Metallica: Chapter 9- LOAD


“ผมไม่คาดหวังว่า โหลด จะประสบความสำเร็จเท่ากับอัลบั้ม เมทัลลิกา (แบล็กอัลบั้ม) หรอก เพราะว่าจังหวะเวลามันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าคุณมองกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 91 กับเราและกันส์แอนด์โรเซส ก่อนหน้าที่จะมีวงเนอวานา ก่อนหน้าวงเพิร์ลแจม งานนั้นมันออกมาถูกที่ถูกเวลา แต่ถ้าแบล็กอัลบั้มออกมาตอนนี้ ผมไม่คิดว่ามันจะขายได้ 20 ล้านแผ่นหรอกนะ”  

ลาร์ส อัลริซ ออกความเห็นไว้ในปีค.ศ. 1997 ถึงกระแสตอบรับในอัลบั้ม โหลด ที่ไม่มากเท่ากับ แบล็กอัลบั้ม

“ตอนที่เราทำ แบล็กอัลบั้ม ออกมา เราก็หลงเข้าไปอยู่ในวังวนดนตรีเมนสตรีม แต่พออัลบั้มนี้ (โหลด) ออกมา มันก็ผลักเราไปอีกทาง อย่างที่เจมส์เคยพูดเอาไว้สั้น ๆ ว่า – พวกเราโดนเกลียดอีกแล้วเฟ้ย และผมโคตรจะชอบมันเลย – ผมงี้เข้าใจและสัมผัสความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ”   เคิร์ก แฮมเมตต์มือกีตาร์ของวงกล่าว

แม้กระทั่งทุกวันนี้ แฟนเพลงของเมทัลลิกาก็ยังถกเถียงกันว่าอัลบั้ม โหลด และ รีโหลด เป็นงานที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ โดยแฟนเพลงเก่าที่ติดตามมาจากอัลบั้มแรกหลายคนสิ้นศรัทธากับเมทัลลิกาจากอัลบั้มชุดนี้ แต่สำหรับแฟนเพลงใหม่ที่เพิ่งรู้จักเมทัลลิกาจาก แบล็กอัลบั้ม รู้สึกว่างานนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน

อัลบั้ม โหลด ออกวางจำหน่ายในปีค.ศ. 1996 ห่างจากอัลบั้ม เมทัลลิกา (หรือ แบล็กอัลบั้ม) ถึง 5 ปี ด้วยเหตุผลหลักคือพวกเขาต้องใช้เวลาในการออกทัวร์คอนเสิร์ตยาวนานระหว่างปีค.ศ. 1991 – 1994 (ซึ่งในปี 1992 พวกเขาออกทัวร์ร่วมกับกันส์แอนด์โรเซสโดยผลัดกันเป็นวงหลัก) ระหว่างนั้นลาร์ส อัลริชและเจมส์ เฮตฟิลด์เขียนเพลงเก็บไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับอัลบั้มใหม่ไปด้วย และมาคัดเลือกเพลงพร้อมทั้งตกแต่งให้เป็นเพลงสมบูรณ์ในสตูดิโอส่วนตัวในบ้านลาร์ส อัลริช ประมาณกลางปีค.ศ. 1994 และเข้าบันทึกเสียงในเดอะแพลนต์ แคลิฟอร์เนีย ในเดือนกุมภาพันธ์ค.ศ. 1995 โดยมีบ็อบ ร็อก ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงเงินทองให้เมทัลลิกาใน แบล็กอัลบั้มมารับหน้าที่ดูแลการผลิต ซึ่ง ณ เวลานั้น เมทัลลิกามีเพลงอยู่ในมือถึง 27 เพลง และคิดว่าจะทำออกมาเป็นอัลบั้มคู่

