Metallica: Chapter 13: Some Kind of Anger


การออกจากวงของเจสัน นิวสเตดสร้างปัญหาให้กับเมทัลลิกาไม่น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาเจสันกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญบนเวที ดังนั้นคนที่เข้ามาแทนที่จะต้องรับบทหนัก แม้ว่าวงเมทัลลิกาจะมีลาร์ส กับเจมส์เป็นตัวหลักอยู่ก็ตาม

ในตอนแรกมีข่าวว่าโจอี วีรา มือเบสจากวงอาเมอรด์เซนต์จะเข้ามาเป็นมือเบสแทน แต่ก็ทางฝ่ายโจอีออกมาปฏิเสธทันควัน

การค้นมามือเบสสะดุดลงเมื่อทางวงตัดสินใจว่าจะเริ่มทำงานอัลบั้มใหม่กันไปก่อนระหว่างรอมือเบสคนใหม่ โดยจะให้บ็อบ ร็อกโปรดิวเซอร์เป็นคนเล่นเบสแทนชั่วคราว งานใหม่ดำเนินไปอย่างยากลำบากเพราะ เจมส์ เฮตฟิลด์กำลังมีปัญหาเรื่องการติดสุราของตัวเอง ทำให้พลังการสร้างสรรค์อยู่ในระดับต่ำโดยที่ลาร์ส อัลริชกับเคิร์ก แฮมเมตต์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเหมือนกัน ทางวงเลยตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดมาทำงานให้กับวง และคนที่เข้ามาก็คือฟิล โทวล์ (Phil Towle) ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 40,000 เหรียญสหรัฐฯ

นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายามทำอัลบั้มใหม่โดยที่ไม่มีเพลงอยู่ในมือเป็นชิ้นเป็นอันใน ซึ่งผลออกมาไม่ค่อยดีนัก ถ้าใครดูบรรยากาศในดีวีดี ซัมไคนด์ออฟมอนสเตอร์ จะเห็นว่าพวกเขามีอะไรตามประสาร็อกสตาร์พึงจะมี อย่างเช่นกีตาร์ราคาแพงหลายสิบตัวของเคิร์ก แฮมเมตต์ รถหรูของเจมส์ เฮตฟิลด์ หรือว่าของสะสมราคาแพงของลาร์ส อัลริช

สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่มีก็คือความคิดสร้างสรรค์ในการทำอัลบั้มใหม่!

และนั่นคือหน้าที่ของ ฟิล โทวล์ ซึ่งทำหน้าที่บำบัดให้กับทางวง โดยก่อนหน้าที่เขาเคยทำงานประเภทเดียวกันให้กับทีมอเมริกันฟุตบอลเซนต์หลุยส์แรมส์มาก่อน

“การบำบัดของผมมันยังไม่เห็นผลในอัลบั้มชุดนี้หรอก…” ฟิลกล่าวเมื่อตอนอัลบั้ม เซนต์แองการ์ ออกใหม่ ๆ “มันจะเห็นผลในอัลบั้มถัดไปน่ะ พลังของพวกเขาหมดเปลืองไปความเครียดที่ไม่จำเป็น มันเป็นความตึงเครียดในเรื่องความสร้างสรรค์ และเมื่อพวกเขากระทบกระทั่งกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องมันก็ส่งผลกระทบขึ้นมาทันที โดยเฉพาะระหว่างลาร์ส อัลริช กับเจมส์ เฮตฟิลด์”

เมทัลลิกาได้พยายามกลับไปทบทวนความเป็นตัวตนของพวกเขาก่อนที่จะมีชื่อเสียง และมันก็กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน เซนต์แองการ์ ขณะเดียวกันฟิลแนะนำให้เมทัลลิกากล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ซาวนด์แบบใหม่ และท้ายสุด เจมส์ย้ายตัวเองไปเข้ารับการบำบัดอาการติดสุราเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากที่ต้องยอมรับความจริงอันน่าเจ็บปวดว่าเขาหมดความสามารถในการสร้างสรรค์ริฟฟ์เยี่ยม ๆ ออกมา

st_anger

เจมส์ เฮตฟิลด์ใช้เวลาในการบำบัดการติดสุราถึง 7 เดือน จากนั้นเมทัลลิกาก็เข้าสตูดิโอเอชคิวคอมเพล็กซ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 สำหรับทำอัลบั้มใหม่ แต่ปัญหาก็ยังไม่จบง่าย ๆ เพราะเจมส์ยังไม่สามารถทำงานเต็มที่ได้ โดยเขาจะใช้เวลาทำงานเพียงช่วงบ่ายถึงประมาณสี่โมงเย็นในแต่ละวัน และในขณะที่เขาไม่ทำงานเขาก็ไม่อยากให้คนอื่นทำงานโดยที่ไม่มีเขา ทำให้ลาร์ส เคิร์ก และบ็อบต้องเสียเวลาในการทำงานไปโดยไม่จำเป็นด้วย นั่นหมายถึงเวลามากกว่า 10 เดือนในการทำงานบันทึกเสียง (จากเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 ถึงเมษายน ค.ศ. 2003) ภายใต้การดูและของฟิล โทวล์

ปัญหาแรกหลังจากบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อยก็คือมือเบส เพราะในการบันทึกเสียงพวกเขาให้บ็อบ ร็อกเป็นคนเล่นแทน แต่ในฐานะของวงดนตรี พวกเขาต้องมีสมาชิกมาเสริมทีม ซึ่งในตอนนั้นตัวเก็งที่คาดว่าน่าจะได้เป็นมือเบสของเมทัลลิกาก็มี สก็อตต์ รีดเดอร์ จากวงไครอัสส์ เปปเปอร์ คีแนนจากซีโอซี และทวิกกี รามิเรซ อดีตสมาชิกวงมาริลีน แมนสัน

แต่คนที่เข้ามาเป็นมือเบสจริงๆ กับกลายเป็นโรเบิร์ต ทรูจิลโล ซึ่งมักจะโดนค่อนขอดว่าละม้ายคล้ายคิงคองกับลีลาย่างสามขุมบนเวที

โรเบิร์ต ทรูจิลโลหรือชื่อเต็มยาวเหยียดว่า โรเบอร์โต ออกุสติน มิเกล ซานติเอโก ซามูเอล ทรูจิลโล เวราครุซ เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1964 เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงเมทัลสมัยที่เข้าร่วมเป็นมือเบสให้กับวง ซูไซเดิลเทนเดนซีส์ และนำสำเนียงการเล่นเบสแบบฟังก์สร้างความโดดเด่นให้กับวงซูไซเดิลเทนเดนซีส์มากยิ่งขึ้นไปอีก แถมยังออกโปรเจคต์ อินเฟกเทียสกรูฟส์ร่วมกับไมค์ เมอร์นักร้องนำซูไซเดิลเทนเดนซีส์เพื่อนำเสนอดนตรีฟังก์ตรงไปตรงมาอีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปเป็นสมาชิกในวงของออสซี ออสบอร์นแถมยังฝากผีมือการเล่นเบสในอัลบั้ม บลิศสาร์ดออฟออส และ ไดอารีออฟอะแมดแมน ที่ออสซีเอามาบันทึกเสียงกลองและเบสใหม่หลังจากโดนบ็อบ ไดสลีย์กับลี เคอสเลกฟ้องเรียกค่าลิขสิทธิ์ (เวอร์ชั่นนี้ออกมาในปี ค.ศ. 2002)

และในที่สุดเขาก็มาออดิชันและกลายเป็นมือเบสของเมทัลลิกา โดยได้รับค่าเหนื่อยล่วงหน้าถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ในดีวีดี ซัมไคนด์ออฟมอนสเตอร์ จะได้เห็นการมาออดิชันของเขาด้วย) ซึ่งหลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเมทัลลิกาสักเท่าไหร่นัก

“ร็อบทำให้เราเล่นดีขึ้นเยอะ” เจมส์ เฮตฟิลด์ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการเลือกโรเบิร์ต “เรารู้สึกได้เลยว่าซาวนด์มันหนักแน่นมั่นคงขึ้นมาก”

เซนต์แองเกอร์ออกจำหน่ายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2003 และหลังจากนั้นแฟนเพลงเก่าก็ร้องระงมถึงเรื่องเสียงกลองที่เหมือนกับเคาะกระป๋องเสียอย่างนั้น! จนกระทั่งเกิดคำล้อเลียนว่าอัลบั้มนี้คือ ดุริยางค์ถังขยะ – March of the Dustbins ซึ่งบ็อบ ร็อก โปรดิวเซอร์ผู้ควบคุมการทำงานอธิบายว่า “ผมต้องการที่จะทำอะไรบางอย่างที่จะให้สถานีวิทยุตะลึง…” โดยเจมส์ เฮตฟิลด์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย “บ็อบสร้างเสียงที่บึ้กมาก เป็นเสียงที่ใหญ่เป็นพิเศษ…”

ซาวนด์ของ เซนต์แองเกอร์ มาจากความต้องการของเมทัลลิกาเองที่อยากได้เสียงแบบสมัยแรกที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งมากนัก ซึ่งหลายคนลงความเห็นว่าบ็อบ ร็อกพยายามที่จะสร้างซาวนด์ให้ออกมาแบบเดียวกับ แบล็กซับบาธในยุคแรก หรือละม้ายคล้ายคลึงงานสองชุดแรกของวีนอมซึ่งจะได้สัมผัสอารมณ์ร็อกกันแบบไม่ผ่านการปรุงแต่งให้เสียอรรถรส

เพียงแต่มันออกมาไม่ดีเท่านั้นเอง…

ปกอัลบั้ม เซนต์แองเกอร์ ออกแบบโดยพุชเฮด (Pushead)  ซึ่งในอดีตเคยออกแบบบุ๊กเลตอัลบั้ม …แอนด์จัสติซฟอร์ออล มาก่อนแล้ว

เซนต์แองเกอร์ เปิดตัวด้วยเพลง “ฟรานติก” ซึ่งเกือบจะใช้เป็นชื่ออัลบั้มด้วย พวกเขาสร้างซาวนด์แบบใหม่กับท่อนริฟฟ์รัวเร็วไร้จังหวะริธึ่มแบบเดิม การลดเสียงต่ำของริฟฟ์กีต้าร์แทบจะกลบเสียงเบสไปจนหมด แต่เสียงร้องของเจมส์ เฮตฟิลด์กับเสียงเคาะกระป๋องของลาร์ส อัลริชก็ยังแหวกสรรพเสียงออกมาได้อย่างสวยงาม เนื้อหาของเพลงยังคงเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการติดสุราของเจมส์ เฮตฟิลด์ ผสมผสานกับการหาทางออกด้วยสติปัญญาโดยเคิร์ก แฮมเมตต์เป็นคนแนะนำเจมส์ เฮตฟิลด์ให้ลองหันมาศึกษาแนวทางเซนดูบ้าง

“เซนต์แองเกอร์” ยังคงดำเนินตามรอย “ฟรานติก” มาติด ๆ ในเพลงนี้เมทัลลิกาเล่นกับแฟนเพลงเก่าด้วยการใส่ประโยค “Fuck it all and no regrets, I hit the lights on these dark sets.” เข้าไปในเพลง ซึ่งถ้าฟังผ่าน ๆ จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก แต่สำหรับแฟนเพลงเก่าแก่จะสะดุดหูในรอบแรกที่ได้ยิน เพราะประโยคนี้มาจากเพลง “ดาเมจอินค์” ในอัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ อันโด่งดังนั่นเอง แต่ว่าในเพลง “ดาเมจอินค์” จะร้องว่า Fuck it all and fucking no regrets. Never happy endings on these dark sets” วิดีโอเพลง “เซนต์แองเกอร์” มีภาพจากการแสดงคอนเสิร์ตในเรือนจำรัฐซานเควนตินซึ่งเป็นการแสดงสดครั้งแรกที่ โรเบิร์ต ทรูจิลโลทำหน้าที่มือเบส

“ซัมไคนด์ออฟมอนสเตอร์” กลับให้อารมณ์แตกต่างไปจากสองเพลงแรก เจมส์ เฮตฟิลด์พยายามทำให้เพลงมันดูมอนสเตอร์สมชื่อ ก่อนจะกลับไปสู่ธีมเดิมของสองเพลงแรกใน “เดอตีวินโดว์” เพลงนี้แสดงศักยภาพที่ย่ำแย่ของลาร์ส อัลริชออกมาอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะปกติถ้าเทียบกับมือกลองวงแธรชเมทัลแนวหน้าคนอื่นแล้วเขาเป็นคนที่มีเทคนิคการตีกลองที่ค่อนข้างจำกัดมาก ยิ่งมาเจอเสียงกระป๋องในเพลงนี้ยิ่งทำให้ฟังดูย่ำแย่ลงไปอีก ไม่แค่ “เดอตีวินโดว์” เท่านั้น หลายเพลงในอัลบั้มนี้แสดงถึงช่วงเวลาตกต่ำของเมทัลลิกาชัดเจน ทั้ง “มายเวิลด์” ที่มาในท่วงทำนองเดียวกับ “เซนต์แองเกอร์” แต่บ็อบ ร็อก ทดลองปรับเสียงร้องของเจมส์ เฮตฟิลด์โดยใช้เทคนิคในสตูดิโอให้เสียงแตกต่างไปจากปกติ

ยิ่งที่ได้ยินในดีวีดีบันทึกการแสดงสดในสตูดิโอที่แถมให้กับอัลบั้มยิ่งได้เห็นความตกต่ำของเมทัลลิกา ในเพลงนี้ชัดเจน และถ้า “มายเวิลด์” เดินตามรอย “เซนต์แองเกอร์” เพลง “สวีตแอมเบอร์” แทบจะเป็นเพลงเดียวกับ “เซนต์แองเกอร์” ไปเลยด้วยทางเดินคอร์ดแบบเดียวกัน โครงสร้างดนตรีแบบเดียวกัน “ดิอันเนมด์ฟีลลิง” ยิ่งฟังยิ่งย่ำแย่  และเกือบจะมีความหวังในเพลง “เพียวริไฟ” ซึ่งมีลีลาแบบเดียวกับแธรชเก่า ๆ แต่น่าเสียดายที่มันฟังดูแห้งแล้งและท่อนคอรัสที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกในแง่ดี แต่พวกเขาก็ทำได้ดีใน “ออลวิธอินมายแฮนด์” ที่มาในลีลาเก่าของเมทัลลิกาในสมัยมาสเตอร์ออฟพัพเพตส์

แต่ก็มีบางเพลงที่ฟังดูเข้าท่าเหมือนกัน อย่างในเพลง “อินวิซิเบิลคิด” ย้อนกลับไปหาเรื่องราวความฝังใจของเด็กแบบเดียวกับ “เอนเตอร์แซนด์แมน” แต่คราวนี้มาให้เลือกระหว่างความดีและความเลว เสียงกีตาร์ที่ฟังดุดันน่ากลัวราวกับเพลงประกอบภาพยนตร์สยองขวัญช่วยทำให้เพลงนี้ดูดีขึ้น และ “ชูตมีอะเกน” ก็กลับมากู้ชื่อเมทัลลิกาเอาไว้ได้อีกรอบ เสียงร้องฟังดูดีกว่า “มายเวิลด์” มาก

อย่างไรก็ตามเซนต์แองเกอร์ ก็ยังขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งใน บิลบอร์ด 200 ในสัปดาห์แรก ก่อนจะร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว และยอดจำหน่ายจนถึงปัจจุบันยังไม่ถึง 2 ล้านชุด ซึ่งนับเป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายต่ำสุดของ เมทัลลิกา ลาร์สไม่ค่อยพอใจกับยอดจำหน่ายมากนักออกมาแสดงความเห็นว่า “ในยุโรปอัลบั้มนี้ทำยอดจำหน่ายได้ดีทีเดียว แต่ในอเมริกามันไม่ค่อยได้อย่างที่ใจหวังเอาเสียเลย แต่ก็นั่นแหละ เราคงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ อัลบั้มนี้เป็นความท้าทายของพวกเราเพราะตอนนี้สถานีวิทยุในอเมริกาเอาแต่สนใจวงอย่างนิเคลแบ็ก

แต่สำหรับแฟนเพลงแล้วมองว่าจุดผิดพลาดของอัลบั้มนี้อยู่ที่การผลิตที่ย่ำแย่ (เสียงกลองเหมือนเสียกระป๋อง ซาวนด์ที่แห้งแล้งไร้ชีวิต) กับบทบาทกีตาร์ของเคิร์ก แฮมเมตต์ที่เคยเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของวงสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย อีกทั้งปัญหาเรื่องการติดสุราของเจมส์รวมถึงข้อจำกัดในการทำงานในสตูดิโอแต่ละวันของเขาทำให้ความสร้างสรรค์ไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งการขาดเจสัน นิวสเตดในหน้าที่มือเบส

เมทัลลิกาออกดีวีดี ซัมไคนด์ออฟมอนสเตอร์ ซึ่งเป็นสารคดีระหว่างการทำอัลบั้ม เซนต์แองเกอร์ ออกมาในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งทำให้แฟนเพลงได้เห็นความยากลำบากในการทำอัลบั้มนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.