Listening Diary

Whitesnake (A.K.A. 1987)


อัลบั้ม ไวต์สเน็ก (หรือที่เรียกกันว่า 1987 ตามปีที่วางจำหน่าย เพื่อไม่ให้สับสนกับอัลบั้ม ไวต์สเน็ก ของเดวิด คัฟเวอร์เดล) เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียง ความนับถือ และยอดจำหน่าย

แต่กว่าจะทำอัลบั้มนี้สำเร็จ มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องสมาชิกวงที่เรื้อรังมาตั้งแต่ก่อนทำอัลบั้ม สไลด์อิตอิน เสียอีก

หน้าปกอัลบั้ม สไลด์อิตอิน

ช่วงทำอัลบั้ม สไลด์อิตอิน มีการเปลี่ยนสมาชิกหลายคน โดยเอียน เพซออกจากวงไปก่อนทำอัลบั้มเพราะรู้สึกว่าเดวิด คัฟเวอร์เดลกำลังเปลี่ยนทิศทางดนตรีไปจากเดิม โคซี พาวลล์มือกลองผู้ยิ่งใหญ่เข้ามาร่วมวงแทน

ไวต์สเน็ก ช่วงปีค.ศ. 1984

มิกกี มูดีมือกีตาร์ของวงในช่วงนั้นให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในช่วงนั้นว่า

 “ผมตระหนักเมื่อเราเริ่มซ้อมกันก็รู้สึกมันไม่เหมือนวงเดิมที่เคยเป็น มันไม่ใช่วงอย่างที่ควรจะเป็นด้วย  เมล กัลป์ลีย์มีพรสวรรค์ เป็นนักร้องที่ดี เป็นมือกีตาร์ที่เยี่ยม แต่ก็ไม่ได้ทำให้วงออกมาดี โคซีเป็นมือกลองผู้ยิ่งใหญ่ ผมนับถือเขามาก แต่เมื่อเขาตีกลอง เพลงมันไม่เหมือนกับไวต์สเน็กในช่วงแรกเลย โคซี พาวลล์แนะนำมือเบสชื่อคอลิน ฮอดจ์คินสัน ผมกับเดวิดรู้จักคอลินตั้งแต่ยุค 60 เขาเป็นตำนานมือเบสที่เล่นในสายแจ๊สและบลูส์แต่เขาไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นมือเบสของไวต์สเน็กเลย ดนตรีเริ่มหนักไปทางเฮฟวีเมทัล บางทีอาจจะได้อิทธิพลมาจากโคซี  เขาเป็นมือกลองที่ตีหนักกว่าเอียน เพซ เหมือนประกายไฟลุกโชติช่วง แต่ว่ามันไม่ใช่ทางของผม สำหรับผมดูเหมือนว่าโคซีอยากจะให้วงหนักและแพรวพราวกว่าเดิม บางทีเขาอาจจะอยากให้มีมือกีตาร์ที่ชอบเล่นคันโยก จอห์น ไซค์น่าจะเหมาะกับสิ่งเหล่านั้น และโคซีเป็นคนที่ชอบให้ทุกอย่างออกมาดูดี…

…บรรยากาศในช่วง สไลด์อิตอิน มันเปลี่ยนไปมาก ตอนที่ผมอยู่ในสตูดิโอ ผมรู้สึกว่ามันคืออัลบั้มของเดวิดกับโคซี…”

มิกกี มูดี ร่วมงานกับเดวิด คัฟเวอร์เดลมาตั้งแต่สมัยเป็นวงเดอะไวต์สเน็กแบนด์ที่เล่นแบ็คอัปให้เดวิด คัฟเวอร์เดล ตั้งแต่เดวิดออกจากดีพเพอเพิลและมูดีไม่ได้เป็นแค่มือกีตาร์รับจ้างเล่นในวง เขาร่วมเขียนเพลงและกำหนดทิศทางดนตรีให้คัฟเวอร์เดลด้วย

หลังจากที่เดวิดออกอัลบั้มเดี่ยวมาสองชุด เขาก็ตัดสินใจว่ามันควรเป็นวงดนตรีมากกว่าเป็นงานเดี่ยว เพราะบทบาทของสมาชิกคนอื่นมีส่วนร่วมในงานของเขาไม่น้อย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน สมาชิกในวงเปลี่ยน อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยน ความสัมพันธ์ภายในวงเลวร้ายลงทุกที และท้ายสุดมิกกี มูดีก็ตัดสินใจลาออก

มิกกีบรรยายความรู้สึกถึงเหตุผลที่สำคัญว่า…

“กลายเป็นว่าผมกับเดวิดไม่ใช่เพื่อนและเขียนเพลงร่วมกันไม่ได้ เดวิดไม่พูดอะไรกับผม เขาไม่สังสรรค์กับผมอีกต่อไป เดวิดกลายเป็นคนที่…เมื่อสัก 5 หรือ 6 ปีก่อนเคยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม” มิกกียังเล่าว่าเขาบอกผู้จัดการทัวร์ว่าต้องการประชุมสมาชิกวง แต่ปรากฏว่าเดวิด คัฟเวอร์เดลไม่ยอมมาประชุม นั่นทำให้เขารู้สึกว่าเดวิดไม่สนใจเพื่อนร่วมวง

มีอยู่คืนหนึ่งในเยอรมัน เราเล่นงานเดียวกับวงธินลิซซีซึ่งจอห์น ไซค์เป็นมือกีตาร์ กลับมาถึงโรงแรมแล้วเดวิดก็ยังคุยกับจอห์น ไซค์ไม่เลิก ผมนั่งเงียบอยู่ จู่จู่ เดวิดก็หันมาชี้นิ้วใส่ผม บอกว่า ‘อย่าหันหลังให้คนดูอีก’ ผมก็ ‘ว่าไงนะ’ เขาบอก ‘มันดูไม่เป็นมืออาชีพ’ เขาพูดต่อหน้าจอห์น ไซค์ ทำให้ผมรู้สักตัวลีบ และคิดว่าพอกันที ผมเกือบจะพูดไปแล้วว่า ‘เอาเขาเข้าวงเลย’ ผมรู้ว่าเขาอยากได้คนอย่างจอห์น ไซค์มาร่วมวง เพราะเขาดูดีและเล่นกีตาร์เยี่ยม และผมก็ตัดสินใจออกจากวงเมื่อทัวร์นั้นจบลง…”

แน่นอนว่าจอห์น ไซค์เข้ามาเป็นมือกีตาร์แทนมิกกี มูดี ในเวลาไล่เลี่ยกันเดวิดไล่คอลิน ฮอดจ์คินสันออกจากวงด้วยเหตุผลว่าการเล่นไม่เข้ากับสไตล์ของวงในตอนนั้น เปิดทางให้นีล เมอร์เรย์เข้ามาเล่นเบสแทน และไม่นานหลังจากนั้น จอน ลอร์ด ก็ลาออกเพื่อไปร่วมรียูเนียนกับดีพเพอเพิลยุคมาร์กทู

เดวิด คัฟเวอร์เดลรู้สึกว่าไวต์สเน็กมาถึงจุดจบแล้ว เขาคิดจะยุบวงและหันไปออกงานเดี่ยวหรือไม่ก็ตั้งวงดนตรีใหม่แทนแต่จอห์น คาลอดเนอร์ผู้จัดการฝ่ายค้นหาและพัฒนาศิลปิน (A&R Executives) ของเกฟเฟนเร็คคอร์ดมองว่าวงไวต์สเน็กมีศักยภาพเพียงพอ เขาอาศัยความคุ้นเคยโน้มน้าวให้เดวิด คัฟเวอร์เดล เซ็นสัญญาทำอัลบั้มออกวางจำหน่ายในอเมริกากับเกฟเฟน (ส่วนอื่นนอกเหนืออเมริกายังเป็นอีเอ็มไอ) และทำงานในนามไวต์สเน็กต่อ

เดวิด เกฟเฟน ประธานบริษัทเกฟเฟนตั้งข้อสังเกตว่าจุดอ่อนของอัลบั้ม สไลด์อิตอิน อยู่ที่การมิกซ์เสียงราบเรียบเกินไป เจาะตลาดอเมริกายาก  จึงขอให้บันทึกเสียงบางส่วนและมิกซ์เพลงทั้งอัลบั้มใหม่ ทำให้งานชุด สไลด์อิตอิน มีสองเวอร์ชัน เล่นโดยมือกีตาร์และเบสคนละคนกัน เวอร์ชันที่จำหน่ายในอเมริกามีจอห์น ไซค์เป็นมือกีตาร์ และนีล เมอร์เรย์เล่นเบส โดยมีคีธ โอลเซนเป็นคนมิกซ์เสียง

และนั่นเป็นการมุมมองทางการตลาดที่เฉียบคม เพราะ สไลด์อิตอิน ปักธงในอเมริกาได้เป็นครั้งแรก ติดอันดับท็อป 50 ของบิลบอร์ดชาร์ตทำยอดจำหน่ายหลายแสน (และเกินล้านในเวลาต่อมา) แต่โคซี พาวลล์กลับลาออกไปจากวงด้วยเหตุผลส่วนตัว

กลางปีค.ศ. 1985 เดวิด คัฟเวอร์เดล จอห์น ไซค์ และนีล เมอร์เรย์ ซุ่มทำเพลงที่ประเทศฝรั่งเศส และย้ายกลับมาปักหลักซ้อมกันที่ลอสแอนเจลิส โดยมีเอนสลี ดันบาร์เป็นมือกลอง จากนั้นก็ไปประเทศแคนาดาเพื่อเข้าห้องบันทึกเสียงกันในช่วงต้นปีค.ศ. 1986 โดยมีไมก์ สโตนเป็นโปรดิวเซอร์ แต่ระหว่างบันทึกเสียงในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1986 เดวิด คัฟเวอร์เดลกลับมีปัญหาทางด้านเสียงร้องและเมื่อตรวจก็พบว่าติดเชื้อที่บริเวณไซนัส ทำให้ร้องเพลงไม่ได้และแพทย์ผู้รักษาก็ไม่รับประกันว่าจะกลับมาร้องเพลงได้อีก

หลังจากหยุดทำงาน 8 – 9 เดือนโดยไม่รู้อนาคตว่าเดวิด คัฟเวอร์เดลจะกลับมาร้องเพลงได้อีกหรือเปล่า จอห์น ไซค์กับไมก์ สโตน เริ่มหมดความอดทนรอผลการรักษาที่ยาวนานของเดวิด คัฟเวอร์เดล และพยายามหาทางของพวกเขาเอง

จอห์น ไซค์พูดุคยกับจอห์น คาลอดเนอร์ ว่าต้องเปลี่ยนตัวคัฟเวอร์เดลเป็นนักร้องนำคนอื่น เพราะไม่แน่ใจว่าเดวิดจะทำอะไรได้อีกหรือไม่  แต่วัตถุดิบต่าง ๆ ที่มีอยู่มันเยี่ยมมาก เขาไม่ต้องการให้มันเสียเปล่าเพียงเพราะเดวิดร้องเพลงไม่ได้ ไมก์ สโตนสนับสนุนความคิดนี้ และวางแผนถึงขั้นว่าจะจ่ายเงินลิขสิทธิ์ให้เดวิดทว่าจอห์นทัดทานความคิดนี้เพราะมองออกว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นจะเกิดปัญหาทางกฎหมายตามมาอีกมากมาย เพราะเดวิดคือคนเซ็นสัญญากับบริษัทและกรรมสิทธิ์ชื่อวงยังเป็นของเขา