ระหว่างการบันทึกเสียง พวกเขาตัดสินใจออกจากห้องบันทึกเสียงไปแสดงสดในชื่อเท่ ๆ ว่า เอสเคปฟอร์มเดอะสตูดิโอทัวร์ (Escape form the Studio Tour) แอบไปที่เล่นแอสโตเรียทูในลอนดอน วันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1995 โดยไม่บอกกล่าวให้คนอื่นรู้ล่วงหน้า แต่งานหลักที่ต้องหลบหนีจากสตูดิโอมาแสดงสดจริง ๆ คือการมาเป็นวงหลักของเทศกาลดนตรีมอนสเตอร์ออฟร็อกส์ ที่โดนิงตันในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1995  นอกจากนั้นก็แวะไปเล่นที่เมืองยูคอนในแคนาดาในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1995 และลองเล่นสดในสตูดิโอเดอะแพลนต์ในวันที่ 13 ธันวาคม ก่อนจะปิดท้ายที่วิสกีอะโกโกในวันที่ 14 ธันวาคม

และเมื่อพวกเขาจะกลับไปทำอัลบั้มต่อให้เสร็จเรียบร้อยก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมทัวร์ โลลลาพาลูซา (Lollapalooza) ในปีค.ศ. 1996 ทำให้พวกเขาเริ่มลังเล เพราะถ้าออกทัวร์จะทำให้การทำงานอัลบั้มใหม่ล่าช้าไปอีก “เราตอบตกลงไป แล้วก็คิดว่าแทนที่จะเอาวัตถุดิบที่มีทั้งหมดมาทำเป็นอัลบั้มคู่ ทำไมเราไม่แยกมันเป็นสองอัลบั้มล่ะ?  ทำให้มันเสร็จไปหนึ่งอัลบั้มก่อนแล้วออกทัวร์โลลลาพาลูซาในช่วงฤดูร้อน จากนั้นก็ไปทัวร์รอบโลกกันก่อนแล้วค่อยกลับมาทำเพลงที่เหลือต่อแล้วออกอัลบั้มใหม่ในปีหน้า” ลาร์สเล่าความหลัง

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่สำคัญและน่าเชื่อถือที่หลุดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องหลังของเหตุการณ์นี้คือเมทัลลิกาเริ่มเบื่อทัวร์ยาวนานอย่างสมัยทำ แบล็กอัลบั้ม กันแล้ว ถ้าได้ออกทัวร์แค่ระยะสั้น แล้วกลับมาพักผ่อนทำอัลบั้มใหม่น่าจะเป็นการลดแรงเสียดทานระหว่างบุคคลในวงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การที่กระแสดนตรีหลักได้เปลี่ยนไปจากเดิมทำให้พวกเขาไม่มั่นใจที่จะรักษารูปแบบการทำงานดนตรีแบบอัลบั้มเก่าว่าจะยังเป็นที่ยอมรับอีกไหม เพราะถึงแม้ว่า แบล็กอัลบั้ม จะเป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่าได้แฟนเพลงใหม่เป็นกลุ่มก้อนและประสบความสำเร็จทางการตลาดมากกว่าทุกอัลบั้มที่ผ่านมา แต่ว่าแฟนเพลงเก่าไม่ค่อยชอบใจ แบล็กอัลบั้ม กันเท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็ไม่มั่นใจว่าแนวทางใหม่นี้จะได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงเดิมอยู่หรือเปล่า? เพราะในขณะที่ แบล็กอัลบั้ม ออกมา ดนตรีเมทัลแบบเก่ายังครองความนิยมในกระแสหลัก แต่หลังจากนั้นมันคือการรุกคืบของกรันจ์และโพสต์กรันจ์อย่าง เนอวานา เพิร์ลแจม เจนส์แอดดิกชัน คอร์น เรจอะเกนสต์เดอะแมชีน ดนตรีมีการผสมผสานระหว่าง เมทัล ฮิปฮ็อป เทคโน แจ๊ส และอีกมากมาย ทำให้เมทัลลิกาคิดถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเกิดขึ้น

