Paul is Dead


ย้อนกลับไปหาข่าวลือ “พอลตายแล้ว”

ในบรรดาข่าวลือเกี่ยวกับเดอะบีทเทิลส์ที่(คิดว่า)แปลกที่สุดคือข่าวที่บอกว่า พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ เสียชีวิตแล้ว คนที่เห็นเป็นตัวปลอม

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ความจริง แต่ก็อยากจะเขียนถึงในฐานะข่าวลือที่สนุกเรื่องหนึ่ง

จุดเริ่มต้นของข่าวลือ

แฟนซีน เดอะบีทเทิลส์บุ๊ก (The Beatles Book) ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1967 ได้ปล่อยข่าวลือว่า พอล แม็คคาร์ทนีย์ เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1967

ข่าวลือโหมกระหน่ำเมื่อเดอะบีทเทิลส์กำลังแยกวง

ในช่วงปีค.ศ. 1969 เมื่อเดอะบีทเทิลส์กำลังอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมายเตรียมจะแยกย้ายไปคนละทาง พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ เลยหลบความวุ่นวายไปอยู่ที่ฟาร์มในสก็อตแลนด์กับลินดา แม็คคาร์ทนีย์

การหายไปจากสื่อสาธารณะในช่วงนั้น เปิดช่องให้ข่าวลือทำงานอีกครั้ง!

บทความ พอล แม็คคาร์ทนี่ย์เสียชีวิตแล้วหรือ?” (Is Beatle Paul McCartney Dead?) ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย เดร็ก ในไอโอว่า ฉบับวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1969 โดยในบทความดังกล่าว อ้างอิงร่องรอยจากบทเพลงและภาพต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนข่าวลือนั้น อย่างเช่น เมื่อเล่นเพลง “เรฟโวลูชัน ไนน์” จากอัลบั้มเดอะบีทเทิลส์ (หรือไวท์อัลบั้ม) กลับหลัง จะได้ประโยคว่า “turn me on, dead man”

ในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1969 มีคนโทรเข้าไปในรายการวิทยุ WKNR-FM ในดีทร้อยท์ ดีเจ รัสส์ กิบบ์ ผู้จัดรายการสนใจและเปิดสายให้คนอื่นเข้ามาร่วมพูดคุย และอีกสองวันต่อมา หนังสือพิมพ์เดอะมิชิแกนเดลีก็ตีพิมพ์บทความของ เฟร็ด ลาบัวร์  นักศึกษามหาวิทยาลัยมิชิแกน เขียนถึงอัลบั้มแอบบีโรดแต่ตั้งหัวเรื่องว่า McCartney Dead; New Evidence Brought to Light (แม็คคาร์ทนี่ย์เสียชีวิตแล้ว: หลักฐานใหม่เพิ่งค้นพบ) โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าเดอะบีทเทิลส์บ่งบอกร่องรอยว่า พอล แม็คคาร์ทนีย์ เสียชีวิตไว้ในอัลบั้ม ตั้งแต่หน้าปก

และบทความดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน สถานีวิทยุ WKNR-FM นำเรื่องดังกล่าวมาเผยแพร่ในรายการพิเศษ 2 ชั่วโมง ในชื่อรายการเดอะบีทเทิลส์พล็อต (The Beatle Plot) ออกอากาศในวันที่ 19 ตุลาคม 1969 (และยังออกอากาศซ้ำอีกหลายครั้ง) แต่ WKNR-FM ยังเป็นเพียงสถานีวิทยุเฉพาะรัฐ เรื่องจึงไม่แพร่ขยายไปไกลมาก เท่ากับในอีกสองวันต่อมา  (21 ตุลาคม ค.ศ. 1969) ดีเจ โรบี้ แห่งสถานีวิทยุ WABC ในนิวยอร์กก็นำเรื่องนี้มาพูดคุยในรายการ และสถานี WABC แพร่สัญญาณไปถึง 38 รัฐ ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดในระดับประเทศ

ทางประชาสัมพันธ์ของแอปเปิลและเดอะบิทเทิลส์ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

เนื้อหาข่าวลือ

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1966 เดอะบีทเทิลส์กำลังยุ่งอยู่กับการทำอัลบั้ม โดยออกอัลบั้มรวมเพลง โอลดีส์…บัต โกลดีส์ (Oldies… but Goldies) มาหนึ่งชุดเพื่อคั่นเวลา เพื่อเอาเวลาไปใช้ในการทำอัลบั้ม เซอเจนท์ เป็ปเปอร์ โลนลีย์ ฮาร์ท คลับ แบนด์ (Sgt. Peppers Lonely Hearts Club Band)