เมื่อเรื่องราวเหล่านี้เข้าหูเดวิด เขาก็ไล่จอห์น ไซค์และไมก์ สโตนออกทันที

หลังจากรักษาตัวอยู่เกือบปี เดวิด คัฟเวอร์เดลกลับมาทำงานต่อโดยงานส่วนใหญ่จอห์น ไซค์ได้วางรากฐานเอาไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว ขาดเพียงแค่เสียงร้องเท่านั้นเดวิด คัฟเวอร์เดลดึงรอน เนวิสันมาทำหน้าที่โปรดิวซ์ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นคีธ โอลเซนซึ่งเคยโปรดิวซ์ สไลด์อิตอิน (เวอร์ชันอเมริกา) รับช่วงโปรดิวซ์ต่อ เพิ่มเสียงคีย์บอร์ดโดยดอน แอรี กับบิล คูโม มิกซ์เพลงใหม่จนอัลบั้มเสร็จสมบูรณ์

เมื่ออัลบั้มเสร็จสิ้นเดวิด คัฟเวอร์เดลก็หาสมาชิกวงใหม่ตัวเลือกแรกคือ เอเดรียน แวนเดนเบิร์ก มือกีตาร์ชาวเนเธอแลนด์แห่งวงแวนเดนเบิร์กที่มีฝีไม้ลายมือไม่แพ้ใครเดวิด คัฟเวอร์เดลเคยทาบทามเอเดรียน แวนเดนเบิร์กตั้งแต่ปีค.ศ. 1982 แต่ขณะนั้นวงแวนเดนเบิร์กกำลังไปได้สวย มีซิงเกิล “เบิร์นนิงฮาร์ต” ติดท็อป 40 ทำให้เอเดรียน แวนเดนเบิร์กปฏิเสธข้อเสนอของเดวิด คัฟเวอร์เดล จนกระทั่งปี ค.ศ. 1986 เขายุบวงแวนเดนเบิร์กและรับเชิญมาเล่นโซโลกีตาร์ในเพลง “เฮียร์ไอโกอะเกน” หลังจากนั้นก็ตอบรับข้อเสนอเข้ามาเป็นมือกีตาร์วงไวต์สเน็ก

คัฟเวอร์เดลมองหามือกีต้าร์เสริมอีกคน ด้วยความหลงใหลในเสียงกีตาร์คู่

“ผมชอบความคิดแบบนี้ ผมหลงใหลเสียงกีตาร์สองตัวประสานกัน มันอาจจะมีอยู่ช่วงที่จอห์นเป็นมือกีตาร์เพียงคนเดียวของวง เขามีพลังเพียงพอที่จะเล่นกีตาร์ได้ครอบคลุมทั้งหมด แต่ตอนที่เราอยู่แคนาดา ผมเห็นสตีฟ วายรับบทมือกีต้าร์ปิศาจในภาพยนตร์ครอสโรดส์ตอนนั้นเขาทำให้ผมอึ้งไปเลย ผมคิดว่าเขาน่าจะเข้าคู่กับจอห์นได้สมบูรณ์แบบ เป็นคู่หูที่น่าเกรงขามที่สุด เขาเล่นกีตาร์แตกต่างไปจากจอห์น อย่างที่คุณจินตนาการออกนั่นแหละ จอห์นไม่ชอบแนวคิดนั้น ผมลองพูดคุยกับเขาเรื่องนี้นะ แต่จอห์นคิดว่ามันไม่ออกมาดี ผมก็เก็บความคิดนั้นเอาไว้กับตัวจนกระทั่งสตีฟออกจากวงของเดวิด ลี ร็อธ”  