1996_load-front1

ความเปลี่ยนแปลงที่แฟนเพลงเริ่มรู้สึกทะแม่งก็ตอนในงานเอ็มทีวีมิวสิกอวอร์ดส์ ปี ค.ศ. 1995 ด็อกเตอร์เดรแรปเปอร์ชื่อดังได้ให้สัมภาษณ์ว่าเมทัลลิกาต้องการทำงานร่วมกับกับเขา แต่ว่าเขาไม่ต้องการทำงานร่วมกับเมทัลลิกา (แฟนเพลงคงดีใจและนึกขอบคุณที่ด็อกเตอร์เดรตอบปฏิเสธไป แถมในคอนเสิร์ตครั้งนึ่งในทัวร์ โลลลาพาลูซายังเล่นเพลง “วันเดอะวอลล์” ของโอเอซิส เล่นเอาแฟนเพลงเมทัลลิกาถึงกับนิ่งอึ้งกันเป็นแถว

นอกจากนี้ยังมีข่าวหลุดรอดว่าซิงเกิลแรกของอัลบั้มคือ “อันทิลอิตสลีปส์” จะมีเวอร์ชั่นที่ทำใหม่โดยโมบีศิลปินเทคโนชื่อดัง แต่พอเจมส์ได้ฟังเวอร์ชั่นนั้นแล้วเขาก็ปาเครื่องเล่นเข้าใส่กำแพง แบบเดียวกับตอนที่เขาได้ฟังเพลงของเมทัลลิกาที่โดนวงดายครัปปส์เอาไปทำใหม่ในสไตล์อินดัสเทรียล จึงไม่มีเวอร์ชันนี้ออกมา

โหลด ออกวางจำหน่ายในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกับอัลบั้มของวงเมทัลอย่างในอดีต ตั้งแต่โลโกที่กลายเป็นรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งหน้าปกอัลบั้มที่นำมาจากงานศิลปะอื้อฉาวของศิลปินนิวยอร์ค อังเดร เซอร์ราโน ที่ชื่อว่า เลือดและอสุจิหมายเลข 3 (Blood and Semen III) ซึ่งทำจากส่วนผสมตามชื่องานคือเลือดวัวกับอสุจิของศิลปินเอามาผสมรวมกันแล้วเอาเพล็กซีกลาสวางทับ (plexiglass เป็นโพลิเมอร์สังเคราะห์ใสแบบแก้ว แต่ทนความร้อนดีกว่า) โดยคนที่ได้ไอเดียในการนำภาพนี้มาใช้ก็คือเคิร์ก แฮมเมตต์ ที่ไปเห็นหนังสือรวมงานศิลป์ของอังเดร เซอร์ราโนเข้า ส่วนภาพถ่ายของสมาชิกวงในอัลบั้มนี้ เป็นฝีมือของอังตวน คอบิจิน (Anton Corbijn)  ซึ่งเคยฝากฝีมือไว้กับศิลปินดังเช่น จอยดิวิชัน ยูทู เดเพเชโหมด มาแล้ว

ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มนี้คือ “อันทิลอิตสลีปส์” เพลงในสไตล์แองกรีบัลลาดไม่แรงเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เพลงบัลลาดหวานแหวว แถมเนื้อหาก็เป็นเรื่องความเจ็บปวดที่กลายเป็นความกราดเกรี้ยวจากการสูญเสียคนที่รักไป (แม่ของเจมส์เสียชีวิตจากโรคมะเร็งโดยไม่ยอมรักษาจากแพทย์สมัยใหม่เพราะความเชื่อถือทางศาสนา) และมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาด เดอะการ์เดนออฟเอิร์ธลีดีไลต์ (The Garden of Earthly Delights) ของซามูเอล เบเยอร์ (Samuel Bayer) ถ้าแฟนเพลงเก่าสังเกตหน่อยจะรู้สึกคล้ายคล้ายคลับคลาว่ามีตัวละครบางตัวทำให้รำลึกถึงบุคลิคลักษณะของ คลิฟฟ์ เบอร์ตัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน  แถมเพลงนี้ยังบันทึกเสียงกันสด เพราะขณะที่ทางวงกำลังซ้อมเพลงนี้กันเพลิน (ขณะนั้นตั้งชื่อเพลงนี้ว่า F.O.B.D. หรือชื่อเต็มๆ คือ Fell On Black Days) แต่ว่าขณะที่กำลังซ้อมเล่นกันอยู่นั้นบ็อบ ร็อกก็แอบบันทึกเสียงเอาไว้และนำมาใช้จริง ๆ

เนื้อหาของอัลบั้มนี้ที่โฟกัสไปที่ความเจ็บปวด และความกราดเกรี้ยวของเจมส์ เฮตฟิลด์ ซึ่งเป็นคนเขียนเนื้อเพลงหลักของวง ซึ่งมีชั้นเชิงในการนำเสนอมากขึ้นกว่างานชุดก่อน อย่างเช่น “เอนต์มายบิตช์” ที่เป็นเพลงเปิดอัลบั้มนั้นแฟนเพลงก็จะสัมผัสได้ถึงความกราดเกรี้ยวของเฮตฟิลด์ได้เป็นอันดับแรก แต่ว่า บิตช์ ในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงผู้หญิง มันอาจจะหมายถึงผู้คน หรือว่าอาจจะหมายถึงโรคติดเหล้าที่เขาต้องเผชิญอยู่ อย่างเช่นในประโยค “You arrives, but now it’s time to kiss you ass goodbye, Dragging me down” นี้มีคนวิเคราะห์ว่าเขาหมายถึงอาการติดเหล้าที่เริ่มรุนแรงขึ้นทุกขณะ แฟนเพลงประหลาดใจกับการย้อนยุคไปหาดนตรีฮาร์ดร็อกเก่าโบราณ โดยเฉพาะเสียงสไลด์กีตาร์ของเคิร์ก แฮมเมตต์ได้นำเอาบรรยากาศของดนตรีบูลส์และเซาท์เทิร์นร็อกเข้ามาสู่บทเพลงนี้

และยิ่งเข้มข้นขึ้นในเพลงถัดไปคือ “2×4” ที่มีความรุนแรงกราดเกรี้ยว แต่ว่าฟังไปฟังมาจังหวะของบทเพลงมันคลับคล้ายบทเพลงบูกีร็อกสไตล์ซีซีอาร์ ซีซีท็อป หรือ ลินเนิร์ดสคินเนิร์ด เสียอย่างนั้น  “เพลงนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนคุณเอาไม้หน้าสามไปฟาดใครสักคนนั่นแหละ” เจมส์ เฮตฟิลด์อธิบายถึงเพลง “2×4” แต่ที่ชัดก็ต้องเพลง “พัวร์ทวิตเต็ดมี”  เป็นหนึ่งในเพลงฮาร์ดร็อกออกบลูส์ที่ยอดเยี่ยมในงานชุดนี้ แม้แต่เจมส์ก็ยอมรับว่า “พัวร์ทวิตเต็ดมีก็คือเพลงแบบซีซีท็อปนั่นแหละ ท่อนริฟฟ์มาจากตอนที่ทำใน ดันเจียน ผมลองใส่เอ็คโคลงไป”

