Metallica: Chapter 15 – In Their Own Words “Kill Em All” and “Ride the Lightning”


KILL ‘EM ALL

ฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1983 เมทัลลิกาทำอัลบั้มแรก คิลเอ็มออล โดยมี พอล เคอสิโอ เป็นโปรดิวเซอร์

เคิร์ก แฮมเมตต์: เราทำสตูดิโอพินาศไปหมด ผมรู้สึกแย่ไปเลยกับสิ่งที่เราสี่คนทำ มันมีพรมอยู่ทุกห้อง แล้วเราก็ดื่มกันมากประมาณ 24 ชั่วโมงต่อวัน คุณคงจินตนาการได้ว่ามันจะออกมายังไง

ลาร์ส อัลริช: สตูดิโอจริง ๆ มันอยู่ห้องใต้ดินที่อยู่ใต้คลับเฮาส์ ที่ชั้นสองมันเป็นห้องบอลรูม ซึ่งมันดีมากสำหรับการตั้งชุดกลองจะได้เสียงที่ออกมาดี ๆ แต่ข้อเสียคือมันมีผีว่ะ! อยู่ ๆ ฉาบมันก็หมุนของมันเองโดยไร้เหตุผล ไอ้เรื่องแบบนี้ทำเอาผมหลอนมาก

เจมส์ เฮตฟิลด์: บางทีเราจะเอาแอมป์กีตาร์และเบสไปไว้ที่ห้องนั้น (ห้องบอลรูม) เพื่อให้ได้เสียงแปลก ๆ ผมจำได้ว่าคลิฟฟ์เอาแอมป์และหูฟังเข้าไปในห้องนั้นตอนที่เขาบันทึกเสียงเพลง “(อเนสธีเซีย) พูลลิงทีธ”  โดยที่เขายืนอยู่หน้าแอมป์เลยล่ะ

เคิร์ก แฮมเมตต์: เสียงกีตาร์ส่วนใหญ่ใช้แอมป์มาร์แชลของเจมส์ เขาดัดแปลงแอมป์ตัวนั้นเอาไว้เยอะ คนที่ดัดแปลงแอมป์เคยทำงานให้กับแวนเฮเลนด้วย ผมใช้แอมป์ตัวนั้นเพราะมีทางเลือกไม่เยอะนัก เราไม่มีอุปกรณ์อะไรกันมากมาย ผมมีแค่วาห์วาห์ แล้วก็บอสซูเปอร์ดิสทรอชัน เจมส์เล่นกีตาร์ฟลายอิงวีสีขาว ผมใช้ฟลายอิงวีสีดำ นั่นเป็นกีตาร์ทั้งหมดที่เรามี

เคิร์ก แฮมเมตต์เพิ่งเขามาอยู่กับเมทัลลิกาเพียงไม่นานต้องมารับบทบาทกีตาร์ต่อจาก เดฟ มัสเทนทั้งหมด

เคิร์ก แฮมเมตต์: จอห์นนี่ ซี พูดว่า “คุณต้องเล่นท่อนโซโลของเดฟทั้งหมด” ผมบอกไปว่า “ไม่ล่ะ ผมจะไม่เล่นโซโลในแบบของเดฟ” เขาเลยบอกว่า “ถ้างั้นทำไมไม่ลองเล่นท่อนโซโล่ในตอนแรกแบบที่เดฟ ทำไว้ล่ะ คนฟังจะได้คิดว่าคุณเล่นโซโล่แบบเดฟ แล้วจากนั้นจะเล่นอะไรก็เรื่องของคุณ” แล้วผมก็ทำแบบนั้นจริง ๆ ตอนนั้นผมอายุแค่ 20 ปีเท่านั้นเอง ยิ่งเป็นคนใหม่ในวงด้วย ในสถานการณ์แบบนั้นคุณไม่อยากจะงัดข้อกับใครมากนัก ผมเลยเล่นสี่บาร์แรกตามแบบที่เดฟทำเอาไว้แล้วค่อยมาเล่นแบบที่ตัวเองอยากเล่น

เจมส์ เฮตฟิลด์: เดฟเป็นคนคิดเพลง “เดอะโฟร์ฮอร์สเมน” เขาเขียนเพลงนี้ตั้งแต่ก่อนจะมาอยู่กับ เมทัลลิกาตอนนั้นมันชื่อว่า “เดอะแมกคานิกซ์” หลังจากที่เขาออกจากวงไป เราก็เอาเพลงนี้มาทำใหม่ เขียนเนื้อเพลงใหม่ทั้งหมดเพราะเนื้อเพลงเดิมมันงี่เง่าเหลือเกิน

คิลเอ็มออล ออกจำหน่าย 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1983 โดยบริษัทเมกาฟอร์ซและนับเป็นวงแธรชเมทัลวงแรกที่ทำอัลบั้มเต็มออกมา

เจมส์ เฮตฟิลด์: คลิฟฟ์เป็นคนตั้งชื่ออัลบั้ม ตอนแรกเราตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า เมทัลอัปยัวร์แอส เราได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการวงว่าร้านค้าแผ่นเสียงกว่าครึ่งไม่ยอมรับถ้าจะใช้ชื่อนี้ คลิฟฟ์เลยพูดว่า “รู้อะไรมั้ย? ช่างแม่ม..เราจะฆ่ามันให้หมด”

เคิร์ก แฮมเมตต์: หลังจากเราบันทึกเสียงอัลบั้มนี้เสร็จ เรากลับมาที่เบย์เอเรีย ดูเหมือนว่าจะมีวงหน้าใหม่ 10 หรือ 12 วงที่เล่นเร็วกว่าเดิม หนักหน่วงกราดเกรี้ยวกว่าเดิม

