ข้ามไปยังเนื้อหา

Ozzy Osbourne: Crazy Train


Crazy Train “เครซีเทรน” บทเพลงจากอัลบั้ม บลิดซาร์ดออฟออส ปีค.ศ. 1980 หนึ่งในเพลงดังของ ออสซี ออสบอร์น

ตอนแรกที่ฟังก็ไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับรถไฟ จนเวลาผ่านไปได้อ่านเนื้อหาจึงเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับการเมือง สงครามเย็น และความกลัวสงครามนิวเคลียร์และการทำลายล้างขั้นสุดที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น

Crazy, but that's how it goes
Millions of people living as foes
Maybe it's not too late
To learn how to love and forget how to hate
Mental wounds not healing
Life's a bitter shame
I'm going off the rails on a crazy train
I'm going off the rails on a crazy train

ในช่วงปลายทศวรรษ 70 ถึงกลางทศวรรษ 80 เป็นช่วงเวลาที่ “สงครามเย็น” ที่ดูเหมือนจะสงบลงไปร่วมสิบปีกลับมาปะทุอีกครั้งเพราะสงครามตัวแทนในอัฟกานิสถาน โดยสหภาพโซเวียตหนุนหลังกองทัพอัฟกานิสถาน ส่วน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และพันธมิตร สนับสนุนกลุ่มต่อต้านเช่น มุจญาฮิดีน ซึ่งในมุมมองของคนที่สติสัมปชัญญะไม่บริบูรณ์อย่างออสซีได้แต่รำพึงว่า บางทีอาจยังไม่สายที่เรียนรู้การอยู่ด้วยความรักและลืมความเกลียดชังไปเสีย แต่ความภินท์พังในจิตใจนั้นไม่อาจเยียวยา เหมือนว่าเขากำลังอยู่ในรถไฟที่เร่งเครื่องบ้าคลั่งและกำลังจะตกราง

Let's go!
I've listened to preachers, I've listened to fools
I've watched all the dropouts who make their own rules
One person conditioned to rule and control
The media sells it and you live the role
Mental wounds still screaming
Driving me insane
I'm going off the rails on a crazy train
I'm going off the rails on a crazy train

โลกนี้มีคนที่อยากสั่งสอนคนอื่น บางคนก็โง่เง่าสิ้นดี มีความพยายามจะสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จากมุมมองคนใครคนใดคนหนึ่งที่คิดว่าวิธีการทำตัวที่ดีมันต้องทำแบบนั้นแบบนี้ และสื่อก็เล่นกับพวกนี้เสียด้วย ตอนที่อ่านเนื้อเพลงแบบพินิจพิเคราะห์ครั้งแรก คิดว่าออสซีจะสะท้อนความคิดของแนวคิดแบบ “คุณค่าครอบครัว” และแนวคิดว่าสหรัฐต้องยิ่งใหญ่ของโรนัลด์ เรแกน แต่เมื่อลองค้นข้อมูลแล้ว โดนัลด์เป็นประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1981 หลังเพลงนี้ออกมาเกือบปี เลยคิดว่าอาจจะหมายถึง ผู้นำสหภาพโซเวียตก็ได้ คือ One person conditioned to rule and control คนเดียวที่คุมทุกอย่าง แต่คิดอีกที อาจจะหมายถึงอะไรก็ได้ อาจจะเป็นนักเทศน์จริง ๆ ก็ได้ เพราะรู้สึกออสซีจะกระแนะกระแหนนักเทศเอาไว้หลายครั้งหลายหน

I know that things are going wrong for me
You gotta listen to my words, yeah, yeah!

แน่นอน ออสซีอาจจะไม่ใช่คนที่มีความน่าเชื่อถือ (ไม่เหมือนโบโน บ็อบ ดีแลน บรูซ สปริงสทีน หรือใครอื่นที่มีภาพพจน์ดีกว่า) แต่คุณก็ต้องฟังสิ่งที่เขาพูด

Heirs of a cold war, that's what we've become
Inheriting troubles, I'm mentally numb
Crazy, I just cannot bear
I'm living with something' that just isn't fair
Mental wounds not healing
Who and what's to blame?
I'm going off the rails on a crazy train
I'm going off the rails on a crazy train

เนื้อร้องท่อนนี้บอกว่าเพลงนี้เกี่ยวกับสงครามเย็น การเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง แต่ในขณะที่สงครามเย็นเริ่มต้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง (ราวปีค.ศ. 1945) แต่ความตึงเครียดระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง ออสซีบอกว่ามันบ้าไปแล้ว เขาทนมันไม่ได้ แต่เขาต้องอยู่กับมันซึ่งเขาคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

“เครซีเทรน” วางจำหน่ายเป็นซิงเกิลในปีค.ศ. 1980 ขึ้นอันดับ 49 ในสหราชอาณาจักร

“ผมจำความสนุกสนานเวลาที่เราเขียนและทำเพลงเครซีเทรนได้ ฟังนี่แล้วเหมือนเราย้อนกลับไปหาช่วงเวลาทีดี ๆ แต่ก็เป็นช่วงที่เลวร้ายในเวลาเดียวกัน” ออสซีเคยพูดไว้อย่างนั้น หลังจากโดนไล่ออกจากแบล็กซับบาธ ออสซีก็เก็บตัวเงียบที่โรงแรมเลอพาร์กในเวสต์ฮอลลีวู้ด ซึ่งเข้าใช้ชีวิตอย่างคนติดยาที่แสนขี้เกียจ มีเพียงคนส่งยาที่เขายังติดต่ออยู่