การย้อยยุคยังคงดำเนินต่อเนื่องใน “เดอะเฮาส์แดตแจ็กบิวลต์” ซึ่งหวนกลับไปสู่ปลายยุค 60 สมัยที่ดนตรีไซคีเดลิกกำลังรุ่งเรือง โดยเคิร์ก แฮมเมตต์ท์ใช้ว็อยซ์บ็อกซ์ (หรือบางทีก็เรียกว่าทอล์กบ็อกซ์) ในช่วงโซโล่เพลงนี้พร้อมกับวาห์-วาห์ แต่เพลงนี้ไม่ได้เชิดชูการใช้ยาเสพติด หากแต่เป็นทางตรงข้ามกันคือเป็นเพลงต่อต้านการใช้ยาเสพติด แต่ความดีงามในเพลงนี้โดนปฏิเสธจากแฟนเพลงเมทัลลิกายุคดั้งเดิม โดยเห็นว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่อ่อนด้อยที่สุดในบรรดาเพลงของเมทัลลิกา ยิ่งบางกลุ่มถึงกับขนานนามสไตล์การเล่นของพวกเขาไปว่าอัลเทอนิกา ยิ่ง “ฮีโรออฟเดอะเดย์” ยิ่งไปกันใหญ่ แทบไม่หลงเหลือความเป็นเมทัลแบบในอดีตเอาไว้เลย แต่เพลงนี้ได้รับเสียงตอบรับจากกระแสดนตรีหลักโดยทั่วไปเป็นอย่างดี อันที่จริงเพลงนี้ถ้ามองอย่างใจเป็นกลาง แล้วลองคิดว่าเป็นเพลงของวงในสายกรันจ์ อันเทอเนทีฟอะไรพวกนั้นก็ถือว่าเป็นเพลงที่ใช้ได้เพลงหนึ่ง

ส่วน “บลีดดิงมี” เป็นเพลงบัลลาดหนัก ๆ ที่สร้างบรรยากาศได้น่าเกรงขามไม่น้อย ด้วยเนื้อหาหม่นแบบเดียวกับเพลง “เตียว” ที่ให้เสียงบ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ ซึ่งเจมส์ เฮตฟิลด์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “ตอนที่ทำ โหลด นั้น ผมอยากจะหยุดดื่มเหล้าเสียที เหมือนว่าผมพลาดอะไรบางอย่างในชีวิตไป ผู้คนมากมายดูจะมีความสุขกันตลอด ผมก็อยากจะมีความสุขแบบนั้น ผมไม่อยากจะให้ชีวิตมีแต่อาการแฮ็งโอเวอร์ ผมเสียวันเวลาดี ๆ ในชีวิตไปเยอะแยะ ใช้เวลาไปบำบัดเป็นปี ๆ ผมเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น มีอะไรหลายๆอย่างที่คุณรู้สึกว่ามันน่ากลัว เวลาที่คุณอายุมากขึ้น และคุณก็ไม่รู้ว่าทำไม …นั่นแหละคือความหมายของเพลง “บลีดดิงมี

เคิร์ก แฮมเมตต์กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของเมทัลลิกาในงานชุด โหลด ไว้ว่า “เราเป็นวงเฮฟวี่ เมทัลมาเจ็ดหรือว่าแปดปี ผมคิดว่าเราเริ่มเปลี่ยนไปตอนที่ทำ แบล็กอัลบั้ม แต่ยังไงเสีย เราก็ยังมีรากฐานมาจากดนตรีเฮฟวีเมทัล แต่ว่าเราเป็นมากกว่าวงเฮฟวีเมทัล เราไม่ได้จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเป็นแบบนี้ หรือว่าหันหลังให้กับอดีตที่ผ่านมา เราเป็นมากกว่านั้น…”

ส่วนใน “เวสติงมายเฮต” มีสำเนียงคันทรี่แทรกออกมา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะว่าเพลงนี้เขียนขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตของเวย์ลอน เจนนิง ศิลปินคันทรี่ระดับตำนาน ที่เล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งขณะที่เขานั่นรับประทานอาหารเย็นในร้านแห่งหนึ่ง เห็นชายในรถยนต์จ้องตรงมาที่เขาแบบประสงค์ร้าย ทำให้เขาส่งกลับไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด และในที่สุดเห็นว่าชายคนนั้นยังไม่เลิกกวนประสาทเสียที เขาก็ตรงดิ่งไปหาชายคนนั้น ถึงได้รู้ว่าชายคนนั้นกำลังหลับอยู่! ไอ้ที่เห็นว่าชายคนนั้นกำลังจ้องมาที่เขานั้นเป็นเพียงแสงสะท้อนกระจกทำให้เห็นเป็นแบบนั้น นั่นคือที่มาของประโยคที่ว่า “เสียเวลาโกรธไปเปล่าๆ”

