Led Zeppelin: Chapter 2 – Led Zeppelin


ทั้ง 4 คนใช้เวลา 9 วัน รวมเวลาทำงานเพียง 30 ชั่วโมงกับเงินทุนในการผลิต 1,782 ปอนด์ ได้อัลบั้มแรกของวงที่ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า เลดเซพพลิน ถือเป็นการทำงานที่รวดเร็วมากทั้งที่พวกเขาเจอหน้าซ้อมดนตรีกันเพียงแค่ 15 ชั่วโมงก็ต้องไปเล่นคอนเสิร์ตหลายแห่ง เสร็จแล้วกลับมาเข้าห้องบันทึกเสียงอัลบั้มเพียงแค่ 9 วัน ได้มาหนึ่งอัลบั้ม

อัลบั้มแรกของเลดเซพพลิน เต็มไปด้วยพลังของดนตรีบลูส์ร็อกดิบและมีการทดลองเล่นกับเสียงในกลิ่นอายของวงเดอะยาร์ดเบิร์ดส์บ้าง คือมีทั้งการใช้เทปเอ็กโค (จิมมี เพจเคยลองใช้ในงานของเดอะยาร์ดเบิร์ดส์มาก่อนแล้ว) แต่เนื่องจากอัลบั้มแรกมีเวลาในการทำน้อย งานนี้เลยออกมาแบบดิบหน่อย และมีเพลงคัฟเวอร์หลายเพลง โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวและความช่ำชองในการทำงานสตูดิโอของจิมมี เพจกับจอห์น พอล โจนส์ ที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนแล้วจึงค่อนข้างจะทำงานไปได้สบาย ส่วนโรเบิร์ต แพลนต์กับจอห์น บอนแนมอาศัยความสามารถเฉพาะตัวทำงานสำเร็จไปด้วยดี

เนื่องจากเวลาในการทำความรู้จักและทำงานร่วมกันสั้นมาก โรเบิร์ต แพลนต์และจิมมี เพจจึงใช้วิธีมานั่งฟังเพลงด้วยกันที่บ้านจิมมี เพจเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และรสนิยมให้เร็วขึ้น ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ของจิมมี เพจในภายหลัง บอกว่าช่วงแรกที่รู้จักกันเขาจะเอาแผ่นร็อกแอนด์โรลเช่นเอลวิส เพรสลีย์ แผ่นบลูส์อย่างมัดดี วอเตอร์ไปจนถึงราชินีโฟล์กอย่างเช่นโจน เบซมาฟังร่วมกับโรเบิร์ต แพลนต์เพื่อจะหาว่าชอบเพลงแบบไหนร่วมกัน

led_zeppelin-led_zeppelin-frontal

เลดเซพพลินเป็นวงดนตรีที่มีส่วนผสมของความคิดและทักษะทางด้านดนตรีของสมาชิกแต่ละคนพอเหมาะ ดังเช่นเพลง “กู้ดไทมส์แบดไทมส์” เน้นที่เสียงร้องและเสียงกีตาร์ อาศัยความเงียบเป็นตัวสร้างความรู้สึกสะดุดใจให้กับเพลงนี้ ถ้าว่าตามทฤษฎีดนตรีก็คือเป็นการใช้เรสต์โน้ต (rest note – ความเงียบ) เข้ามาสร้างเทนชัน (tension – เสียงกระด้าง ไม่เข้ากัน) เพลงนี้จิมมี เพจใช้กีตาร์เฟนเดอร์เทเลคาสเตอร์ผ่านลำโพงหมุนเลสลีย์ (ปกติลำโพงนี้จะใช้กับแฮมมอนด์ออร์แกน) ได้เสียงกีตาร์เหมือนมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด และที่โดดเด่นก็คือการตีกลองของจอห์น บอนแนมที่สร้างความหลากหลายให้กับบทเพลง

ลองสังเกตช่วงที่กีตาร์กำลังทำหน้าที่ในตอนต้น จอห์น บอนแนมจะตีไฮแฮ็ตปิด จากนั้นจะไล่มาเป็นเสียงคาวเบลล์  แล้วสแนร์จะมาตอนที่โรเบิร์ต แพลนท์เริ่มกรีดเสียง แล้วรัวโน้ตเมื่อเข้าสู่อีกท่อนหนึ่งจนกลายเป็นการตีกลองที่ซับซ้อน แต่ก่อนที่จะออกทะเลเสียงเบสของจอห์น พอล โจนส์ก็ดึงเอาเสียงร้องของโรเบิร์ต แพลนต์กลับมา