“เช้าวันหนึ่ง ชารอนมาหาและบอกว่า ได้เวลาทำงานแล้ว ฉันจะเป็นผู้จัดการคุณ และเมื่อเธอเข้ามา ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น” ออสซีเล่า

แต่ในขณะที่ออสซีชื่นชมชารอน (ซึ่งต่อมาคือภรรยาของเขา) บ็อบ ไดสลีย์ มือเบสของออสซีในขณะนั้นกลับไม่ชอบหน้าชารอนเพราะ “เข้ามาทำลายทุกอย่างตั้งแต่แรกเริ่ม…” ทั้งนี้เพราะเดิมทีเขาและออสซีตั้งใจว่าจะทำวงดนตรี บลิดซาร์ดออฟออส แต่สุดท้ายมันดันกลายเป็นชื่ออัลบั้มของศิลปินเดี่ยวชื่อ ออสซี ออสบอร์น

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก็คือ ออสซี บ็อบ และ แรนดี โรดส์ ได้เจรจาเรื่องทำอัลบั้มกันที่สำนักงานของ เจ็ตเร็กคอร์ดส์ ในช่วงปลายทศวรรษ 1979 ซึ่งบ็อบเล่าว่า “พอผมเดินเข้าไป ก็เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ ใส่เสื้อผ้าได้พอดีตัว ผมยาวตัดเล็มดูดี ตัดแต่งเล็บสวยงาม”

แต่ถึงอย่างนั้น แรนดี โรดส์นำเสนอการเล่นกีตาร์กึ่งนีโอคลาสสิคัล และท่อนริฟฟ์ที่ติดหู “ตอนอยู่ในวง (แบล็ก) ซับบาธ พวกเขาแค่เขียนอะไรสักอย่างแล้วก็บอกว่าเอาไปใส่เสียงร้องมา แต่แรนดีเป็นคนแรกที่ทำให้ทุกอย่างมันง่ายสำหรับผม” ออสซีบอก

แต่ริฟฟ์เพลง “เครซีเทรน” นี้ก็เคยมีข่าวออกมาว่าแท้จริงแล้วแรนดีไม่ได้เป็นคนคิดเอง เมื่อ เกร็ก ลีออน (คนเดียวกับที่เคยร่วมวงกับนิกกี ซิกซ์) ออกมาบอกว่า เขาเป็นคนเล่นริฟฟ์เพลง “สวิงทาวน์” ของ สตีฟ มิลเลอร์ แล้วคุยกับแรนดีว่า ถ้าลองเอามาเล่นเร็ว ๆ จะเป็นอย่างไร และทั้งคู่ก็ลองเล่นริฟฟ์เพลงนั้นในแบบต่าง ๆ ดู แล้ว แรนดีก็เอาไปทำเป็นริฟฟ์เพลง “เครซีเทรน”

บ็อบเล่าว่า “ท่อนริฟฟ์ในคีย์เอฟชาร์ปไมเนอร์นั้นมาจากแรนดี ผมเขียนในส่วนที่เขาจะเล่นโซโล ออสซีเป็นคนคิดทำนองเสียงร้อง ส่วนชื่อเพลงมาจากการเล่นเอ็ฟเฟ็กต์ของแรนดีที่ทำเสียงไซคีเดลิกหลอนประสาทผ่านแอมป์ของเขา แรนดีกับผมเป็นพวกชอบรถไฟ ผมพูดขึ้นในตอนนั้นว่า เสียงมันเหมือน รถไฟบ้า ๆ (Crazy Train) ออสซีเสริมว่า แล้วรถไฟก็ตกราง… ผมใช้มันมาเขียนเป็นเนื้อร้อง”

ในขณะที่ บ็อบจริงจังกับการทำงานมากจนมีคนเรียกเขาว่า ซิด ซีเรียส (ล้อเลียนชื่อ ซิด วิเชียส มือเบส เซ็กซ์พิสตอล) แต่ออสซียังเละไม่ต่างจากเดิม

“ตอนแรกเขาก็ดูจะสร่างเมาพื้นตัวแล้วนะ อาจจะมีบางทีที่หนีบเหล้าสก็อตช์ไปด้วย เขาจะแอบจิบสก็อตซ์ตอนที่เรากำลังบันทึกเสียงกันอยู่ และถ้าเขาเกิดปวดฉี่ขึ้นมา เขาก็จะฉี่ราดพรมห้องเลย” แม็กซ์ นอร์แมน ผู้รับบทวิศวกรเสียงในอัลบั้มนั้นกล่าว

“ถ้าคุณฟัง เครซีเทรน แบบจดจ่อใกล้ชิด คุณจะได้ยินเสียงกีตาร์หลักอยู่ตรงกลาง และมีอีกสองตัวเล่นแบบเดียวกันจากซ้ายไปขวา ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจฟังคุณจะคิดว่าเป็นกีตาร์เพียงตัวเดียว แรนดีเป็นคนที่เยี่ยมที่สุดที่เล่นทับเสียงโซโลตัวเองได้ไม่มีที่ติ เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เขาเป่าสมองผมกระจุย”

1 ความเห็น »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: