Metallica: Chapter 10 – Re-Load


อัลบั้ม โหลด ประสบความสำเร็จด้วยดี ถ้านับว่ามันสามารถขึ้นถึงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดชาร์ตได้สบายด้วยฐานแฟนเพลงที่สร้างมาจาก แบล็กอัลบั้ม แต่เอาเข้าจริงแล้วอัลบั้ม โหลด ขายได้ไม่ถึงครึ่งของ แบล็กอัลบั้ม มิหนำซ้ำแฟนเพลงเก่าของเมทัลลิกายังบอกว่ามันเทียบความคลาสสิคระดับตำนานของ มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนว่าสมาชิกเมทัลลิกาจะไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้น เพราะพวกเขายังคงเดินหน้าทำอัลบั้ม รีโหลด ตามออกมาติดๆ

“อัลบั้มนี้มันจะเป็นงานสุดแสนคลาสสิกแบบเดียวกับเลดเซพพลินหรือแบล็กซับบาธ …” บ็อบ ร็อก โปรดิวเซอร์ของวงคุยโม้โอ้อวดระหว่างทำอัลบั้ม รีโหลด  “…นั่นคือสิ่งที่เมทัลลิกาทำ มันไม่ใช่แค่งานของผมเท่านั้น มันเป็นโอกาสอันเยี่ยมยอดที่ผมจะได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์กับวงที่ผมยอมรับว่าอยู่ในระดับเดียวกับเลดเซพพลินและเดอะบีตเทิลส์พวกเขามีความเยี่ยมยอดเปรียบเสมือน บ็อบ ดีแลนแห่งยุคสมัยของเรา  จงยอมรับความจริงเถอะ นี่ไม่ใช่มอตลีครูที่กำลังมีชื่ออยู่แค่ในหนังสือประวัติศาสตร์…”  บ็อบ ร็อกเอ่ยปากชื่นชมเมทัลลิกาเข้าขั้นเทพ พร้อมทั้งทับถมมอตลีครูที่เขาเคยสร้างชื่อเสียงมาด้วยกันใน ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด ซึ่งเรื่องนี้ต้องขยายนิดหนึ่งว่าตอนนั้นบ็อบ ร็อกเพิ่งโดนมอตลีครูเฉดหัวในการทำอัลบั้ม เจเนอเรชันสไวน์ เลยกล่าวเช่นนั้น (ในหนังสือเดอะเดิร์ตบอกว่าพวกเขาไล่บ็อบ ร็อกออกเพราะว่าค่าจ้างแพงมาก แล้วก็ทำงานตกแต่งเสียงมากมายเกินเหตุ)

metallica_-_1997_-_reload_-_front

ก่อนหน้าที่เมทัลลิกาจะกลับเข้าทำอัลบั้ม รีโหลด มีข่าวออกมาว่าทางผู้บริหารบริษัทอีเล็กตรา ไม่ค่อยปลื้มกับ โหลด เท่าไหร่ เลยโดนลาร์ส อัลริช ออกมาให้สัมภาษณ์แกมขู่ว่า “ถ้าหากเราออกงานนี้เป็นอัลบั้มคู่ มันก็จะนับเป็นแค่ 1 ชุดเท่านั้นตามสัญญาที่ทำไว้ นี่มันจะเป็นวิธีทำให้งานนี้นับเป็นสองชุด…เราจะได้จบแบบแฮปปี้เร็วขึ้นไง” พูดง่าย ๆ คือทำให้มันจบสัญญากันไปซะจะได้แยกย้ายกันไปซะที

“เราหันไปฟังเพลงกันหลากหลายมาก…” เคิร์ก แฮมเมตต์ มือกีตาร์เอ่ยปากถึงขั้นตอนการทำภาคสองของ โหลด “…ผมหันไปฟังบลูส์และแจ๊สเยอะมาก ซึ่งมันช่วยเปลี่ยนวิธีคิดทำเพลงของพวกเราไปเยอะเหมือนกัน มันเลยทำให้ซาวน์ใน Reโหลด ฟังแตกต่างออกไป  เราเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

ในตอนนั้นศิลปินที่เคิร์กบอกว่าฟังบ่อยและได้รับอิทธิพลมามากก็จะเป็น ไมล์ เดวิส ปรมาจารย์แจ๊สระดับตำนาน รวมไปถึงจอห์น โคลทรานและ อาร์ต เปปเปอร์ ทำเอาแฟนเพลงคิดว่า รีโหลด คงจะออกมาแบบโปรเกรสซีฟที่มีการอิมโพร์ไวส์กันวุ่นวายสับสน โครงสร้างเพลงซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนไม่คบ หรือไม่งั้นก็อาจจะเป็นบีบ็อบปนคันทรี่ โฟล์ก หรือไม่แน่อาจจะกลายเป็นเพลงเทคโนอินดัสเตรียลไปก็เป็นได้ ลาร์ส อัลริช เลยต้องออกมาสยบข่าวลือทั้งหลาย “สบายใจได้ทุกคน มันจะเป็นเพลงเฮฟวีที่ยาวไม่มากนัก จะไม่มีเพล อีพิกยาวเหยียดเป็นสิบกว่านาที และจะไม่มีเพลงที่กระเดียดไปทางคันทรี่แบบที่เจมส์เคยทำด้วย” ซึ่งผลปรากฏออกมาว่าคำพูดของอัลริชเชื่อถือไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะในเพลง “โลว์แมนส์ลีริก” ออกไปทางโฟล์ก สร้างความแปลกใหม่ให้กับเมทัลลิกาด้วยการเติมเครื่องดนตรีโฟล์กอย่างเช่นฟิดเดิลเข้าไปด้วย ซึ่งภายหลังลาร์ส อัลริช ก็ออกมายอมรับโดยดี

“เพลงนี้มันก็เหมือนกับเพลง ‘มามาเซด’ ด้วยเหตุผลบางอย่าง” ลาร์ส แก้ตัว “ ผมกับเจมส์กำลังเซ็งเรื่องการเขียนเพลงร็อกบัลลาดให้ออกมาเนี้ยบ มันก็เลยมีเพลง ‘มามาเซด’ ที่เราดัดแปลงและดึงมันไปสู่ทิศทางใหม่ซึ่งก็คือนำเอาดนตรีคันทรี่มาเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งใน ‘โลว์แมนส์ลีริก’ นี่ก็เหมือนกัน เราเขียนเพลงนี้ไว้หลายปีแล้ว ตอนแรกตั้งชื่อว่า ‘มายอายส์’ มันเป็นเพลงบัลลาดที่เรายังจับบุคลิกเข้าไปใส่ในเพลงไม่ได้เลย จนกระทั่งเราได้ไอเดียในการทำเพลงมาจากดนตรีไอริชโฟล์กผ่านทางจิม มาร์ติน ซึ่งแนะนำการบรรเลงดนตรีแบบนี้ให้เราได้รู้จัก มันมีวงดนตรีวงหนึ่งที่ค่อนข้างดังทีเดียวชื่อเดอะชีฟเทนส์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และเราก็เลยผลักดันเพลงนี้ให้ไปในทิศทางที่มีบุคลิกมากขึ้น เหมือนที่เราทำในเพลง ‘มามาเซด’ นั่นแหละ เราสร้างบุคลิกของคนจรจัดขึ้นมา…”

นอกจากนี้ลาร์ส อัลริช ยังบอกอีกว่าความล้มเหลวของ โหลด ไม่ใช่เพราะเมทัลลิกา แต่เป็นเพราะคนฟังไม่เปิดใจให้ต่างหาก  “ผมค่อนข้างจะหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อพบว่า มีคนมากมายที่มองดูรูป โหลด แล้วไม่เปิดโอกาสให้ดนตรีภายในได้มีโอกาสอธิบายความเป็นตัวของมันเอง เรื่องแบบนี้มันทำให้ชีวิตของผมแตกต่างไปมั้ย? ไม่เลย แต่ผมประหลาดใจที่มีคนใจแคบแบบนั้น ผมไม่เจ็บปวดใจกับเรื่องแบบนี้ เพราะว่ายอดขายมันยังทำได้มากเท่าที่ผมคาดหวังเอาไว้ และทำให้สถานภาพของเมทัลลิกามั่นคงมากขึ้นหลัง แบล็กอัลบั้ม ดังนั้นมันจะไม่มีอะไรให้ผมคิดมากเท่าไหร่นัก ผมออกจะประหลาดใจที่มีหลายคนแปลกใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คงเป็นเพราะพวกเราหายไปกว่าห้าปี จะให้เราคาดหวังอะไรละ?”  และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ให้พวกเขารีบกลับเอาเพลงส่วนที่เหลือออกมารวมเป็นอัลบั้มใหม่ตามออกมาในเวลาปีเดียว “…เรากลัวว่าเราจะหายจากแฟนเพลงไปหลายปี อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนฟังจางไป ดังนั้นเราจะกลับมาหาพวกเขาให้เร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

อัลบั้ม รีโหลด ออกจำหน่ายในปีค.ศ. 1997 หลังจากอัลบั้ม โหลด เป็นเวลา 1 ปี โดยหน้าปกเป็นผลงานของ อังเดร เซอร์ราโน่รายเดิมกับที่เคยนำมาใช้หน้าปกอัลบั้ม โหลด แต่ว่าในอัลบั้ม โหลด ทำมาจากอสุจิกับเลือด ในงานชุด รีโหลด ใช้ภาพ Piss and Blood ทำมาจากเลือดและน้ำปัสสาวะ…

รีโหลด เปิดตัวด้วย “ฟูลเอล” บทเพลงที่หวนกลับไปหาดนตรีฮาร์ดร็อกคลาสสิคแบบเดียวกับ บลูออยสเตอร์คัลต์ ขณะเดียวกันก็มีคนคิดว่าเพลงนี้เหมือนเป็นเพลงของร็อกเกตฟอร์มเดอะคริปต์มากว่า  เพลงนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าเติมน้ำมันให้เต็มถึงแล้วก็ควบตะบึงไปข้างหน้า จะเป็นจะตายก็ช่างหัวมัน. ความแรงและความเร็วของเพลงทำให้เพลงนี้ถูกใจใครต่อใครที่ชอบความเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่เพลงที่น่าทึ่งมากที่สุดในอัลบั้มนี้คือ “เดอะเมโมรีรีเมนส์” เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ทศวรรษ 50 เรื่อง ซันเซตบูลิวาร์ด เกี่ยวกับดาราดังในยุคหนังเงียบกับชีวิตหลังความรุ่งเรืองผ่านพ้นไป ซึ่งได้มาเรียน เฟธฟูล นักร้องสาวในทศวรรษ 60 มาเป็นแขกรับเชิญในการฮัมเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงที่แหบกร้าน “เราต้องการใครสักคนที่มีบุคลิกเฉพาะตัว…” ลาร์สอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเชิญมาเรียน เฟธฟูลเข้ามาเป็นแขกรับเชิญในเพลงนี้  “…ผมโทรไปหามาเรียน เพื่อขอให้เธอมาร้องในเพลงนี้ พร้อมทั้งอธิบายให้เธอฟังว่ามันจะมีความหมายต่อพวกเราขนาดไหนถ้าเธอยอมมาเป็นแขกรับเชิญ และเธอตอบตกลง” ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกแขกรับเชิญที่เข้ากับบทเพลงมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะในอดีตช่วงปลายทศวรรษ 60 นั้นมาเรียนเป็นสาวสวยและเสียงดีมาก แต่ว่าเธอมีชื่อเสียงจากการคบหาสมาคมกับมิก แจ็กเกอร์แห่งหินกลิ้งมากกว่า และพอเข้าสู่ทศวรรษ 70 เธอก็ห่างหายไปเพราะปัญหาติดยาเสพติด มาเรียน เฟธฟูลทำให้เพลงนี้ดูมีความหมายมากขึ้นอีกนิด โดยเธอได้เสนอไอเดียให้เอาคำพูดของมาริลีน มอนโรที่พูดไว้ในภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเธอ เดอะมิสฟิตส์ ว่า “Say yes, At least say hello” เข้ามาใส่ในช่วงท้ายด้วย

ถัดจากนั้นก็จะเข้ามาสู่เพลงหนักอีกครั้งใน “เดวิลส์แดนซ์” แต่เป็นความหนักในสไตล์แบล็กซับบาธค่อนข้างเนิบช้าซึ่งไม่มีจุดเด่นอะไรให้จดจำมากนัก เมทัลลิกา ดึงเอาความทรงจำของ แบล็กอัลบั้ม กลับมาขายอีกครั้งใน “ดิอันฟอร์กิฟเวนทู” ภาคสองของ “ดิอันฟอร์กีฟเวน” ที่เคยโด่งดังจาก แบล็กอัลบั้มเรานั่งเขียนเพลงนี้แล้วก็คิดว่า เฮ้ย เรากำลังทำเพลงที่ให้อารมณ์เดียวกับ ‘ดิอันฟอร์กิฟเวน’  งั้นเรามาทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนกันดีกว่า ทำเรื่องต่อเนื่องจากที่เคยทำเอาไว้แล้วและมาดูซิว่ามันจะสร้างสรรค์เพิ่มเติมต่อไปอีกได้แค่ไหน เพลงนี้เราทำไว้ตั้งแต่อัลบั้ม โหลด นั่นแหละ แต่เราเอาออกในช่วงสุดท้ายเพื่อเก็บไว้สำหรับ รีโหลด เพราะเราคิดว่าน่าจะทิ้งช่วงระหว่าง 2 เวอร์ชั่นเสียหน่อย” ลาร์ส อัลริชอธิบาย แต่ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะเสียงทแวงกีกีตาร์ที่เคิร์ก แฮมเมตต์เล่นในเพลงนี้มันรับอิทธิพลมาจากดนตรีคันทรีแน่ ๆ ฟังไปฟังมาแล้วคล้ายจับเอาเพลงของนีล ยังมาเพิ่มดีกรีร็อกให้มากขึ้น แต่คิดไปคิดมา (อีกรอบ) มันก็คล้ายกับโรลลิงสโตนส์ สมัยทำอัลบั้ม เอ็กไซล์ออนเมนสตรีต

เพลงถัดมา “เบตเตอร์แดนยู” กลายเป็นฮาร์ดร็อกด้วยสำเนียงดนตรีและการร้องของเจมส์ แต่ความหนักหน่วงรุนแรงของการเล่นเป็นแธรชเมทัลเข้มข้นเร้าใจ ช่วยส่งให้เพลงนี้ได้รางวัลแกรมมี่สาขาวงดนตรีเมทัลยอดเยี่ยมประจำปีค.ศ. 1999 ไปครอง แต่สามเพลงหลังจากนั้นกลายเป็นจุดตกต่ำของอัลบั้มนี้ด้วยความไร้เสน่ห์อย่างน่าสงสาร แทบจะไม่มีอะไรเด่นเลย “สลิตเธอร์” โดนมองข้ามผ่านไปโดยง่ายคล้ายเพลงเมทัลเก่า ๆ ลองนึกถึงเพลงแบบเอซีดีซีหรือวงดนตรีจากอังกฤษในยุคต้น 80 ที่เล่นให้เร็วหน่อยก็แล้วกัน “คาร์ปเดียมเบบี” อาจจะมีริฟฟ์ติดหูหน่อย แต่ก็เท่านั้นไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก แถมเคิร์กดูจะหมดไอเดียในเพลงนี้เสียด้วย  และ “แบดซีด” ออกบลูส์ร็อกไร้จุดหมาย

หลังจากปล่อยให้คนฟังรู้สึกสิ้นหวังไปสามเพลงรวด เมทัลลิกาก็สร้างความสบายใจให้เพลงด้วยเพลงอย่าง “แวร์เดอะไวลด์ธิงอาร์” สมศักดิ์ศรีความเป็นเมทัลลิกาที่แฟนเพลงเก่าคุ้นเคยและไว้วางใจ ชื่อเพลงนี้ได้มาจากเรื่องสำหรับเด็กของ มัวริช เซนเดค เนื้อหาก็เป็นเรื่องราวความจำในวัยเยาว์ที่โดนสงครามและความรุนแรงที่สัมผัสจากเกมส์ที่เล่น ๆ อยู่ครอบงำ เพลงนี้เคยมีคนคิดว่าเป็นเพลงที่เจมส์ เฮ็ทฟิลด์เขียนให้ลูกของเขา…แต่ความจริงคือลูกของเขาเกิดหลังจากแต่งเพลงนี้ไปแล้ว 2 ปี ดนตรีมีความเปลี่ยนแปลงและวางโครงสร้างได้น่าสนใจ

ในแง่บวก ก็มองว่างานนี้คือการเติบโตทางดนตรีของเมทัลลิกา ส่วนในแง่ลบนี่คือจุดตกต่ำของ เมทัลลิกา ซึ่งตอนนั้นแฟนเพลงคิดว่านี่คงเป็นอัลบั้มที่ต่ำที่สุดของเมทัลลิกา แล้ว จนกระทั่งมี เซนต์แองการ์ ออกมา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.