Teen Idol in 1950s


ถ้าจะนิยามคำว่าทีนไอดอล (teen idol) อย่างง่ายที่สุดก็คือ “ขวัญใจวัยรุ่น” ส่วนใหญ่มักจะเป็นนักร้องหรือไม่ก็นักแสดงที่ยังมีอายุน้อยซึ่งทำให้วัยรุ่นคลั่งไคล้ได้ อันเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของธุรกิจที่ต้องการเจาะกลุ่มวัยรุ่น จึงได้สร้างใครสักคนให้เป็นภาพสะท้อนจินตนาการที่วัยรุ่นต้องการจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งให้วัยรุ่นหันมาสนใจ

คำว่าทีนไอดอลไม่ได้มีเฉพาะวงการดนตรี แต่ในบทความนี้จะเขียนเฉพาะที่เกี่ยวกับดนตรีเท่านั้น

ยุคที่ทีนไอดอลก้าวขึ้นมาสร้างบทบาทในธุรกิจดนตรี คือช่วงทศวรรษ 50 เมื่อเอลวิส เพรสลีย์ก้าวขึ้นมาครองใจวัยรุ่นทั้งด้วยดนตรีและบุคลิกส่วนตัว แต่แล้วเหล่าวัยรุ่นอเมริกันก็ต้องเคว้งคว้างเพราะเอลวิส เพรสลีย์ต้องไปเป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ที่เยอรมัน

ในช่วงนั้นก็มีบัดดี ฮอลลี่ (Buddy Holly) ซึ่งทำดนตรีสนุกสไตล์ร็อกอะบิลลี่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย  แต่น่าเสียดายที่บัดดีเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตกระหว่างการออกทัวร์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ค.ศ. 1959 ในเครื่องบินลำนั้นมี ริทชี วาเลนส์ (Ritchie Valens) กับ พี.เจ. ริชาร์ดสัน (P.J. Richardson) นักร้องร็อกอะบิลลี่ที่กำลังมาแรงอยู่ด้วย

ภาพพจน์ของบัดดี ฮอลลี่กลายเป็นแบบร่างของเหล่าทีนไอดอลในช่วงแรก ซึ่งบริษัทแผ่นเสียงเห็นช่องทางที่จะนำเสนอเด็กหนุ่มสาวหน้าตาดี ร้องเพลงพอใช้ได้ เพื่อมาเติมช่องว่างสำหรับคนที่ต้องการความสนุกสนานไม่ต้องคิดอะไรซีเรียสจริงจัง

สิ่งที่เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้จะต้องมีก็คือเสน่ห์ทางเพศ ไม่ว่าจะออกมาในเรื่องน้ำเสียง เนื้อหา และที่ขาดไม่ได้ก็คือหน้าตา หลายรายลอกเลียนรูปลักษณ์ของเอลวิส เพรสลีย์สมัยแรกหรือเจมส์ ดีน (Jame Dean) เป็นแบบอย่าง ส่วนดนตรีก็เป็นร็อกอะบิลลี่บ้าง ป็อปบ้าง ดนตรีจะออกมาดีหรือไม่ดีก็จะขึ้นอยู่กับทีมงานจัดการมากว่าจะให้นักร้องได้แสดงศักยภาพด้านการแต่งเพลงของตัวเองออกมา เพิ่งมาในยุคกระแสคลั่งสี่เต่าทองนี่เองที่นักร้องนักดนตรีจะประพันธ์เพลงเอง ก่อนหน้านั้นจะมีเพียงไม่กี่คนที่เขียนเพลงเอง

(พูดถึงสี่เต่าทองนี่ สมัยออกสามสี่ชุดแรกก็เป็นทีนไอดอลเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการเกี่ยวกับภาพลักษณ์เช่นการใส่สูท การตัดผม)

หลายคนมีภาพลักษณ์ไปในทางร็อกอะบิลลี่ แต่ดนตรีกลายเป็นดนตรีป็อป หลายคนเสียงธรรมดาไม่โดดเด่นแต่ภาพลักษณ์ดูดีสะอาดตาเสมอ คนแรกที่บุกเบิกในวงการดนตรีก็คือแพ็ต บูน (Pat Boone) ตามมาด้วยพอล แองกา (Paul Anka) ซึ่งเน้นเพลงบัลลาด ป็อป เป็นหลัก ส่วนริกกี เนลสัน (Ricky Nelson) จะออกไปทางร็อกแอนด์ดโรลนผสมคันทรี่

ยุคทองของทีนไอดอลเริ่มต้นด้วยศิลปินอย่างแฟร็งก์กี อวาลอน (Frankie Avalon) กับเฟเบียน  (Fabian) ซึ่งจะมีทีมโปรดักชั่นคอยดูแลอยู่ มีรายการโทรทัศน์ใช้ชื่อว่าดิไอดอลเพื่อที่จะสร้างกระแสความนิยมในตัวทีนไอดอลเหล่านี้รวมทั้งช่วยแจ้งเกิดให้อีกราย แต่หลังจากที่เดอะบีตเทิลส์ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก บรรดาทีนไอดอลเหล่านี้ก็เริ่มเสื่อมความนิยมลง บ้างก็หันไปเล่นภาพยนตร์บ้างก็เปลี่ยนแนวทางตัวเอง