เดฟ เอลเลฟสัน: ผมจำได้ว่าสมัยแรก เดฟได้จดหมายจากแฟนเพลงในเบย์เอเรียมีใจความว่า กำลังรอคอยอัลบั้มใหม่อยู่นะ หวังว่ามันจะเร็วกว่าเมทัลลิกา วันต่อมาเรามาซ้อมดนตรีแล้วก็เร่งความเร็วขึ้นไปอีก

เคิร์ก แฮมเมตต์: ส่วนหนึ่งที่เราเล่นกันเร็วเพราะว่าเราตื่นเต้น ตามประสานักดนตรีหน้าใหม่ที่เวลาตื่นเต้นมักจะเร่งความเร็วขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว การได้มาร่วมงานกับเมทัลลิกามันเป็นสิ่งที่เยี่ยมจริงๆ

เจมส์ เฮตฟิลด์: ลาร์สมักจะตื่นเต้นเวลาอยู่บนเวที เขาจะเล่นเร็วขึ้นอล้วก็เร็วขึ้น และไม่มีใครไปยับยั้งเขา แล้วเราก็เล่นเร็วขึ้นตามเขาโดยไม่รู้ตัว

เคิร์ก แฮมเมตต์: ผมสุขใจกับยอดจำหน่ายอัลบั้ม แล้วก็ออกทัวร์ทั่วสหรัฐฯ สำหรับผมแล้วมันคือความสำเร็จ ยิ่งเมื่อเราไปยุโรปผมได้แต่คิดว่า โอ้ นี่มันยอดเยี่ยมเกินคาด ผม เจมส์ และคลิฟฟ์ ไม่เคยเดินทางออกนอกสหรัฐมาก่อน มันสร้างแรงบันดาลใจให้มากว่าเราสามารถทำได้มากกว่าที่เราเคยคิด

สก็อต เอียน: จอห์นนี่ ซี พยายามที่จะหาสัญญาให้เมทัลลิกากับบริษัทใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่จะเบ้หน้าเวลาได้ฟังเพลงของพวกเขา แต่พอรู้ว่าจอห์นนี่ขายอัลบั้มนี้ได้เท่าไหร่ก็ตาโต เพราะพวกเขาไม่เคยตระหนักว่ามีคนจำนวนมากมายเท่าไหร่ที่ชอบดนตรีแบบนี้

จอห์นนี่ ซี: เราเตรียมแผ่นเสียงเอาไว้ 1,500 แผ่น ซึ่งมันขายได้เกลี้ยงในห้าวินาที เราเลยทำมันเพิ่มอีก 3,500 แผ่น และขายหมดในหนึ่งสัปดาห์ และมันก็ขายได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเตะตาอิเล็กตราเข้า

RIDE THE LIGHTNING

หลังจากทัวร์เป็นวงเปิดให้วีนอมในช่วงปี ค.ศ. 1984 เมทัลลิกาก็เข้าสตูดิโอสวีตไซเลนซ์ในโคเปนฮาเกนเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มที่สอง โดยมีเฟลมมิง ราสมุสเซนเป็นโปรดิวเซอร์ อัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง วางจำหน่ายโดยเมกาฟอร์ซ ในวันที่ 27 กรกฎาคม และไม่กี่เดือนต่อมาพวกเขาก็เซ็นสัญญากับอีเล็กตราทำให้ เมทัลลิกาเป็นวงแธรชเมทัลวงแรกที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่ และทางอีเล็กตราก็นำ ไรด์เดอะไลต์นิง มาวางจำหน่ายใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1984

ลาร์ส อัลริช: คลิฟฟ์คือคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วงอัลบั้ม คิลเอ็มออล กับ ไรด์เดอะไลต์นิง เขาเปลี่ยนระดับมุมมองดนตรีแบบใหม่ให้กับผมและเจมส์ในเรื่องฮาร์โมนีและเมโลดี เพลงที่ผมและเจมส์แต่งขึ้นจะได้แรงขับเคลื่อนมาจากคลิฟฟ์นั่นแหละ

เคิร์ก แฮมเมตต์: ผมบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ด้วยแอมป์มาร์แชลกับกิบสันฟลายอิงวีตอนนั้นเจมส์มีกีตาร์เอ็กโพเรอร์แล้ว

เจมส์ เฮตฟิลด์: ทั้งอัลบั้มมันคือการก้าวไปอีกระดับของเรา “คริปปิงเดธ” เป็นเพลงแรกที่ใช้เสียงร้องแบบแก๊งค์ที่หนาแน่น ให้คนฟังช่วยร้องประสานได้เจ๋ง

ไบรอัน สลาเกล: เมทัลลิกาได้ขยายขอบเขตไปเรื่อย ๆ กับเพลงอย่าง “เฟดทูแบล็ก” นั่นเป็นครั้งแรกที่วงแธรชเล่นเพลงบัลลาด ผมจำได้ว่าแฟนเพลงฮาร์ดคอร์คิดว่าพวกเขาทำเพลงนี้เพื่อที่จะให้ขายได้เยอะ ๆ แต่เพลงนี้มันเขียนมาดีจริง ๆ

เจมส์ เฮตฟิลด์: มันเป็นเพลงเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย แล้วเราก็เจอข้อกล่าวหาหลายครั้งว่ามีคนคนฟังเด็กหลายคนฆ่าตัวตายเพราะว่าฟังเพลงนี้ แต่เราก็ได้รับจดหมายจากเด็กหลายร้อยหลายพันฉบับ ที่เขียนมาบอกว่าเขาเข้าถึงเพลงนี้และทำให้เขารู้สึกดีขึ้น มันเป็นเพลงที่ท้าทายและเราก็คิดไว้แล้วว่าคงจะทำให้หลายคนประหลาดใจ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s