แต่คนที่เข้ามาเป็นมือกีตาร์อีกคนในวงคือวิเวียน แคมป์เบลล์ อดีตมือกีตาร์วงดีโอ้ซึ่งเป็นมือกีตาร์สำเนียงดุดัน (โดยมีอัลบั้มแรก ๆ ของดีโอเป็นพยาน) น่าจะเข้ามาทดแทนภาคริธึมอันหนักแน่นทรงพลังที่จอห์น ไซค์วางเอาไว้ได้ และสมาชิกคนอื่นที่เข้ามาก็ทำให้กลายเป็นวงซูเปอร์กรุ๊ป เพราะสมาชิกแต่ละคนล้วนมีชื่อเสียงมาก่อนทั้งสิ้น เอเดรียน แวนเดนเบิร์ก (กีตาร์) มีชื่อเสียงมาจากแวนเดนเบิร์ก วิเวียน แคมป์เบลล์ (กีตาร์) เคยอยู่วงดีโอ รูบี ซาร์โซ (เบส) เคยอยู่ไควเอ็ตไรอัต ทอมมี อัลดริดจ์ (กลอง) เคยอยู่กับหลายวงรวมทั้งวงของออสซี ออสบอร์น สมาชิกในยุคนี้ไม่ได้ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้ม ยกเว้นเอเดรียน แวนเดนเบิร์กได้เล่นโซโลกีตาร์ใน “เฮียร์ไอโกอะเกน”

แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ระหว่างเดวิด คัฟเวอร์เดลกับวีเวียน แคมป์เบลล์ไม่สู้ดีนักเดวิดเคยให้สัมภาษณ์ว่าวิเวียนเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของไวต์สเน็ก และใช้คำว่า “brought bad vibes into the band” (แต่ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์ในช่วงนั้น เดวิดไม่ค่อยพูดถึงอดีตสมาชิกดีเท่าไหร่ ต่างจากตอนอยู่ในวงจะพูดถึงในแง่ดี)

สำหรับจำนวนเพลงที่วางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นเสียงจะไม่มีเพลง “ลุคกิงฟอร์เลิฟ” และ “ยูร์กอนนาเบรกมายฮาร์ตอะเกน” ด้วยเหตุผลว่าความยาวของอัลบั้มในแผ่นเสียงโดนจำกัดอยู่ที่หน้าละ 20 นาที แต่เพลงทั้งหมดในงานชุดนี้ยาวกว่านั้น

“เราโดนข้อจำกัดเรื่องเวลาในแผ่นเสียง บวกกับในสมัยนั้นพยายามจะเก็บเพลงที่ “หนัก” เอาไว้ในอัลบั้มมากกว่า ก็โดนจำกัดอยู่ที่หน้าละ 20 นาทีเป็นอย่างมาก ผมตกใจเหมือนกันที่ (จอห์น) คาลอดเนอร์บอกว่าเขาต้องการให้เพลง ‘ชิลเดรนเออฟเดอะไนต์’ แทนที่เพลง ‘ลุคกิงฟอร์เลิฟ’ ผมพูดไม่ออก ความจริงคือจนถึงวันนี้ผมยังรู้สึกว่า ‘ลุคกิงฟอร์เลิฟ’ เป็นเพลงที่จอห์นและผมเขียนได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง ผมคิดว่ามันอยู่ในเวอร์ชันที่จำหน่ายในอังกฤษ”

เดวิด คัฟเวอร์เดลตัดสินใจทำโลโกวงใหม่ “มันเหมือนการเริ่มต้นใหม่ การเริ่มที่สดใหม่ บรรจุภัณฑ์ใหม่ ผมร่วมงานกับคนออกแบบชื่อฮิวห์ ไซม์ คนแคนาดา เขามีพรสวรรค์มาก เราแลกเปลี่ยนความคิดในเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ ผมร่วมถกกับเขาในทุกเรื่องที่ผมอยากให้มันออกมา โลโกใหม่ ให้คล้ายตราสัญลักษณ์ เหมือนพวกเคลติกหรือรูนิค ดูเหมือนของโบราณให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันจะอยู่ตลอดกาล แต่ขณะเดียวกันต้องให้พลังที่ยิ่งใหญ่

ทุกสิ่งที่อยู่ในตราสัญลักษณ์จะมีแค่พลังทางบวก พระอาทิตย์ พระจันทร์ ความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีพลังทางลบ ไม่มีมนต์ดำอะไรไร้สาระ มันออกมาดีเลย”

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ใช่แค่โลโกวงเท่านั้น ดนตรีภายในก็เปลี่ยนไปด้วย ในช่วงอัลบั้ม สไลด์อิตอิน และ ไวต์สเน็ก เดวิด คัฟเวอร์เดลได้เปลี่ยนแปลงทิศทางจากดนตรีบลูส์ร็อกจนกลายเป็นดนตรีเมทัลเต็มตัวใน ไวต์สเน็ก อาจจะเป็นเพราะกระแสดนตรีเมทัลที่กำลังมาแรงในอังกฤษ ณ เวลานั้น บวกกับการชี้แนะของคาลอดเนอร์และเกฟเฟนที่อยากให้ไวต์สเน็กเปิดตลาดในอเมริกา จนกล่าวได้ว่าอัลบั้ม ไวต์สเน็ก คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบดนตรีของไวต์สเน็กเต็มตัว

ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือเพลง “เฮียร์ไอโกอะเกน” กับ “ครายอิงอินเดอะเรน” เพลงเก่าจากอัลบั้ม เซนต์แอนด์ซินเนอรส์ จอห์น ไซค์เปลี่ยนเพลงบลูส์ร็อกให้กลายเป็นเพลงฮาร์ดร็อกได้อย่างสวยงาม

“(จอห์น) คาลอดเนอร์ขอร้องให้ทำมัน (หมายถึงเพลง ‘เฮียร์ไอโกอะเกน’ กับ ‘ครายอิงอินเดอะเรน’) เขาคิดว่าสองเพลงนี้จะประสบความสำเร็จในอเมริกา และเขาก็คิดถูก แต่การตัดสินใจต่อมาของเขาที่เลือกเพลงไวต์สเน็กสมัยแรก ๆ มาทำใหม่มันออกมาไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ” เดวิด คัฟเวอร์เดลอธิบายถึงสาเหตุที่นำสองเพลงนี้กลับมาบันทึกเสียงใหม่

“เฮียร์ไอโกอะเกน” เขียนโดยเดวิด คัฟเวอร์เดลกับเบอร์นี มาร์สเดน มือกีตาร์ของวงไวต์สเน็กในช่วงทำอัลบั้ม เซนต์แอนด์ซินเนอรส์ เป็นเพลงบลูส์ร็อกช้าแต่หนักแน่น สำเนียงกีต้าร์ไม่หวือหวารุกเร้าของเบอร์นี มาร์สเดนกับมีกกี มูดีเป็นเอกลักษณ์เสริมด้วยเสียงแฮมมอนด์ออร์แกนฝีมือจอน ลอร์ดทำให้เพลงนี้โดดเด่นมาก แต่ในเวอร์ชั่นที่จอห์น ไซค์นำมาปรับปรุงใหม่ตัดสำเนียงบลูส์ออกไป เพิ่มความแรงแบบเมทัลเข้ามาแทน เข้ากับกระแสฮาร์ดร็อก/เมทัลในยุค 80 มาก เกฟเฟนเร็คคอร์ดนำมาตัดต่อและบันทึกเสียงใหม่เพื่อเปิดทางวิทยุเวอร์ชันเรดิโอมิกซ์โดยตัดคีย์บอร์ดและเสียงร้องช่วงอินโทรออกมุ่งเข้าเนื้อเพลงหลักเลย แดนน์ ฮัฟฟ์เป็นคนเล่นกีตาร์ในเวอร์ชันเรดิโอมิกซ์มีดนตรีบางท่อนแตกต่างไปจากเวอร์ชันในอัลบั้มพอสมควร

“ครายอิงอินเดอะเรน” ต้นฉบับเป็นเพลงบูลส์ร็อกช้ากว่าที่ได้ยินในเวอร์ชั่น 87 ท่อนโซโลกีตาร์สำเนียงบลูส์ช่วงอินโทรในต้นฉบับโดนตัดไป แทนที่ด้วยท่อนริฟฟ์หนักแน่น เร็วขึ้น แทบไม่เหลือเค้าสำเนียงบลูส์ตามต้นฉบับให้ได้ยิน จอห์น ไซค์โซโลกีต้าร์เมามันส์แบบไม่สนใจต้นฉบับฝีมือเบอร์นี มาร์สเดนแม้แต่น้อย

“สติลออฟเดอะไนต์” เพลงเปิดอัลบั้มมีสำเนียงเล็ดเซพพลินติดมาหลายอย่าง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงระหว่างไวต์สเน็กกับเล็ดเซพพลินโดยเฉพาะเพลงฮิต “สติลออฟเดอะไนต์” จากอัลบั้ม ไวต์สเน็ก ตั้งแต่สำเนียงดนตรีที่คล้ายคลึงกับ “แบล็กด็อก” ผสมกับ “โฮลล็อตตาเลิฟ” ในช่วงกลางเพลง  ภาพลักษณ์ของเดวิดในมิวสิควิดีโอก็เหมือนกับโรเบิร์ต แพลนท์ในช่วงปลายทศวรรษ 70 แถมเอเดรียน แวนเดนเบิร์คยังใช้คันสีไวโอลินในมิวสิกวิดีโอเลียนแบบจิมมี เพจทั้งที่เพลงนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคนี้เลยแม้แต่น้อย

เดวิด คัฟเวอร์เดล เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ว่า “ตอนที่แม่ของผมเสียชีวิต ผมเข้าไปเก็บของในบ้านเธอและพบเดโมเทปสมัยแรกๆอยู่หลายม้วน มีอยู่เพลงหนึ่งที่ริตชี แบล็คมอร์และผมได้ทำไว้และมันกลายเป็นเพลง ‘สติลออฟเดอะไนต์’ แต่มันไม่มีอะไรเหมือนกันแล้ว ริทชีไม่ต้องห่วงในเรื่องนั้น เช่นเดียวกับผม (หัวเราะ) ผมดัดแปลงให้มันแตกต่างจากเดิมไปมาก แล้วจึงส่งให้ไซคส์ ตอนนั้นเราอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แล้วเขาก็ใส่ส่วนกีตาร์ตามสไตล์กีต้าร์ฮีโร จอห์นไม่ชอบบลูส์ ผมต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขแบบนั้น ตอนแรกผมทำเป็นอิเล็กทริกบูลส์ แต่วิธีการที่เขาทำมันถูกที่ถูกเวลาอย่างเหลือเชื่อและมีความเป็นตัวเองสูง ถึงจะมีคนมากมายจะทำแบบนั้น แต่ก็ไม่มีใครทำได้มีคุณภาพได้อย่างนั้น

งานชุดนี้วางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นในชื่อ เซอร์เพนส์อัลบัส (Serpens Albus เป็นภาษาลาตินแปลว่างูขาว) เฉพาะในอเมริกาเพียงแห่งเดียวทำยอดจำหน่ายสูงเกิน 10 ล้านชุด งานชุดนี้ไม่ใช่แค่งานระดับมาสเตอร์พีซของไวต์สเน็กแต่ยังเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของดนตรีเฮฟวีเมทัลในยุค 80 อีกด้วย ความลงตัวในผลงานชุดนี้ (แม้ว่าจะมีความขัดแย้งกันภายในวงก็ตาม) เป็นสิ่งที่วงอื่นหรือแม้แต่เองก็ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้อีก.

บทความนี้ยังไม่จบสมบูรณ์…คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s