Recommend for Teen Idol of 1950s

พอล แองกา

หนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงมาในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ก่อนจะหันเหแนวทางไปสู่การทำดนตรีป็อปผู้ใหญ่ เทียบกับทีนไอดอลหลายคนแล้วเขามีภาษีเหนือกว่าตรงที่เป็นนักแต่งเพลงเอง พอล แองกา เริ่มบันทึกเสียงตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และประสบความสำเร็จในปีค.ศ. 1957 ด้วยซิงเกิ้ลเพลง “ไดอานา” ที่เขาเขียนให้กับพี่เลี้ยงของเขาที่ชื่อไดอานา แต่พอถึงช่วงปีค.ศ. 1964 อันเป็นช่วงกระแสบีตเทิลมาเนีย เขาก็หยุดออกอัลบั้ม และหันไปทำภาพยนตร์และแต่งเพลงให้คนอื่น ล่วงเลยไปถึง 10 ปี คือในปีค.ศ. 1974 เขาถึงกลับมาออกอัลบั้มอีกครั้ง

อัลบั้มแนะนำ: 30th Anniversary Collection [Rhino, 1989]

เพลงแนะนำ: “Diana”, “It’s Time to Cry”, “Summer Gone”

แฟรงกี อวาลอน

แฟรงก์กี อวาลอนเป็นนักร้องหนุ่มที่เริ่มมาจากการเล่นร่วมกับวงร็อกโคแอนด์เดอะเซนต์ส เขามีเพลงฮิตอันดับหนึ่งครั้งแรกในปีค.ศ. 1959 ด้วยซิงเกิ้ล “วีนัส” กับ “วาย” แต่ความสำเร็จทางด้านดนตรีของเขาอยู่ในช่วงสั้นๆระหว่าง 1959 – 1962 เท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ผันตัวไปแสดงภาพยนตร์และประสบความสำเร็จกับภาพยนตร์เรื่อง บีชปาร์ตี และหลังจากนั้นเขาก็เน้นไปที่การแสดงภาพยนตร์เป็นหลัก

อัลบั้มแนะนำ: 25 All-Time Greatest Hits [Verese, 2002]

เพลงแนะนำ: “Venus”, “Just Ark Your Heart”, “You Are Mine”

แพ็ต บูน

ว่ากันว่านักร้องที่มีชื่อเสียงพอฟัดพอเหวี่ยงกับเอลวิส เพรสลี่ย์ ในช่วงปลายทศวรรษห้าสิบ มีแค่ แพ็ต บูน คนเดียวเท่านั้น เขามีเพลงติดท็อป 40 อยู่ถึง 38 เพลง และในปีค.ศ. 1957 ปีเดียวเขามีซิงเกิ้ลอันดับหนึ่งถึงสามเพลงคือ “ดอนท์ฟอร์บิดมี” “เลิฟเล็ตเตอร์อินเดอะแซนด์” และ “เอพริลเลิฟ” และก็มีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเองชื่อเดอะแพ็ต บูน-เชวีโชว์รูม

แต่พอเข้ายุคบริติชอินเวชั่น เขาก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมไป หันไปเอาดีทางร้องเพลงกอสเปลและจัดรายการวิทยุในทางที่เกี่ยวกับศาสนา แต่แล้วเขาก็สร้างความประหลาดใจในปีค.ศ. 1997  เมื่อออกอัลบั้ม โนมอร์มิสเตอร์ไนซ์กาย ซึ่งทุกเพลงที่เอามาร้องล้วนแต่เป็นเพลงฮาร์ดร็อก/เฮฟวีเมทัล

อัลบั้มแนะนำ: Pat Boone [Dot,1956], Stardust [Dot,1958],  20th Century Masters – The Millennium Collection: The Best of Pat Boone [MCA, 2000]

เพลงแนะนำ: “Chain of Love”, “Don’t Forbid Me”

เฟเบียน

แจ้งเกิดจากการแสดงในรายการ ดิ๊ก คลาร์กส์อเมริกันแบนด์สแตนด์ ด้วยบุคลิกที่มีเสน่ห์และสะอาดเรียบร้อย บทเพลงของเขาได้รับการดูแลจากทีมของด็อก โพมัส (Doc Pomus) และ มอร์ต ชูแมน (Mort Shuman) แต่ในช่วงที่กำลังโด่งดังในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เขาก็มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องสินบน ว่าบริษัทต้นสังกัดจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยให้กับสถานีวิทยุเพื่อให้เปิดเพลงของเขา นอกจากนี้ยังมีคนจับได้ว่ามีการใช้เทคนิคทางห้องบันทึกเสียงช่วยตกแต่งแก้ไขเสียงร้องของเขาให้ดีขึ้นด้วย จากนั้นชื่อเสียงเขาก็เงียบไป

อัลบั้มแนะนำ: Fabulous Fabian [Chanceller, 1959], Hold That Tiger [Chanceller, 1959], This is Fabian (1959 -1961)- The Best of [ACE, 1999]

เพลงแนะนำ: “About This Thing Call Love”, “I’m a Man”, “Tiger”

ริกกี เนลสัน

ถึงแม้ว่าความสามารถทางด้านดนตรีของเขาจะไม่มากนัก แต่ว่าริกกี เนลสันก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างความบันเทิงที่ดีมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะการนำเสนอดนตรีร็อกในท่วงทำนองป็อปที่ออกมาลงตัว ฟังติดหูง่ายเน้นความสนุกสนานและฟังสบายผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี กล่าวกันว่าในช่วงปีค.ศ. 1957 – 1962 นั้น ถ้าไม่นับเอลวิส เพรสลีย์แล้วความสำเร็จของเขาตีคู่มากับแพ็ต บูนแบบไม่ห่างกันมาก

อัลบั้มแนะนำ: Ricky Nelson [Imperial, 1958], Rick is 21 [Imperial, 1961]

เพลงแนะนำ: “Hello Mery Lou”,

รอย ออไบสัน

เทียบกับทีนไอดอลหลายคนแล้ว รอย ออไบสันมีจุดเด่นด้านเสียงร้องมากกว่าคนอื่น ด้วยน้ำเสียงนุ่มของเขาทำให้บทเพลงออกไปทางบัลลาดเป็นที่นิยมอย่างสูง ส่วนตัวเขาเองมักจะทำเพลงออกไปในทางคันทรีเสียมากกว่า

ช่วงกลางทศวรรษ 1960 เขาเผชิญมรสุมชีวิตหลายอย่าง ทั้งเรื่องกระแสดนตรีที่เปลี่ยนไป รวมไปจนถึงการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของภรรยา สองปีต่อมาลูกชายสองคนเสียชีวิตในกองเพลิง ทำให้เขาเงียบหายไป จนกระทั่งทศวรรษ 1970 เขาหันไปสนใจดนตรีคันทรีจริงจัง แต่ว่าเพลงที่เขาร้องเองกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก นักร้องคนอื่นเอาเพลงของเขาไปร้องกลับประสบความสำเร็จมากกว่า

ออไบสันเป็นทีนไอดอลไม่กี่คนที่กลับมาดังได้ในทศวรรษ 1980 (อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลจากเพลง “โอพรีตตีวูแมน” ที่ไปประกอบอยู่ในภาพยนตร์ พรีตตีวูแมน ก็เป็นได้) นอกจากนี้ยังร่วมทีมกับ จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) ทอม เพ็ทตี (Tom Petty) และเจฟฟ์ ลินน์  (Jeff Lynne) ทำวงซูเปอร์กรุ๊ปในนามเดอะทราเวลลิงวิลเบอรีด้วย

อัลบั้ม แนะนำ: Roy Orbison-The Anthology [Orbison Rec. 1999)

เพลงแนะนำ: “Oh Pretty Women” , “Crying”

คลิฟฟ์ ริชาร์ด

เปิดตัวมาด้วยภาพลักษณ์คล้ายกับเอลวิส เพรสลี่ย์และประสบความสำเร็จด้วยดีกับอัลบั้มแรก มูฟอิต ในปีค.ศ. 1958 และประสบความสำเร็จต่อเนื่องในประเทศอังกฤษยาวนาน ช่วงระหว่างปีค.ศ. 1958 – 1969 เขามีเพลงติดท็อป 20 ในอังกฤษไม่ต่ำกว่า 40 เพลง และจะบอกว่าเขาเป็นทีนไอดอลคนเดียวที่ประสบความสำเร็จยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ผิดนัก

อัลบั้มแนะนำ: Cliff [EMI, 1959] Me and My Shadow [EMI, 1962]

เพลงแนะนำ: “Dreaming”, “Devil Woman”, “Living Doll”

บ็อบบี ไรเดลล์

เริ่มต้นด้วยการออกรายการโชว์ของ พอล ไวต์แมน (Paul Whiteman) และประจำรายการนี้อยู่ถึงสามปี ก่อนที่จะออกมาก่อตั้งวงดนตรีร็อกโคแอนด์เดอะเซนต์ในฐานะมือกลอง (เพื่อนร่วมวงนี้ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือแฟร็กกี อวาลอนเป็นคนเป่าทรัมเป็ต) หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันออกไปทำงานเดี่ยว เขาได้ออกซิงเกิ้ลแรก “คิสซิงไทม์” ในปีค.ศ. 1959 ประสบความสำเร็จด้วยดี และเป็นทีนไอดอลในกลุ่มแรกที่ผันตัวเองไปร้องตามไนต์คลับและยึดเป็นอาชีพหลักในเวลาต่อมา

อัลบั้มแนะนำ: An Era Reboen [Cameo, 1962]

เพลงแนะนำ: “Forget Him”, “Wild One”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.