Mozart


I

โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ตเป็นนักประพันธ์เพลงคลาสสิกผู้ยิ่งใหญ่ยุคต่อจากโยฮัน เซบาสเตียน บาค กล่าวคือถ้าโยฮัน เซบาสเตียน บาคเป็นตัวแทนความรุ่งเรืองของดนตรีในยุคบาโรก โมสาร์ตก็เป็นตัวแทนของสมัยคลาสสิกที่มีรูปแบบโครงสร้างการประพันธ์ที่ค่อนข้างเคร่งครัด เน้นท่วงทำนองหลักให้เด่นขึ้นโดยลดทอนบทบาทของแนวเสียงประสานแบบเคาเตอร์พอยต์ (อันเป็นเอกลักษณ์ในดนตรียุคบาโรกของบาค) ลงไปมาก อีกทั้งเป็นสมัยที่เน้นไดนามิกซ์ของเสียงดนตรี (ความดัง-ค่อยของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด) มากขึ้น

II

ตัวอย่างการประพันธ์เพลงให้มีท่วงทำนองโดดเด่นขึ้นมาตามแบบดนตรีในยุคคลาสสิคัลก็คือท่อนสุดท้ายของเปียโน โซนาต้าหมายเลข 11 ที่รู้จักกันในชื่อ เตอรกิชรอนโด (Turkish Rondo) ซึ่งเขาใช้บทเพลงมาร์ชของทหารตุรกีมาเป็นแม่แบบในการประพันธ์ ซึ่งในสมัยนั้นดนตรีมาร์ชของทหารตุรกีได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักประพันธ์ดนตรีหลายคน อย่างเช่นไฮเดินและเบโธเฟน  สำหรับโมสาร์ตยังใช้ดนตรีตุรกีในงานอื่นของเขาอีก เช่น งานโอเปรา ดิแอ็บดักชันฟรอมเดอะเซรากลีโอ (The Abduction from the Seraglio)

III

โมสาร์ตฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มจับเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน คลาเวียร์ ออร์แกน ตั้งแต่อายุได้เพียง 3 ขวบ (พ่อของเขาคือ ลีโอโพล โมสาร์ตเป็นทั้งนักดนตรีและครูสอนดนตรีด้วย) ที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นก็คือเมื่ออายุเพียง 8 ขวบเขาก็ประพันธ์ ซิมโฟนี่หมายเลข 1 สำเร็จ โดยขณะนั้นเขาเป็นที่รู้จักทั่วยุโรปในฐานะของเด็กอัจฉริยะที่บรรเลงไวโอลินได้ยอดเยี่ยมเกินอายุ  และเมื่ออายุ 11 ปี เขาก็ประพันธ์ อะพอลโล เอ็ต ไฮยาซินธัส (Apollo et Hyacinthus) โอเปราเรื่องแรกของเขา

IV

เนื่องจากพ่อของโมสาร์ตเป็นครูสอนดนตรีและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากในยุโรป ทำให้เขาต้องตระเวนไปตามประเทศต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดงดนตรีโดยพาโมสาร์ตไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่โมสาร์ตอายุ 7 – 15 ปี เขาใช้เวลาในการท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปโดยตลอด ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับนักดนตรีมากมาย อย่างเช่นโยฮัน คริสเตียน บาค (ลูกชายคนที่ 11 ของโยฮัน เซบาสเตียน บาค) ซึ่งมีอิทธิพลต่องานของโมสาร์ตในช่วงแรกมากทีเดียว การเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ทำให้โมสาร์ตสั่งสมประสบการณ์และรับเอาดนตรีหลากหลายรูปแบบมาประยุกต์ใช้กับงานดนตรีของเขา

V

ความเป็นอัจริยะของโมสาร์ตอย่างหนึ่งก็คือ เขาประพันธ์เพลงโดยเรียบเรียงเสียงต่างๆ เอาไว้ในหัวเรียบร้อยแล้วค่อยมาเขียนเป็นโน้ต และภายหลังมีคนมาคำนวณการเคลื่อนตัวของโน้ตแต่ละตัวของเขาว่ามันสมบูรณ์แบบมาก กระทั่งเมื่อประมาณต้นทศวรรษ 1990s มีงานวิจัยว่าคนที่ฟังดนตรีของโมสาร์ตเป็นประจำจะมีทักษะทางคณิตศาสตร์และตรรกะดีขึ้น และนำไปสู่การค้นคว้าและวิจัยตามมาอีกมากมาย

VI

ดอน แค็มเบ็ล เขียนหนังสือชื่อ โมสาร์ตเอ็ฟเฟ็ค ในปีค.ศ. 1997 โดยมีทฤษฎีว่าดนตรีของโมสาร์ตจะช่วยให้คนฟังผ่อนคลายความเครียดและฉลาดขึ้น หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและเกิดเป็นกระแสตื่นตัวในการหาดนตรีของโมสาร์ตมาฟัง บางทีมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงขั้นว่าแม้แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังหลงใหลดนตรีของโมสาร์ต เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม ในปีค.ศ. 1999 มีรายงานบางชิ้นเตือนผู้ปกครองว่าไม่ใช่ทุกเพลงของโมสาร์ตจะเหมาะสำหรับเด็ก เพราะบางเพลงมีความเครียดสูง อย่างเช่น ซิมโฟนี่หมายเลข 40 เป็นต้น

บทเพลงของโมสาร์ต ที่แนะนำให้เด็กฟัง

แวเรียชันออน “อาห์ วัส ดีเรส-เจ มามาน” (Variations on “Ah vous dirais-je, Maman)  (ทำนองหลักของเพลงนี้เอามาใช้ในเพลงสำหรับเด็ก “ทวิงเกิลทวิงเกิลลิตเติลสตาร์” (Twinkle Twinkle Little Star) แต่ว่า โมสาร์ตไม่ใช่คนคิดทำนองหลักของเพลง เขานำเอาทำนองเพลงพื้นบ้านของฝรั่งเศสเพลงหนึ่งมาใช้)

Quartet for flute, violin, viola & cello No. 3

Serenade No. 9 for orchestra in D major

String Quartet No. 20 in D major

บทเพลงของโมสาร์ตที่เชื่อว่าฟังแล้วจะฉลาดขึ้น

Sonata for violin & piano No. 24 in F major

Serenade No. 13 for strings in G major

Symphony No. 14 in A major

Violin Concerto No. 4 in D major

VII

ถึงแม้ว่าเขาจะอายุสั้นมาก (เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 36 ปี) แต่ว่าเขาประพันธ์เพลงเอาไว้ มากมาย ครอบคลุมทั้งโอเปรา ซิมโฟนี่ คอนแชร์โต โซนาตา และอีกมากมายจนแทบจะเรียกได้ว่าโมสาร์ตประพันธ์เพลงได้ครอบคลุมทุกประเภท โดยงานดนตรีของเขาได้รับอิทธิพลแนวคิดจากนักคิดนักเขียนในยุคเอนไลต์เทนเมนต์ (หรือที่เรียกว่ายุคของเหตุผล) ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดหลายอย่างในยุคนั้น ทั้งทางด้านแนวคิดประชาธิปไตย การเมือง สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค

งานของโมสาร์ตมีความหลากหลายมาก บางชิ้นเขานำเอากลิ่นอายของดนตรีในยุคบาโรก ตามแบบโยฮัน เซบาสเตียน บาคมาใช้อย่างใน ซิมโฟนี่หมายเลข 29 แต่งานท้ายอย่าง ซิมโฟนี่หมายเลข 41 มันแสดงถึงลักษณะบางอย่างของดนตรีในยุคโรแมนติก (ที่ต่อมาเบโธเฟนนำเอาไปพัฒนาต่อ) โอเปราก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่น การแต่งงานของฟิการา (The Mariage of Figara) เป็นโอเปราในสไตล์ที่เรียกว่า โอเปราบัฟฟา แต่งานช่วงต่อมา อย่างเช่น ไอโดเมนนีโอ (Idomeneo) จะเป็นโอเปราในสไตล์โอเปราซีเรีย (อาจจะเทียบได้ง่าย ๆ ว่าบัฟฟาเป็นโอเปราสำหรับชาวบ้านใช้ภาษาและทำดนตรีเข้าถึงสามัญชนมากกว่า ส่วนโอเปร่าแบบซีเรียเป็นโอเปราใช้ภาษาหรูหราและประดิษฐ์ประดอยดนตรีสำหรับบรรดาราชวงศ์และขุนนางชั้นสูง)

VIII

ตัวอย่างความเป็นนักบุกเบิกและทดลองสิ่งใหม่ของโมสาร์ตสัมผัสได้ชัดเจนใน ขลุ่ยวิเศษ (The Magic Flute) ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบดนตรีในยุคโรแมนติกหลายอย่าง เบโธเฟ่นนำแนวคิดหลายอย่างของโมสาร์ตไปปรับใช้จนเป็นดนตรีในยุคโรแมนติก อย่างเช่นเสียงร้องก็ยังใช้เสียงที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ในสมัยนั้น แต่โมสาร์ตก็สร้างตัวช่วยให้นักร้องโดยใช้เสียงเครื่องสายเป็นตัวนำทางให้นักร้องโหนเสียงได้สะดวกขึ้นโดยไม่หลงคีย์

IX

ผลงานชิ้นสุดท้ายที่โมสาร์ตประพันธ์เอาไว้คือ บทสวดส่งวิญญาณในบันไดเสียงดีไมเนอร์ (Requiem Mass in D minor) ซึ่งปัจจุบันนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าผลงานไหนคืองานชิ้นสุดท้ายของโมสาร์ตกันแน่ และมีงานไหนบ้างที่เพื่อนสนิทของเขา ฟรานซ์ เซเวีย ซูสมาเยอร์ (Franz Xaver Süssmayr) เป็นคนเขียนต่อจนจบ เพลงนี้ระบุว่าฟรานซ์ประพันธ์ต่อจนจบ โดยที่ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเขาประพันธ์ต่อมากแค่ไหน ปัญหาหลักคือภรรยาของโมสาร์ตเก็บความลับเกี่ยวกับเรื่องดนตรีในช่วงบั้นปลายชีวิตของโมสาร์ตเอาไว้ ด้วยเหตุผลทางการเงิน (แน่นอน…เพลงที่ประพันธ์โดยโมสาร์ตย่อมเป็นทรัพย์สินที่มีค่าของเธอ) และเมื่อเธอแต่งงานใหม่กับ ยอร์ก นิโคลัส วอน นิสเซน ซึ่งต่อมาเขียนประวัติของโมสาร์ตซึ่งน่าจะเป็นประวัติที่ถูกต้องเพราะมีภรรยาของโมสาร์ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ดี กลายเป็นว่ามีข้อมูลที่บิดเบือนเกินจริงหลายเรื่อง

X

เรื่องราวเกี่ยวกับบั้นปลายชีวิตของโมสาร์ตส่วนใหญ่จะมีการเล่าสู่กันฟังในทำนองว่าเขายากจนแม้แต่ศพยังต้องไปฝังในที่ฝังศพสาธารณะของคนอนาถา แต่ว่า ในความเป็นจริง มีหลักฐานหลายชิ้นแสดงว่าโมสาร์ตไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดนั้น เพราะถึงแม้ว่าดนตรีของเขาจะเสื่อมความนิยมลงไปบ้างในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ว่าเขาก็ยังมีรายได้จากอีกหลายทางทั้งจากราชสำนักเวียนนา และจากงานดนตรีของเขาในอีกหลายที่ในยุโรป เพียงแต่การใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเขาอาจะทำให้เขามีปัญหาด้านการเงินเป็นระยะ ส่วนศพของเขาฝังในสุสานชุมชนตามกฎหมายของออสเตรียที่ตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1784 โดยฝังอยู่ในสุสานโบสถ์เซนต์มาร์ก (ซึ่งเป็นที่ฝังร่างของผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคน) แต่เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายป้ายจารึกบนหลุมศพ จนไม่อาจจะระบุได้ว่าศพแท้จริงของโมสาร์ตอยู่ที่ใด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.