลาดเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไร นั่นก็เป็นประวัติศาสตร์หนึ่งของเอ็มเอสจีที่เข้าไปสู่โลกของแกลมเมทัล/ แฮร์แบนด์

Robin McAuley – โรบิน แม็กออลีย์ เป็นที่รู้จักจากการเป็นนักร้องนำวงแม็กออลีย์/เชงเกอร์ กรุ๊ป ของ ไมเคิล เชงเกอร์ในช่วงปลายทศวรรษ 80 แต่ก่อนจะมาร่วมงานกับไมเคิล เชงเกอร์ เขาก็คลุกคลีกับวงการดนตรีร็อกมาไม่น้อยเลย

โรบินเกิดที่ไอร์แลนด์ เริ่มหัดเล่นกลองตั้งแต่เด็ก อายุ 8 ขวบก็เล่นร่วมกับวง พออายุราว 18 เขาเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของพี่สาวในลอนดอน และได้สมัครตีกลองกับวงท้องถิ่นในลอนดอน แต่สมาชิกของวงเกิดชอบเสียงของโรบิน เลยขอให้เป็นนักร้องนำของวงและ เล่นเพลงคัฟเวอร์เป็นหลัก ก่อนจะออกไปอยู่กับวงกรังปรีซ์ (Grand Prix) แทนที่ เบอร์นี ชอร์ (ที่ต่อมากลายเป็นนักร้องนำวงยูไรอาห์ ฮีป) ด้วยเหตุที่เขาบอกว่าเบื่อเล่นเพลงของคนอื่น อยากเล่นกับวงที่เขียนเพลงเองบ้าง

ระหว่างที่อยู่กับวงกรังปรีซ์ โคซี พาวลล์ได้ติดต่อให้โรบินเข้าไปทดสอบเป็นนักร้องนำวง ไมเคิล เชงเกอร์ กรุ๊ป แต่ครั้งนั้นไมเคิลเลือกจะกลับไปร่วมงานกับ แกรี บาร์เดน นักร้องนำคนแรกของ ไมเคิล เชงเกอร์ กรุ๊ป แทน แต่โรบินเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นคนปฏิเสธร่วมวงกับไมเคิลเพราะตอนนั้นยังมีความสุขกับวงกรังปรีซ์มากกว่า

หลังจากที่วงกรังปรีซ์แยกวงไป เขาก็ตั้งวง จีเอ็มที (GMT) โดยมี มิก โอดาฮิว อดีตมือกีตาร์วงกรังปรีซ์ กับ ฟิล เทย์เลอร์ จากวงมอเตอร์เฮดเป็นสมาชิกวงด้วย แต่ว่าหลังจากทำเดโมไว้แล้วโปรเจ็กต์นี้ก็ล้มเลิกไปเสียก่อนจะได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยโรบินบอกว่าปัญหามาจากผู้จัดการวงในตอนนั้น (แต่มีงานบู้ตเลกออกมา)

ปี 1985 เขาก็เป็นศิลปินเดี่ยว ออกเพลง “เอลลูส” (Eloise – เพลงเก่าของ เบอร์รี ไรอัน) แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันวง เดอะแดมนด์ ทำเพลงนั้นออกมาพอดีและดังกว่าเลยทำให้เวอร์ชั่นของเขาดูเบา ๆ ไป หลังจากนั้นโรบินได้รับโอกาสจาก แฟรงก์ ฟาร์เรียน โปรดิวเซอร์ชื่อดังที่อยู่เบื้องหลัง บอนนี เอ็ม ให้มาร่วมงานในโปรเจ็กต์เฉพาะกิจ ฟาร์คอร์เปอเรชัน ซึ่งเขาได้ร้องเพลง “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” ของเลดเซพพลิน และต้องจารึกว่าเป็น “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” ซิงเกิลแรกที่ติดอันดับบิลบอร์ดและยูเคชาร์ต…เพราะเลดเซพพลินไม่เคยปล่อยเป็นซิงเกิล

 จากนั้นเขาก็ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมทดสอบเข้าร่วมวงอีกครั้งจากไมเคิล เชงเกอร์ ซึ่งเขาต้องเดินทางไปเยอรมัน เพื่อทดสอบและได้เข้าร่วมวง

“ผมเป็นคนสุดท้ายจาก 17 คนที่มาทดสอบกับวงที่สตูดิโอของ รูดอล์ฟ (เชงเกอร์) ผมเคยโดนปฏิเสธจากไมเคิล (เชงเกอร์) มาแล้วก่อนหน้านั้นราว 4 ปี ตอนที่เขามาดูผมกับวงเก่า กรังปรีซ์ (Grand Prix) เขามากับ โคซี พาวลล์ คริส เกล็น และ แอนดี นาย เขาขอให้ผมมาซ้อมกับพวกเขา ก็เหมือนกับทุกอย่างล่ะนะ มันต้องมีจังหวะของมัน ตอนที่ผมได้รับการติดต่อให้เข้าสตูดิโอกับพวกเขาอีกครั้งใน 4 ปีต่อมา รูดอล์ฟกับเคลาส์ (ไมน์) กับพวกทีมบริหารอยู่ที่นั่นด้วย และไมเคิลก็พูดขึ้นว่า “น่าสนใจดีนะที่นามสกุลคุณขึ้นต้นด้วยตัวเอ็มและชื่อของผมก็เริ่มด้วยตัวเอ็ม ผมตัดสินใจว่าผมจะตั้งชื่อวงว่า แม็กออลีย์/เชงเกอร์ กรุ๊ป ผมก็ ไม่นะ คุณทำแบบนั้นไม่ได้ ผมรู้สึกไม่สะดวกใจเลย เป็นความคิดที่บ้ามาก เพราะเอ็มเอสจีเป็นที่รู้จักและมีตัวตนชัดเจนในโลกของดนตรีร็อก แต่ไมเคิลบอกว่า คุณได้งานและผมได้ชื่อแล้ว – เรื่องมันก็เป็นแบบนั้น ผมไม่เคยเลยสักครั้ง ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย แต่รูดอล์ฟและทีมบริหารชอบความคิดนี้”

แม็กออลีย์ เชงเกอร์ กรุ๊ป ในยุคที่โรบินเป็นนักร้องนำ โดยแฟนเพลงมองว่าเป็นยุคที่ทำเพลง “ตลาด” พยายามทำตัวเข้ากระแสแฮร์แบนด์ ซึ่งเรื่องนี้โรบินแก้ต่างให้ตัวเองว่า

 “บริษัทและทีมบริหารต้องการเพลงสำหรับเล่นทางวิทยุในอเมริกา และพวกเขาอยากทำวิดีโอสำหรับเอ็มทีวี ตอนที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของวงนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ไมเคิลทำแบบนั้น ผมคิดว่าทุกคนตื่นเต้นกับเพลงที่ผมเอามาเสนอเพราะมันน่าจะได้เล่นทางวิทยุและเอ็มทีวี เราต้องการวิดีโอฮิตทางเอ็มทีวีเพื่อจะได้ออกทัวร์ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พวกแฟนเพลงพันธุ์แท้ก็จะบอกว่า นักร้องคนใหม่ทำลายทุกอย่างที่เป็นเอ็มเอสจี ผมต้องใช้เวลานานพอควรที่จะอธิบายว่าผมไม่ได้แตะดนตรี ผมเขียนทำนองและเนื้อร้อง ไมเคิลเป็นคนทำดนตรี”

อัลบั้ม เปอร์เฟ็กต์ไทม์มิง (Perfect Timing, 1987) ประสบความสำเร็จพอควรกับเพลง “กิมมียัวร์เลิฟ” ซึ่งเป็นเพลงแรกของไมเคิล เชงเกอร์ที่ติดอันดับซิงเกิล ต่อด้วยงานชุด เซฟยัวร์เซลฟ์ (Save Yourself, 1989) ซึ่งเป็นงานที่ยอดเยี่ยมและสมาชิกก็ลงตัว

“ผมมีความรู้สึกส่วนตัวต่อเพลงนี้ (เอนีไทม์) มันมีเรื่องราวมากมายในเพลงนี้ และหลายคนก็เข้าถึงเนื้อเพลงนี้อย่างที่ผมรู้สึก ตอนนั้นผมเพิ่งเลิกกับแฟนและผมก็พยายามแสดงความรู้สึกของผมลงไปในแพลง ผมจำได้ว่าตอนที่เราออกทัวร์ญี่ปุ่นตอน เซฟยัวร์เซลฟ์ ผมให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง ตอนผมเล่าเรื่องราวของเพลงนี้ให้เธอฟัง เธอร้องไห้ ผมก็ โอ๊ะ มีอะไรผิดพลาดไปหรือนี่ แต่ปรากฏว่าเธอก็รู้สึกและเข้าถึงบทเพลงนั้นเป็นส่วนตัว คุณคงจินตนาการถึงอิทธิพลของเพลงนี้ได้ ส่วนวิดีโอเราทำมันขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ไปตัดมาจากภาพยนตร์ บริษัทอยากจะทำวิดีโอที่มีเรื่องราวที่มาจากเนื้อเพลงอย่างที่คุณได้เห็นในวิดีโอ” โรบินเล่า

แต่หลังจากนั้นไมเคิลไปทำโปรเจ็กต์รวมดาราชื่อ คอนทราแบนด์ ร่วมกับแชร์ พีเดอร์สัน (วิกเซน) เทรซี กันส์ (แอลเอกันส์) ริชาร์ด แบล็ก (ชาร์กไอส์แลนด์) บ็อบบี บล็อตเซอร์ (แรตต์) ส่วนโรบินก็มีงานเสริมด้วยการไปร้องเพลง “ทีชมีฮาวทูดรีม” (Teach Me How to Dream) ประกอบภาพยนตร์ อิฟลุคส์คูลด์คิล (If Looks Could Kill, 1990 ซึ่งวงคอนทราแบนด์ก็ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน)

ในขณะนั้น โรบินกับไมเคิลอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ แต่ โบโด ชฮ็อปฟ์ มือกลองอยู่ในสตุตการ์ต (เยอรมัน) ร็อกกี นิวตัน (มือเบส) และ สตีฟ มานน์ (มือกีตาร์) อยู่ในอังกฤษ ทำให้สมาชิกยุคนี้อยู่รวมกันเพียงแค่อัลบั้มเดียว อัลบั้มถัดมา พวกเขาตัดสินใจใช้บริการ เจมส์ คอตแท็ก (อดีตมือกลอง คิงดอมคัม) และ เจฟฟ์ ฟิลสัน (อดีตมือเบสด็อกเคน) ในการทำอัลบั้ม เอ็มเอสจี (M.S.G., 1992) พวกเขาตัดสินใจหันเข้าหาป็อปมากขึ้น และในช่วงนั้นกระแส “ถอดปลั๊ก” กำลังมาแรงทำให้หลายเพลงออกไปทางอคูสติก และมันคงเข้าทางพอดี จึงมีอัลบั้ม ไนต์แมร์ เดอะอคูสติกเอ็มเอสจี (Nightmare: The Acoustic M.S.G., 1992) กับ อันปลั๊กไลฟ์ (Unplugged Live, 1992) ตามออกมาในช่วงที่ดนตรีร็อกกำลังรื่นเริงกับการถอดปลั๊ก

หลังจากนั้น ไมเคิล เชงเกอร์ ดูจะสนุกสนานกับการเล่นอคูสติก เขาต้องการออกอัลบั้มเดี่ยวในสไตล์อคูสติก โรบินจึงตัดสินใจจะไปทำอย่างอื่นดูบ้าง โดยการกลับไปเรียนต่อด้านกราฟฟิกดีไซน์ และทำมาหากินในด้านที่เรียนมา รวมถึงการแต่งงาน ทำให้เขาเงียบหายไปจากวงการดนตรี แต่ก็ยังมีโปรเจ็กต์ อีลีเมนต์ออฟฟริกชัน (Elements Of Friction) ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ของ ริกกี ฟิลลิปส์ (อดีตมือเบสวง เดอะเบบีส์ แบดอิงลิส)

นอกจากนี้ยังมีอัลบั้มเดี่ยว บิสสิเนสแอสยูสชวล (Business as Usual, 1999) ซึ่งเป็นงานที่เขาทำเก็บไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 90 แต่ไม่มีบริษัทใดสนใจ มือกีตาร์ในอัลบั้มนั้นคือ แฟรงกี ซุลลิแวน มือกีตาร์วงเซอร์ไวเวอร์ กลองก็ใช้กลองไฟฟ้า ไม่มีมือกลองจริง แต่แล้วมีบริษัทในญี่ปุ่นสนใจนำมันมาออกวางจำหน่าย

ในปี 2006 โรบินกลับมาสู่วงการดนตรีอีกครั้ง โดยเป็นนักร้องนำวงเซอร์ไวเวอร์ เจมี เจมิสัน และกลับมาร่วมงานกับไมเคิล เชงเกอร์อีกครั้งในปีค.ศ. 2018 ในวงรวมอดีตนักร้องของไมเคิลที่ชื่อ ไมเคิล เชงเกอร์ เฟสต์

ผลงานล่าสุดคือทำวง แบล็กสวอน ร่วมกับ เรบ บีช (วิงเกอร์) เจฟฟ์ ฟิลสัน (ด็อกเคน) และ แมต สตารร์

หมายเหตุ ปรับปรุงล่าสุด 4 มีนาคม 2563

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: