Metallica: Chapter 12 – S&M and Napster Lawsuit


ช่วงไล่เลี่ยกับการออกอัลบั้ม การาจอินค์ ก็ยังมีการออกดีวีดีบันทึกการแสดงสด คันนิงสตันตส์ ออกมาด้วย งานชุดนี้เป็นการบันทึกการแสดงสดและบทสัมภาษณ์ เสริมด้วยสารคดีย่อยรวมทั้งพวกเบื้องหลังต่าง ๆ ให้ดูกันจุใจกว่า 175 นาที แถมด้วยภาพนิ่งร่วม 1,000 รูป งานชุดนี้ตั้งใจทำให้ออกมาในรูปแบบดีวีดีโดยเฉพาะ (ถึงแม้จะมีวิดีโอด้วยก็ตาม) โดยเมทัลลิกาใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในบางเพลงจะให้ผู้ชมเลือกมุมกล้องได้โดยอิสระตามใจ 

หลังจากที่เมทัลลิกากลับไปทบทวนความเป็นมาของตัวเองสมัยที่ยังเป็นวงดนตรีที่เล่นกันสนุกในโรงรถเรียบร้อย เป้าหมายต่อไปก็ยังเป็นการหากินกับของเดิมแต่เปลี่ยนรูปแบบให้ดูอลังการงานสร้างมากขึ้น โดยคราวนี้เล่นกับวงออเคสตรา!

การนำเพลงร็อกหรือเมทัล มาเล่นร่วมกับวงออเคสตราไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะตั้งแต่ดีพเพอเพิลทำอัลบั้ม คอนแชโตฟอร์กรุ๊ปแอนด์ออเคสตรา (Concerto for Group and Orchestra) เมื่อปีค.ศ.1969 แล้วก็ดูเหมือนว่าขีดกลางระหว่างร็อกกับคลาสสิกจะลบเลือนไปมากแล้ว ยิ่งต่อมามีดนตรีซิมโฟนิคร็อกที่นำเอาดนตรีคลาสสิกมาผสมผสานกันยิ่งทำให้ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากนัก แต่นั่นมันเป็นการเขียนเพลงเพื่อรองรับการบรรเลงดนตรีร่วมกับวงออเคสตราอยู่แล้ว การเอาเพลงร็อกมาดัดแปลงสำหรับบรรเลงโดยวงออเคสตราที่ผ่านมายังไม่มีอัลบั้มไหนที่เรียกได้ว่าโดดเด่น แม้แต่วงลอนดอนฟิลฮาร์โมนิกออเคสตรานำเอาเพลงร็อกคลาสสิกอย่าง เลดเซพพลิน พิงก์ฟรอยด์มาบรรเลงก็ยังไม่ค่อยได้รับการต้อนรับจากกลุ่มร็อกเท่าที่ควร

ช่วงปลายทศวรรษ 90 ดูเหมือนว่าการเล่นกับวงออเคสตราจะกลายเป็นกระแสพอสมควร วงดนตรีดังอย่างเช่นสกอร์เปียนส์ คิส  ก็นำความอลังการของเครื่องสายมาเสริมความยิ่งใหญ่ให้กับดนตรีของตัวเอง ส่วนเจ้าพ่อนีโอคลาสสิคัลมิวสิก อิงเว เจ มาล์มสทีน ดูจะเข้าท่าเข้าทางกว่าคนอื่น แต่เขาก็เลือกที่จะใช้กีตาร์ไฟฟ้าเข้าไปเล่นกับวงออเคสตราโดยตรง

สำหรับเมทัลลิกาพวกเขานำเอาเพลงเก่าตั้งแต่ยุค ไรด์เดอะไลต์นิง จนถึง รีโหลด มาทำใหม่ โดยได้ไมเคิล คาเมน ผู้อำนวยเพลงคนดังมาเป็นคนเรียบเรียงดนตรีและกำกับทิศทางดนตรีให้

ต่อให้คนฟังเพลงทั่วไปที่ไม่ได้ฟังคลาสสิกเป็นหลักก็น่าจะคุ้นชื่อไมเคิล คาเมนมาบ้าง เพราะเขาเคยร่วมงานกับศิลปินป็อปและร็อกมามากมาย เช่น พิงก์ฟรอยด์ ควีน อีริก แคลปตัน เดวิด โบวี ควีนสไรซ์ และรัช เป็นต้น โดยเฉพาะผลงานชุด เดอะวอล อันลือลั่นของพิงก์ฟรอยด์ เป็นเครื่องรับประกันความสามารถได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังกลับมารับหน้าที่เดิมในคอนเสิร์ต เดอะวอล: ไลฟ์อินเบอลิน ของโรเจอร์ วอเทอร์ ในปีค.ศ. 1990 จึงไม่น่าแปลกใจที่เมทัลลิกาจะไว้วางใจให้เขามาจัดการเรื่องเรียบเรียงดนตรีในอัลบั้มนี้

เมทัลลิกาตั้งชื่ออัลบั้มว่าเอสแอนด์เอ็ม โดยทั่วไปคำนี้จะหมายถึง สลาฟแอนด์มาสเตอร์ (Slave and Master) หรือ ซาดิสซึมแอนด์มาโซคิสซึม (Sadism and Masochism) แต่สำหรับแฟนเพลงแล้วจะเข้าใจได้โดยง่ายว่าซิมโฟนีแอนด์เมทัลลิกา ผลงานร่วมกันระหว่างสมาชิกวงเมทัลลิกากับสมาชิกวงซานฟรานซิสโกซิมโฟนีออเคสตราอีกเกือบ 100 คน ซึ่งงานนี้เจมส์ เฮตฟิลด์ยอมรับว่ามันเป็นงานสุดหินชิ้นหนึ่งของเขาเลยทีเดียว

“เราไม่อยากให้วงออเคสตราเป็นแค่เสียงที่แบ็กอัปอยู่เบื้องหลังเท่านั้น เราอยากให้ดนตรีของเราและวงออเคสตราเป็นหนึ่งเดียวกัน” เจมส์ เฮตฟิลด์ อธิบายถึงวิธีการทำงานร่วมกับวงออเคสตรา “ถ้าเราเล่นแค่สี่คนเหมือนที่เคยเป็น เราแค่มองตาก็รู้ใจว่าจะไปทางไหนต่อ แต่พอเรามาร่วมงานกับวงออเคสตรา ทุกอย่างมันต้องตรงเป๊ะตั้งแต่โน้ตแรกยันโน้ตตัวสุดท้าย” เจมส์เล่าความยากลำบากในการร่วมงานกับวงออเคสตรา  ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะแม้แต่ท่อนโซโลกีตาร์ของเจมส์หรือเคิร์กก็ยังโดนขอให้จัดการให้ตรงโน้ตเป๊ะเพื่อให้มันเข้ากับคอร์ดและทางเดินโน้ตโดยรวมทั้งหมด อย่างเช่นเสียงเชลโล่ในเพลง “เดอะธิงแดตชูลด์นอตบี” จะลงล็อกกับริฟฟ์พอดีโดยมีเสียงไวโอลินเป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าเรียบเรียงดนตรีไม่ดีจะออกมาเละเทะไปหมด

คอนเสิร์ตครั้งนี้บันทึกการแสดงที่เบิร์คลีย์คอมมิวนิตีเธียเตอร์ ในวันที่ 21 และ 22 เมษายน ค.ศ. 1999 เปิดฉากด้วยเพลงบรรเลง “ดิเอ็กตาซีออฟโกลด์” จากภาพยนตร์เดอะกู้ดเดอะแบดแอนด์อิอักลีที่พวกเขาใช้เป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ตมานานแล้ว การแสดงสดโดยใช้วงออเคสตราได้เสริมความอลังการของบทเพลงให้เพิ่มขึ้นไปอีก ถัดจากนั้นก็เข้าสู่เพลง “เดอะคอลออฟคทูลู” เพลงบรรเลงจากอัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการดัดแปลงเรียบเรียงเสียงประสานเครื่องดนตรีจากวงออเคสตราให้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับดนตรีของเมทัลลิกา เสียงทรัมเป็ต บราสซูน ได้เสริมสร้างความฮึกเหิมและเร้นลับให้กับบทเพลง ยิ่งได้เสียงทิมปานีย้ำกระหน่ำทำให้ซาวนด์ดนตรีออกมาคล้ายเพลงประกอบภาพยนตร์สยองขวัญ

แต่พอเข้ามาสู่ “มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์” ก็เป็นตัวแสดงศักยภาพการเรียบเรียงของไมเคิล คาเมนที่ทำให้ดนตรีเมทัลหนักหน่วง มีความซับซ้อนและค่อนข้างจะมีข้อจำกัดในการนำเสนอด้วยกลุ่มเครื่องสายและเครื่องเป่า โดยการกระชากเสียงไวโอลินกับฮอร์นช่วยเสริมความลึกให้กับบทเพลงที่รุนแรงของเมทัลลิกามากขึ้น พอเข้ามาใน “ออฟวูลฟ์แอนด์แมน” เสียงไวโอลินสร้างบรรยากาศได้มาก โดยเฉพาะเสียงประเภท เทนชันที่เมทัลลิกาใส่ไว้ในบทเพลงของตัวเองเสมอ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าบทเพลงของเมทัลลิกาไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเล่นกับวงออเคสตรา หลายเพลงจึงเน้นไปที่เสียงกีตาร์แตกพร่าทรงพลังกับภาคริธึ่มของเจสัน นิวสเตดกับลาร์ส อัลริชมากกว่า โดยวงออเคสตราเป็นตัวช่วยโอบอุ้มเพลงและสร้างสีสันใหม่

metallica-sm-frontal

ในอัลบั้ม เอสแอนด์เอ็ม มีเพลงใหม่สองเพลงคือ “ไมนัสฮิวแมน” กับ “โนลีฟโคลเวอร์” ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ยังไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ

ลาร์ส อัลริชออกมายอมรับว่าในดีวีดีและซีดีที่ออกมานั้นมีการบันทึกเสียงทับใหม่หลายท่อน “เคิร์กเล่นกีตาร์ใหม่หลายท่อนเพราะว่าเล่นแหกคีย์ เจมส์ก็ต้องร้องใหม่หลายท่อนเหมือนกันในเพลงใหม่ที่ใส่เข้าไปในงานชุดนี้ คุณต้องยอมรับสภาพว่าถ้าคุณกำลังพยายามเอาช่วงเวลา 2 ชั่วโมง 20 นาทีเอาไปลงในซีดีและแผ่นฟิล์ม คุณก็ต้องยอมรับในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเราก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้” ลาร์ส อัลริชกล่าวหลังจากอัลบั้มนี้ออกมาไม่นาน

“มันต้องมีการแก้ไขหลายส่วน เสียงเครื่องสายบางชิ้นก็เล่นหลุดคีย์ เพราะว่าในตอนนั้นเสียงมันดังมาก และพวกเขาก็ไม่ได้ยินว่าพวกเขากำลังเล่นอะไรอยู่ด้วยซ้ำ”เจมส์ เฮตฟิลด์ชี้แจง

หลังจากเสร็จสิ้นงาน เอสแอนด์เอ็ม สมาชิกเมทัลลิกาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ข่าวของเมทัลลิกาออกสู่สาธารณะชนเป็นระยะ โดยเฉพาะในปีค.ศ. 2000 ที่ลาร์ส อัลริช ยื่นฟ้องแนปสตาร์ผู้ให้บริการแบ่งปันไฟล์ทางอินเตอร์เน็ต จนนำไปสู่ภาวะล่มสลายของแนปสตาร์ในเวลาต่อมา

มูลเหตุของเรื่องก็เกิดจากเมทัลลิกาพบว่ามีสถานีวิทยุแห่งหนึ่งเปิดเพลง “ไอดิสแอปเพียร์” ซึ่ง ณ เวลานั้น เพลง “ไอดิสแอปเพียร์” ยังเป็นแค่เดโมเทปที่พวกเขาเตรียมไว้สำหรับภาพยนตร์อิมพอสสิเบิลทู และเมื่อมีการสืบสาวหาต้นตอของบทเพลงว่ามันมาจากไหน? ก็ค้นพบว่ามันมีต้นตอมาจากแนปสเตอร์ซึ่งไม่ใช่แค่เพลงนี้เพลงเดียว แต่เป็นอัลบั้มทั้งหมดของเมทัลลิกา

ลาร์ส อัลริชเป็นคนดำเนินเรื่องจัดการฟ้องร้องแนปสเตอร์และจากการสืบสวนพวกว่ามีผู้ใช้บริการ ประมาณ 350,000 รายที่เอาเพลงของเมทัลลิกามาปล่อย ซึ่งในขั้นแรกเมทัลลิกาขอให้ยกเลิกผู้ใช้งานที่เชื่อว่าเอาเพลงของเมทัลลิกามาปล่อย ตามมาด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแนปสเตอร์เป็นเงิน 94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทางแนปสเตอร์ก็ยอมบล็อกผู้ใช้ที่เชื่อว่าเป็นคนปล่อยเพลงของบรรดาศิลปินที่ไม่ยินยอมให้ปล่อยเพลงทางเน็ต และตามมาด้วยการปิดแนปสเตอร์ (อย่างไรก็ตามปัจจุบันแนปสเตอร์เปิดใช้งานอีกครั้งแต่เป็นการเข้ามาเทกโอเวอร์ทางธุรกิจและให้บริการโหลดอย่างถูกกฎหมาย)

การกระทำของเมทัลลิกาทำให้แฟนเพลงหลายคนผิดหวัง เพราะคิดว่าที่เมทัลลิกาสร้างชื่อเสียงในตอนแรกก็มาจากการกระจายเดโมเทปไปในหมู่แฟนเพลง และถ้าแฟนเพลงคนไหนเอาแผ่นบู้ตเล็กไปขอลายเซ็นลาร์ส เขาก็เซ็นให้ด้วยซ้ำ แต่คราวนี้ทำไมเมทัลลิกาถึงหันมาเล่นงานการแบ่งปันแบบนี้?

“เรื่องนี้มันไม่เหมือนคุณอัดเทปเมทัลลิกาแล้วส่งต่อให้เพื่อนคุณ อย่างนั้นคุณรู้จักคนที่คุณส่งเทปให้ และมันก็จำกัดคนที่ได้รับมาก ซึ่งมันแตกต่างไปจากการส่งไฟล์ดิจิทัลอย่างสิ้นเชิงเพราะการส่งไฟล์ดิจิทัลแบบนั้นมันถึงมือคนที่คุณไม่รู้จักอาจจะประมาณ 20 ล้านคนทั่วโลก” ลาร์ส อัลริชแถลงให้แฟนเพลงเข้าใจ “คุณใช้คำว่า “แบ่งปัน” เหรอ เฮ้ย คุณแบ่งปันกันโดยไม่ขอจากเจ้าตัวเหรอ? นั่นมันไม่ใช่การแบ่งปัน มันเรียกว่าโจรกรรม” ลาร์ส อัลริชแถลงให้แฟนเพลงเข้าใจ

“มันอาจจะดูเหมือนว่าเมทัลลิกากำลังหักหลังแฟนเพลง แต่ไม่ใช่เลย คุณต้องจำไว้ว่าสิ่งที่แนปสเตอร์ทำก็คือการวางเฉยและปล่อยให้มีการบริการโดยอ้างว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย พวกเขาพูดว่า ‘ถ้าคุณมาหาเราแล้วพิสูจน์ได้ว่ามีคนดาวน์โหลดเพลงของคุณ เราก็จะเต็มใจเอามันออกไปจากระบบของเรา’ นั่นแหละ การวางเฉยและท้าทายแบบนั้นมันไม่น่าจะเกิดขึ้น ทำให้เราต้องใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับพวกเขา” 

“เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า ‘แบ่งปัน’ กันหน่อยดีมั้ย? ผมคิดว่าการมันไม่ใช่การใช้คำที่ถูกต้อง สมมติคุณมีอัลบั้มของเมทัลลิกา และคุณอาจจะเอามันไปขายหรือเอาไปแลกอัลบั้มแบดมาเตอร์ฟิงเกอร์ (ของ ซาวนด์การ์เดน) นั่นคือคุณจะไม่มีอัลบั้มเมทัลลิกาอยู่แต่ได้แบดมาเตอร์ฟิงเกอร์มาแทน แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใช้งาน แนปสเตอร์คุณจะคัดลอกแล้วก็ส่งมันต่อไป คุณก็จะมีทั้งอัลบั้มของเมทัลลิกา และอัลบั้มแบดมาเตอร์ฟิงเกอร์นั่นมันไม่ใช่การแลกแล้ว มันคือการ ’ทำซ้ำ’ และเป็นการทำซ้ำในปริมาณมากเสียด้วย”

แต่ตรงจุดนี้คำอธิบายของลาร์สยังไม่ค่อยกระจ่างตรงประเด็นเท่าไหร่ สมัยที่เคยเทปเทรดดิง หรือแลกเปลี่ยนเทปกันฟัง มันคือการสำเนาเทปที่ตัวเองมี เช่น คิลเอ็มออล เอาไปแลกกับสำเนาเทปของ แบดมาเตอร์ฟิงเกอร์ กับคนอื่น นั่นคือของตัวเองก็ยังอยู่ แต่ได้เทปสำเนาอีกชุดมาฟัง ซึ่งตรงนี้คือจุดที่แฟนเพลงผู้ชอบ ‘แบ่งปัน’ อ้างถึง มันคือการทำซ้ำเหมือนกันเพียงแต่เป็นการทำซ้ำในปริมาณน้อย และรู้ว่าเราแลกเปลี่ยนเทปกับใคร

ในขณะที่ลาร์ส อัลริช กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดการปัญหาเรื่องแนปสเตอร์ เจสัน นิวสเตดหันไปทำงานส่วนตัวมากขึ้นโดยเขาตั้งวงเอกโคเบรนร่วมกับไบรอัน ซากราฟีนา และไดแลน ดองกิน ในช่วงปี 2000 โดยที่ นิวสเต็ดอยากจะให้วงเอกโคเบรนออกอัลบั้มและทำทัวร์จริงจัง ซึ่งเรื่องนี้โดนเจมส์ เฮตฟิลด์คัดค้านเพราะเห็นว่าเจสันชักจะหมกมุ่นกับงานส่วนตัวเกินเหตุไปแล้วและการทำงานไซด์โปรเจคต์แบบนี้จะทำให้ไม่ใส่ใจงานของวงเต็มที่ แต่เจสันเอาหลักฐานมาแย้งว่าตัวเจมส์ยังไปร้องเพลงในหนังเซาธ์พาร์ก แถมยังไปร้องในอัลบั้มของซีโอซีอีกสองครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เจมส์สวนกลับมาว่า “ชื่อผมไม่ได้ประทับตราหราอยู่บนแผ่นซะหน่อย แล้วผมก็ไม่ต้องทำอะไรเพื่อที่จะพยายามเพิ่มยอดขายมันด้วย”

ถึงแม้ว่าในสมัยที่เจสัน นิวสเตดเข้าวงเมทัลลิกาเข้ามาในวงใหม่ ๆ จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงที่ยังคิดถึงคลิฟฟ์ เบอร์ตันอยู่บ้าง แต่พอมาถึงช่วงแบล็กอัลบั้มเป็นต้นมาเขากลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงในการแสดงสดบนเวที แต่เมื่อถึงที่สุดที่เขาคิดว่ากำลังจะโดนจำกัดความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้ง ความขัดแย้งอันมีเรื่องไซด์โปรเจคต์เป็นชนวนหลักทำให้เจสัน นิวสเตดตัดสินใจลาออกจากวงไปในเดือนมกราคม ค.ศ. 2001 โดยเขาออกไปอยู่กับวงวอยวอดและยังได้เป็นมือเบสชั่วคราวของออสซี่ ออสบอร์นในงาน ออสเฟสต์ 2003 และต่อมาก็ร่วมโปรเจคต์ร็อกสตาร์ซูเปอร์โนวาอีกด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.