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966  การทำงานในสตูดิโอไม่เป็นไปอย่างที่ใจ พอล แม็คคาร์ทนีย์ต้องการ พวกเขาทำงานต่อเนื่องยาวนาน จบลงด้วยการกระทบกระทั่งระหว่างพอลกับสมาชิกที่เหลือ และเขาก็ผลุนผลันออกจากห้องบันทึกเสียงไปในช่วงก่อน 11 นาฬิกา

พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ขับรถออสตินของเขาไปท่ามกลางสายฝน และด้วยจิตใจเอื้ออารี เขาจึงรับหญิงสาวที่เดินกลางฝนติดรถไปด้วย เมื่อสาวผู้นั้นเห็นว่าคนที่เธอติดรถไปด้วยคือ พอล แม็คคาร์ทนีย์ผู้โด่งดังก็เกิดอาการคุมสติไม่อยู่เลย ทำให้พอลคุมรถไม่ได้ เสียหลักชนเสาสัญญาณโทรเลข หญิงสาวผู้นั้นไม่บาดเจ็บมาก และพยายามช่วยแต่รถเกิดไฟไหม้ ทำให้เธอต้องถอยห่าง ปล่อยให้พอลที่ช่วยตัวเองไม่ได้ติดอยู่ในรถ กว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาถึงและดับไฟรถได้เขาก็เสียชีวิตไปแล้ว

มีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าร่างที่ดำเป็นตอตะโกนั้นคือพอล แม็คคาร์ทนีย์แห่งเดอะบีทเทิลส์และการพยายามพิสูจน์เอกลักษณ์ฟันก็ไม่สำเร็จเนื่องจากฟันหักหมดในช่วงที่รถชน

สมาชิกที่เหลือของวงนำ วิลเลี่ยม แคมป์เบลล์ ผู้ชนะการประกวดคนหน้าเหมือน มาแสดงเป็นตัวพอล เพื่อเดินหน้าทางธุรกิจและไม่ให้แฟนเพลงเสียใจ

นักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่ง ติดตาม พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ ตั้งแต่เขาออกจากแอบบีโรดและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขารีบกลับไปเขียนข่าวทันที ส่วนทางตำรวจเมื่อได้ตรวจสอบทะเบียนรถ ก็ได้แจ้งให้ ไบรอัน เอ็ปสไตน์ ผู้จัดการวงเดอะบีทเทิลส์ทราบ

สิ่งแรกที่ไบรอัน เอ็ปสไตน์ ทำก็คือการเช็คข่าวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และเมื่อเขาทราบว่ามีนักข่าวท้องถิ่นได้เห็นเหตุการณ์และตีพิมพ์ข่าวก็ได้ติดสินบนเพื่อให้เก็บข่าวนี้ไว้ และติดสินบนตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เก็บเรื่องราวและหลักฐานไว้เป็นความลับ และประชุมสมาชิกที่เหลือว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป

ในตอนแรก สมาชิกที่เหลือคิดจะยุบวง แต่ในขณะนั้นพวกเขากำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ทั้งทางด้านการสร้างสรรค์ และมีสัญญาทางธุรกิจมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะทำวงกันต่อ แต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนเล่นเบส เพราะถ้าคนใหม่เข้ามาอาจจะไม่เป็นที่พอใจของแฟนเพลงและส่งผลทางลบกับวง

พวกเขาจึงตัดสินใจจะหาคนหน้าเหมือนมาเป็นสมาชิกในวง

การจัดประกวดคนหน้าเหมือนพอล – Paul Look-a-like จึงดำเนินขึ้นโดยให้คนทั่วไปเป็นคนลงคะแนนเสียง และผู้ชนะก็คือ วิลเลี่ยม แคมป์เบลล์ จากออนตาริโอ ประเทศแคนาดา และทำงานอยู่กับกรมตำรวจในออนตาริโอ้ และเขาก็หายตัวไปหลังจากที่ชนะการประกวด

…เพราะหลังจากนั้น เขาคือ พอล แม็คคาร์ทนีย์!!!

ร่องรอยบนหน้าปกอัลบั้ม

มีอะไรหลายอย่างที่โดนยกมาประกอบข่าวลือ เช่นหน้าปกอัลบั้มต่าง ๆ แต่ในที่นี้จะไม่หยิบเอาหน้าปกอัลบั้มที่ออกก่อนวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1966 มาพูดถึง เพราะมันโต้แย้งได้ง่ายเหลือเกินในข้อที่ว่า ถ้าพอล แม็คคาร์ทนี่ย์เสียชีวิตในวันนั้นแล้ว เดอะบีทเทิลส์จะปล่อยร่องรอยออกมาก่อนล่วงหน้าได้อย่างไร?

มาดูกันทีละเรื่อง เริ่มกันที่อัลบั้มต่าง ๆ โดยตัดเรื่องหลายเรื่องที่หาเหตุผลมาโต้แย้งได้ง่ายดายและชัดเจนออกไปมากแล้ว

อะ คอลเล็กชัน ออฟ บีทเทิลส์ โอลดีส์… บัท โกลดีส์ (A Collection of Beatles Oldies… But Goldies!) หน้าปกนี้เป็นภาพวาด ฝ่ายข่าวลืออ้างว่าที่เป็นภาพวาดเพราะว่า พอลเสียชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถถ่ายรูปของทางวงได้ (เหตุผลข้อนี้ไร้สาระพอสมควร เพราะในอัลบั้ม รีวอลเวอร์ ที่ออกมาก่อนหน้านั้น ก็เป็นภาพวาดเช่นเดียวกัน อีกอย่าง ถ้าจะหาภาพวงเดอะบีทเทิลส์เก่า ๆ มาใช้ก็คงไม่ยากนัก)

เซเจนท์ เป็ปเปอร์ โลนลีย์ ฮาร์ท คลับ แบนด์ หน้าปกนี้ใช้ประกอบข่าวลือหลายเรื่อง ตั้งแต่รูปแบบหน้าปกที่เหมือนกับการจัดงานศพ ผู้คนมากมายมาอยู่รวมกันด้วยความโศกเศร้า และในซีดีที่ออกมาในภายหลังมีข้อเขียนสั้นของ ปีเตอร์ เบล็ค ศิลปินผู้ออกแบบหน้าปกอัลบั้ม เขากล่าวถึงการพูดคุยเรื่องบุคคลที่เอามาลงหน้าปกกับ จอห์น เลนนอน, จอร์จ แฮริสัน และ ริงโก้ สตารร์ แต่ไม่พูดถึง พอล แม็คคาร์ทนี่ย์

นอกจากนี้ ดอกไม้ที่นำมาเรียงเป็นรูปกีตาร์ (หรือเบส) มีสายเพียง 3 สาย แทนสมาชิกที่เหลือเพียง 3 คน และพิจารณารูปร่างกีตาร์ดี ๆ มันจะเป็นตัว P แทนความหมายของ Paul

แมจิคัล มิสเทอรี ทัวร์ (Magical Mystery Tour) หน้าปกเป็นรูปสมาชิกวงในชุดวอลรัส ตัววอลรัสเป็นสัญลักษณ์ของศพในความเชื่อโบราณ (บ้างก็ว่าวอลรัสเป็นตัวแทนของความตายในความเชื่อของไวกิ้ง) และแม็คคาร์ทนี่ย์สวมชุดวอลรัสสีดำ

แอบบี โรด (Abbey Road) รูปสมาชิกกำลังเดินเรียงแถวข้ามถนนนั้น มีคนตั้งข้อสังเกตว่า จอห์น เลนนอนใส่ชุดขาวเปรียบเสมือนพระ ริงโก สตารร์ ใส่ชุดดำ แสดงความเศร้าและสูญเสีย (หรือวิญญาณ) พอล แม็คคาร์ทนีย์เป็นซากศพเพราะเดินเท้าเปล่าและก้าวขาผิดแปลกไปจากคนอื่น ปิดท้ายด้วย จอร์จ แฮริสัน ในฐานะสัปเหร่อ นอกจากนี้พอลยังคีบบุหรี่ด้วยมือขวา…ทั้งที่เขาเป็นคนถนัดซ้าย

ร่องรอยในบทเพลง

เพลง “วาย ดอนท์ วี ดู อิท อิน เดอะ โรด ?” ท่อนที่ร้องว่า Why don’t we do it in the road? เมื่อเอามาเล่นย้อนหลังจะได้ยินว่า Paul, really dead. I really want it out. พอลตายแล้ว

เพลง “เบิร์ธเดย์” ท่อนที่ร้องว่า I would like you to dance. (Birthday) Take a cha-cha-cha-chance. เมื่อเอามาเล่นย้อนหลังจะได้ยินว่า He’s dead, yes, yes, yes, yes, yes. (Dead, dead) He’s dead, we sing hallelujah เขาตายแล้ว ใช่ เขาตายแล้ว…

เพลง “เรฟโวลูชันนัมเบอร์ไนน์” ท่อนที่ร้องว่า “นัมเบอร์ไนน์” เมื่อเอามาเล่นย้อนหลังจะได้ยินว่า Turn me on, dead man. นอกจากนี้ เลข 9 ยังสื่อถึงวันที่ 9 ซึ่งเป็นวันเสียชีวิตของพอล แม็คคาร์ทนีย์

เพลง “ออล ทูเก็ตเตอร์ นาว” ท่อนที่ร้องว่า All together now. All together now. All together now. All together now เมื่อเอามาเล่นกลับหลังจะได้ยินว่า I buried Paul. I buried Paul. I buried Paul. I buried Paul. ฉันฝังพอล…

ความแตกต่างระหว่าง พอล แม็คคาร์ทนีย์ กับ วิลเลียม แคมป์เบลล์

ถึงแม้ว่า วิลเลียม แคมป์เบลล์ จะมีส่วนคล้ายพอลมากก็จริง แต่อย่างไรเขาก็ไม่ใช่พอล ดังนั้น จะมีตำหนิบางอย่างที่ไม่ตรงกับพอล อย่างเช่นริมฝีปากด้านบนจะบางกว่า จึงต้องมีศัลยกรรมตกแต่ง (และมีร่องรอยแผลเป็นทิ้งไว้เล็กน้อย สังเกตได้จากหน้าปกเลทอิทบี) ปรับแต่งคิ้วเล็กน้อยปัญหาหลักก็คือวิลเลี่ยมพูดสำเนียงสก็อตต์ เขาจึงต้องไปฝึกพูดใหม่ เพื่อให้ได้สำเนียงลิเวอร์พูลแบบพอล และเปลี่ยนจากการทำอะไร ๆ ด้วยมือขวา มาเป็นมือซ้ายแทน โดยเฉพาะการเล่นเบสในที่สาธารณะ แต่โดยรวมแล้ว คนภายนอกจะแยกความแตกต่างระหว่างพอลกับวิลเลียมไม่ได้เลย

ประเด็นสำคัญที่มีคนย้ำหลายครั้งก็คือ การที่พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ เป็นคนถนัดซ้าย แต่หลังจากปี ค.ศ. 1967 เป็นต้นมา เห็นภาพของพอลใช้มือขวาราวกับเป็นคนถนัดขวา เช่นภาพในบุ๊กเล็ต เมจิคัล มิสเทอรี ทัวร์ หน้า 4 จะเห็นว่าเขาถือไม้ด้วยมือขวา และในภาพยนตร์ เมจิคัล มิสเทอรี ทัวร์ เพลง “ฟูล ออน เดอะ ฮิล” จะเห็นว่าพอลคีบบุหรี่ออกจากปากด้วยมือขวา  ภาพร้องเพลงบนรถบัสก็จะเห็นพอลถือขวดเบียร์ด้วยมือขวา

ในวิดีโอเพลง “เพนนี เลน” จะเห็นเขาถือเบสเหมือนคนถนัดขวา ก่อนจะรีบเปลี่ยนไปอีกทาง ในบุ๊คเล็ทอัลบั้ม เลทอินบี…เน็คด์จะเห็นภาพพอลถือถ้วยชาด้วยมือขวา ใน แอนโธโลจี เพลง “ไอ วิล”ภาพระหว่างพวกเขาอยู่ในอินเดีย จะเห็นว่าพอลเล่นกีตาร์ด้วยมือขวา

จริง ๆ ฝ่ายเผยแพร่ข่าวลือยังมีหลักฐานสนับสนุนข่าวลืออีกมากมาย ขอผ่าน…

มันเป็นแค่ข่าวลือไร้สาระ

คำตอบจากพอล แม็คคาร์ทนีย์

นิตยสารไลฟ์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969 ได้ตีพิมพ์รูปพอล กับ ลินดา แม็คคาร์ทนี่ย์ และมีบทสัมภาษณ์ของ พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ เกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว ซึ่งเขาบอกว่า “บางทีข่าวลืออาจจะเกิดเพราะผมไม่ค่อยได้ปรากฏตัวในสื่อสาธารณะเท่าไหร่นัก ผมปรากฏตัวในสื่อสาธารณะมามากพอแล้วในชีวิตนี้ ผมไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ผมมีความสุขกับการได้อยู่กับครอบครัว จะทำงานเฉพาะเมื่ออยากทำงาน…”

โฆษณา

One Reply to “Paul is Dead”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.