เจมส์ เฮตฟิลด์ ได้เจอกับเวย์ลอน เจนนิ่ง แถมยังขอลายเซ็นของเวย์ลอนกลับไปฝากพ่อของเขาเสียด้วย ส่วนเวย์ลอนก็ขอลายเซ็นของเจมส์ เฮตฟิลด์กลับไปให้ลูกชาย และต่อมา เฮตฟิลด์ก็ไปเล่นเพลง “ดอนต์ยูธิงค์ดิสเอาต์ลอว์บิตส์ดันก็อตเอาต์ออฟแฮนด์” ในอัลบั้มรวมศิลปินสดุดีให้เวย์ลอน เจนนิ่งในชุด ไอฟ์ออลเวยส์บีนเครซี ทริบิวต์ทูเวย์ลอน เจนนิงส์ (I’ve Always Been Crazy: Tribute to Waylon Jennings) โดยให้เหตุผลว่าเป็นแรงบันดาลใจต่อเนื่องมาจากพ่อของเขา

ต่อด้วย “มามาเซด” เดิมที เจมส์ เฮตฟิลด์ เขียนเพลงนี้โดยใช้เสียงอิเล็กตริกกีตาร์ แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วเขาก็กลับมาเล่นโดยใช้อคูสติกกีตาร์ ตามมาด้วยแรงบันดาลใจจากเวย์ลอน เจนนิง และศิลปินคันทรี่คนอื่นโดยเนื้อหาเป็นเรื่องของความเสียใจต่อการจากไปของแม่…ที่เขารู้สึกว่ายังไม่ได้ทำอะไรดี ๆ ให้แม่อย่างที่ควรจะทำ เพลงนี้แทบจะกลายเป็นคันทรี่ล้วน ๆ ซึ่งเป็นจุดที่เจสัน นิวสเต็ดเริ่มจะไม่พอใจในทิศทางที่เมทัลลิกากำลังก้าวเดินต่อไป “ผมชอบเพลงที่เร็วๆ หนักๆ ผมไม่คิดว่าเมทัลลิกาจะทำเพลงคันทรี่ออกมา แต่ว่าเราก็ทำที่มันใกล้เคียงกับคันทรีในมามาเซด ซึ่งผมไม่คิดว่ามันจะเข้ากับรสนิยมของผมเอาเสียเลย” เจสันกล่าวภายหลัง

นั่นไม่น่าแปลกใจเลยที่เจสัน นิวสเต็ตจะชอบ “ธรอนวิธอิน” เป็นพิเศษในงานชุดนี้ เพราะเพลงนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่ย้อนกลับไปหาดนตรีหนักอย่างในอดีต  กับเพลง “ดิเอาต์ลอว์ทอร์น” และก็ยังมีเพลงที่ทำให้แฟนเพลงเก่าชอบอยู่บ้าง อย่างเช่น “คิงน็อตติง” หรือชื่อเดิมของเพลงนี้คือ “โหลด”เนื้อหาของเพลงคือให้ระมัดระวังสิ่งที่ปรารถนา ถ้าคุณได้มันมามันอาจจะไม่ดีอย่างที่คิด

อัลบั้ม โหลด มีความยาวเต็มเหยียด 78.59 ซึ่งเป็นความยาวเต็มแผ่นซีดีหนึ่งแผ่น และทำให้พวกเขาต้องตัดเพลง “ดิเอาต์ลอว์ทอร์น” ออกไปครึ่งนาที เพื่อให้ลงตัวกับซีดีหนึ่งแผ่น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.