Disco


ดนตรีเต้นรำกลายเป็นดนตรีป็อปครองโลกด้วยกระแสดิสโกในปลายทศวรรษ 1970 แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้มีดนตรีที่ชื่อว่า “ดิสโก” หากแต่ว่ามาจากดนตรีที่เปิดตามดิสโกเธค สถานเต้นรำที่มีไว้ให้ผู้คนดิ้นกระจายไปกับเสียงเพลง และดิสโกเธคสมัยแรกในนิวยอร์กช่วงต้น 1970 มักจะเป็นคลับเกย์เสียเป็นส่วนมาก ซึ่งดีเจที่เปิดเพลงในดิสโกเธคมักจะเลือกเพลงฟังก์หรือโซลที่มีจังหวะแรงหน่อยมาบรรเลงต่อเนื่องจนกระทั่งดนตรีเพื่อการเต้นรำเริ่มหล่อหลอมปรับรูปโฉมเข้ากับดนตรีป็อป มีท่อนฮุกติดหูง่ายกับจังหวะที่เร้าใจให้เท้าขยับไปตามจังหวะเพลง

ดิสโกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างช่วงราวค.ศ. 1975 ด้วยเพลงของดอนนา ซัมเมอร์เช่น “เลิฟทูเลิฟยูเบบี” ที่ทำให้ดนตรีดิสโก้ก้าวเข้าสู่ดนตรีกระแสหลัก และช่วงนี้ที่มีการมิกซ์เพลงเพื่อให้เหมาะกับการเต้นรำอย่างเป็นล่ำเป็นสันจำพวกเอ็กซ์เทนด์มิกซ์มาในรูปแผ่นซิงเกิ้ล 12 นิ้วที่พร้อมจะเปิดให้เต้นรำกันได้ต่อเนื่องยาวนาน ปลายทศวรรษ 1970 ดิสโกเฟื่องฟูถึงขีดสุดจนดูจะไม่มีดนตรีแนวไหนที่ผงาดได้เท่าเทียมกับดิสโกอีกแล้วกลายเป็นป็อปคัลเจอร์ครอบคลุมเข้าไปถึงวิถีชีวิตของผู้คน จนดนตรีสาขาอื่นต้องยอมหลีกทางให้ ก็ลองคิดดูว่าขนาดวงฮาร์ดร็อกอย่างคิสยังแอบเอาจังหวะดิสโกเข้าไปในไลน์เบสเพลง “ไอวอสเมดฟอร์เลิฟวิงยู” วงโปรเกรสซีพร็อกผู้ยิ่งใหญ่เช่นพิงก์ฟรอยด์ยังนำจังหวะดิสโกไปแทรกในเพลง “รันไลค์เฮล” ในอัลบั้มเดอะวอลอันลือชื่อ ยังไม่นับรวมวงอย่างควีน โรลลิงสโตนส์ ดิอีเกิลส์และอีกมากหมายที่หลงเข้าไปในวังวนของดนตรีดิสโก้

ที่มาพร้อมกับดนตรีดิสโกอย่างหนึ่งก็คือบรรดาเสียงสังเคราะห์ทั้งหลาย ทั้งจากกลองไฟฟ้า ไปจนถึงซินธีไซเซอร์ที่จะให้เสียงแปลก ๆ ออกมา ส่วนกลองจะคอยย้ำบีทและเล่นกับจังหวะที่ไหลลื่นไปเรื่อยเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของดิสโก และความนิยมในเสียงสังเคราะห์และดนตรีดิสโกนี่เองที่ทำให้เกิดวลีว่า ”ร็อกตายไปแล้ว” และ “จุดจบของการเล่นกีตาร์”  แต่เมื่อดนตรีดิสโกครองความนิยมสูงมาก ก็เริ่มมีการต่อต้านเกิดขึ้น และที่ดูเหมือนจะต่อต้านหนักที่สุดก็คงจะเป็นจากกลุ่มคนฟังดนตรีร็อก อย่างในชิคาโกก็มีดีเจสองคนจัดงานดิสโกเดโมลิชันไนต์ (Disco Demolition Night) ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่างานนี้จัดขึ้นมาทำไม (ตอนเลิกงานเกิดจลาจลย่อมๆ ด้วย)

ดนตรีดิสโกเสื่อมความนิยมลงไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 หลังจากที่ดนตรีพังก์ในอังกฤษได้สร้างปรากฏการณ์ขึ้นและส่งผลไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงแทรกอิทธิพลอยู่ในดนตรีในยุคนิวโรแมนติกเรื่อยมาจนถึงดนตรีฮิปฮอปในปัจจุบัน

แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์

แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์เป็นภาพยนตร์ที่สร้างกระแสและกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางดนตรีที่เด่นชัดที่สุดเท่าที่เคยมี ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องมีชื่อเสียงกันถ้วนหน้า จอห์น ทราโวลตากลายเป็นดาราดังระดับโลก เดอะบีจีส์และดนตรีดีสโกกลายเป็นของสามัญประจำบ้าน

ความรุ่งเรืองของดิสโกในนิวยอร์กทำให้โรเบิร์ต สติกวู้ดสนใจและเกิดเป็นภาพยนตร์ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ในเรื่องนี้จอห์น ทราโวลตา รับบทเป็นโทนี มานีโร ซึ่งใช้การเต้นรำเป็นตัวช่วยให้เขาหลีกหนีความเป็นจริงที่แสนหดหู่ของชีวิตที่มีปัญหาทั้งในการงาน ความแตกต่างทางเชื้อชาติ (ในเรื่องเขามีเชื้อสายอิตาลี) เพราะในดิสโกเธคเขาคือราชาเท้าไฟ เนื้อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมากจากบทความของนิก โคห์น เรื่อง พีธีชาวเผ่าในคืนวันเสาร์ (Tribal Rites of the New Saturday Night)  ตอนแรกออกมาโดยประทับเรตอาร์ มีความยาว 119 นาที นำมาตัดต่อใหม่ให้ได้เรตพีจีความยาว 112 นาทีเพื่อจะเก็บเกี่ยวผู้ชมที่อายุน้อยเอาไว้ให้มากที่สุด

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์นี้เป็นงานเพลงของศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเช่น คูลแอนด์เดอะแกงค์ เคซีแอนด์เดอะซันไชร์แบนด์ เป็นต้นแต่ที่เด่นที่สุดก็คือเดอะบีจีส์วงดนตรีที่ได้อานิสงค์ความโด่งดังจนทำให้พวกเขาดังตามไปด้วย และมันก็คงเป็นสิ่งที่หลอกหลอนสมาชิกเดอะบีจีส์มายาวนานจนถึงทุกวันนี้

เป็นเรื่องยากจะบอกว่าดนตรีเสริมส่งภาพยนตร์ หรือว่าภาพยนตร์เป็นตัวช่วยให้อัลบั้มนี้ขายได้มหาศาล เพราะมันเป็นความลงตัวทางจังหวะเวลาและทิศทางดนตรีอยู่พอดี และความลงตัวนี้ทำให้ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ได้กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญของปลายทศวรรษ 70 เมื่อพูดถึงดนตรีดิสโก

อัลบั้มดิสโกแนะนำ

Donna Summer: Love to Love You Baby (1975)

ดอนนา ซัมเมอร์เป็นศิลปินในแนวดิสโกรุ่นแรก ๆ ที่เปิดตัวออกมาแล้วประสบความสำเร็จในวงกว้าง ช่วยฉุดให้ดิสโกกลายเป็นดนตรีกระแสหลัก อัลบั้มนี้มีเพลงเพียงแค่ 6 เพลงเท่านั้น หรือจะนับว่า 5 เพลงก็ได้ เพราะ “ฟูลออฟเอมพ์ติเนส” ทำเป็นสองเพลง

จุดเด่นสุดของอัลบั้มก็คือเพลงไตเติลแทร็กมีความยาวถึง 16 นาที 48 มิกซ์เพื่อเน้นให้คนได้เต้นรำกันต่อเนื่องยาวนานอันเป็นจุดขายของดนตรีดิสโก เพลงอื่นมีความยาวอยู่ที่ 4 นาทีขึ้นไป ยกเว้น “ฟูลออฟเอมพ์ติเนส” ที่ยาวเพียงแค่ 2 นาทีเศษ (แต่ถ้านับสองภาครวมกันก็จะได้สี่นาที) ถ้าจะหาอัลบั้มไหนสักอัลบั้มที่แสดงออกถึงตัวตนดนตรีดิสโกได้ชัดเจนที่สุดแล้วคงไม่พ้นอัลบั้มนี้ไปได้

KC and The Sunshine Bands: Part 3 (1976)

ในช่วงที่บีจีส์กำลังดังกับแซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ก็มีวงเคซีแอนด์เดอะซันไชร์แบนด์ที่พอจะเทียบรัศมีอันเจิดจ้าของบีจีได้หน่อย อัลบั้ม พาร์ต 3 เป็นงานที่ออกมาช่วงแรกของดิสโก โดยมีเพลงมันส์ ๆ อย่างเช่น “เชกยัวบู้ตตี” “ไอไลค์ทูดีอิต” เบบีไอเลิฟยู” ไอม์ยัวบูกีแมน” ดนตรีของพวกเขามีรากฐานจากฟังก์เหนียวแน่น เพียงแค่ทำดนตรีฟังก์ให้ออกป็อปเสริมท่อนฮุกติดหูเข้าไปบ่อย ๆ

Bonie M: Nightflight to Venus (1978)

วงนี้มีต้นคิดจากแฟรงก์ ฟาเรียนโปรดิวเซอร์และคนแต่งเพลง โดยเขาจัดหาคนสี่คนจากลอนดอน เยอรมันและเนเธอร์แลนด์มารวมตัวกันเป็นวงในปีค.ศ. 1975 ซึ่งสมาชิกเป็นคนผิวสีแต่ตัวโปรดิวเซอร์และคนทำเพลงเป็นคนผิวขาว อัลบั้มไนต์ไฟต์ทูวีนัสออกมาโกยเงินในกระเป๋าคนชอบเต้นรำโดยเฉพาะ แต่งานนี้แฟรงก์ ก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำเอาริฟฟ์กีตาร์แบบฮาร์ดร็อกเข้ามาใส่ในดิสโกในเพลง “เพนเตอร์แมน” แต่ก็ไม่ได้ทิ้งท่อนฮุกแบบดนตรีป็อปติดหูง่ายเอาในทุกเพลง ความหลากหลายทางดนตรีและชั้นเชิงการคิดเสียงต่าง ๆ ในงานชุดนี้ทำให้ดนตรีดิสโกดูดีขึ้นมากกว่าที่จะเป็นแค่ดนตรีสำหรับเต้นรำอย่างเดียว

Village People Greatest Hits (1988)

วิลเลจพีเพิลคล้ายกับบอนนีเอ็มตรงที่เป็นวงดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยโปรดิวเซอร์ที่ต้องการหาวงดนตรีไว้ขายงาน แต่ว่าวิลเลจพีเพิลก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีการวางคอนเซ็ปต์การแต่งกายได้สะดุดตาคน และวงนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะดึงดูดชาวเกย์โดยเฉพาะ เลือกคัดสมาชิกอย่างลงตัว โดยให้สวมชุดคาวบอย สิงห์มอเตอร์ไซค์ ทหาร ตำรวจ และกรรมกร สร้างความประทับใจให้กับชาวเกย์ (และคนฟังทั่วไป) มาตังแต่ปีค.ศ. 1977 ด้วยเพลงอย่าง “ซานฟรานซิสโก (ยูก็อตมี)” “มาโชแมน” และ “วายเอ็มซีเอ”

แนะนำให้หางานรวมเพลงมาฟังจะดีกว่า ซึ่งมีหลายชุดให้เลือกเช่น เกรตเตสต์ฮิตส์ (1988) เดอะเบสต์ออฟวิลเลจพีเพิล (1994) เพราะจะได้ฟังเพลงฮิตที่หลากหลาย

Gloria Gaynor: Never Can Say Goodbye (1975)

เพลง “ไอวิลเซอไวฟ์” กลายเป็นเพลงฮิตในหมู่เกย์ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้ แต่มันก็ทำให้เธอเป็นรองเพียงดอนน่า ซัมเมอร์เท่านั้นในแวดวงดิสโก นอกจากนี้ เธอยังเป็นคนเดียวที่ได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาดิสโกในปีค.ศ. 1980 จากเพลง “ไอวิลเซอไวฟ์” เพราะว่ามีการให้รางวัลแกรมมีสาขาดิสโก้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

อัลบั้ม เนเวอร์แคนเซย์กู้ดบาย เป็นอีกหนึ่งงานที่ออกมาในช่วงต้นของดนตรีดิสโก แต่อัลบั้มนี้เจาะจงที่จะทำเพลงดิสโกออกหน้าออกตา โดยบทเพลงในหน้าแรกของแผ่นเสียงจะเรียงต่อกันโดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างเพลงเพื่อที่จะให้ขาเต้นรำได้เต้นกันได้โดยไม่มีสะดุด หน้าแรกวางเพลงเต้นรำเรียงต่อกันยาวเกือบ 20 นาที ส่วนเพลงในหน้าสองเป็นอีกด้านของอารมณ์จะออกในทางอาร์แอนด์บีมากกว่าจะเน้นเต้นรำ

Chic: C’est Chic [1978]

ถ้าวงดิสโกส่วนใหญ่เน้นไปในทางเต้นรำ อย่างน้อยก็ยังมีชิกอีกวงที่เป็นยอดฝีมือในเรื่องดนตรี ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นดนตรีฟังก์มากกว่าจะเป็นดิสโก โดยเฉพาะฝีมือการสับคอร์ดแบบฟังก์ของไนล์ ร็อดเจอร์เป็นที่เลืองลือในหมู่มือกีตาร์ไม่ใช่น้อย

สิ่งที่ชิกทิ้งไว้ให้กับวงการดนตรีคือแม่แบบการเล่นดนตรีของยุคโพสต์-ดิสโกที่พวกดนตรีป็อปเต้นรำในทศวรรษ 1980 นำไปปรับใช้กันกว้างขวาง ทั้งไนล์ ร็อดเจอร์และเบอนาร์ด เอ็ดเวิร์ด สองสมาชิกคนสำคัญของชิกผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์มือทองในยุค 1980

เซสต์ชิกออกมาได้ตรงจังหวะกับดนตรีดิสโกกำลังถึงจุดสูงสุด พวกเขามีทั้งเพลงเต้นรำ “เลอฟรีก” “ไอวอนต์ยัวร์เลิฟ” เพลงช้าอบอุ่นอย่าง “เซเวียร์แฟร์” “แอ็ตลาสต์ไอแอมฟรี” และนี่ก็เป็นหนึ่งในงานที่แสดงความเป็นดิสโกในยุคนั้นออกมาได้ดีมากชุดหนึ่ง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.