นี่คือความมหัศจรรย์ทางดนตรีบทเพลงที่เลดเซพพลิน ส่งมาทักทายเป็นเพลงแรก ก่อนจะแสดงฝีมือในการเรียบเรียงดนตรีที่เหนือชั้นในเพลงเก่าของโจน เบซ “เบบีไอม์กอนนาลีฟยู” ที่จิมมี เพจชอบมาก ยิ่งเมื่อรู้ว่าโรเบิร์ตชอบเพลงโฟล์กเป็นพิเศษอยู่ก่อนแล้วจิมมีจึงเสนอให้นำเพลง “เบบีไอม์กอนนาลีฟยู”ของโจน เบซมาทำใหม่ เพิ่มลูกเล่นทั้งในส่วนอิเล็กทริกกับอคูสติกผสมผสานกัน เปิดเพลงด้วยเสียงกีตาร์กับเสียงร้องเรียบง่าย แล้วโรเบิร์ตก็จะแผดเสียงเกรี้ยวกราดโดยมีเสียงดนตรีคอยรับอยู่ด้านหลัง เป็นการผสานบทเพลงอย่างมีเอกลักษณ์ที่เลดเซพพลินนำมาใช้สร้างสีสันของบทเพลงให้มีการเคลื่อนไหวน่าสนใจตลอดเวลา ในช่วงแรกเลดเซพพลินใส่เครดิตคนประพันธ์เพลงนี้เพียงแค่ว่า Trad. arr. Page (เพลงพื้นบ้านเรียบเรียงโดยจิมมี เพจ) เพราะในขณะนั้นไม่ทราบว่าใครเป็นคนประพันธ์เพลงนี้ ภายหลังเมื่อได้ทราบว่าผู้เขียนเพลงคือแอน บรีดอนจึงลงชื่อผู้ประพันธ์ในงานรีมาสเตอร์ทั้งหมดตั้งแต่ปีค.ศ. 1990 เป็นต้นมา

เพลงเก่าอีกเพลง “ยูชูคมี” ของมัดดี วอเตอร์ (ประพันธ์โดยวิลลี ดิกสัน) ที่เชื่อกันว่าจิมมี เพจไปเอาไอเดียมาจากเจฟฟ์ เบ็กซึ่งชอบวิลลี ดิกสันเป็นพิเศษ สมัยที่เจฟฟ์ยังอยู่กับเดอะยาร์ดเบิร์ดส์ก็ชอบเอาเพลงของวิลลี่ ดิกสันมาบรรเลงบ่อย ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่อัลบั้ม ทรูธ ของเจฟฟ์ เบ็ก ที่ออกตามมาในปีเดียวกันจะมีเพลง “ยูชูคมี” อยู่ด้วย และเพราะออกมาชนกันแบบนี้ เจฟฟ์ เบ็กเลยกล่าวหาว่าจิมมี เพจขโมยไอเดียในการทำเพลงของเขาไปใช้!

เพลงนี้ดำเนินรูปแบบการบรรเลงตามขนบธรรมเนียมบลูส์เก่าแก่ คือถามและตอบ (call and response คือเล่นดนตรีและร้องรับกันไปคนละประโยค) แต่เลดเซพพลินเพิ่มดีกรีการเล่นกีตาร์ขนาบเสียงร้องจนกลายเป็นจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ริฟฟ์” อันเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในดนตรีเมทัล จอห์น พอล โจนส์ตัดสินใจโอเวอร์ดับเสียงเปียโนกับเสียงออร์แกนเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความรู้สึก “สกปรก” ให้กับบทเพลง ขณะที่โรเบิร์ตเป่าฮาร์โมนิก้าไล่ระดับไปกับการกระหน่ำทอมของจอห์น บอนแนม แล้วเสียงกีตาร์โซโลจึงค่อยมากวาดทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง

เพลงอื่นที่เอามาทำใหม่ในงานชุดนี้ก็คือ “คอมมิวนิเคชันเบรกดาวน์” เพลงร็อกร้อนแรงที่จิมมี เพจได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง “เนิร์ฟเวิสเบรกดาวนด์” ของเอ็ดดี โครชราน และ “ไอแคนต์ควิตยูเบบี” ของวิลลี ดิกสัน

สมัยที่จิมมี เพจอยู่กับเดอะยาร์ดเบิร์ดส์ได้ไปทัวร์ที่นิวยอร์กได้ดูการแสดงของเจก โฮลมส์ นักดนตรีโฟล์กชาวอเมริกาและติดใจเพลง “แดสด์แอนด์คอนฟิวสด์” เป็นพิเศษ (เพลงนี้อยูในอัลบั้ม ดิอะบอฟกราวนด์ซาวนด์ออฟเจก โฮลมส์ ปีค.ศ. 1967) จึงได้นำเพลงนี้มาบรรเลงตั้งแต่สมัยที่อยู่กับเดอะยาร์ดเบิร์ดส์ (หาฟังได้ในอัลบั้ม ไลฟ์ยาร์ดเบิร์ดส์: ฟีตเจอริงจิมมี เพจ ออกเมื่อปี 1971) เมื่อเขามาทำวงเลดเซพพลินจึงนำเพลงนี้กลับมาทำใหม่ โดยเขียนเนื้อเพลงและเขียนดนตรีเสริมขึ้นจากเดิมหลายจุด ฟังในอัลบั้มจะรู้สึกธรรมดาเมื่อเทียบกับเพลงอื่น แต่ที่ทำให้แฟนเพลงจดจำเพลงนี้เป็นพิเศษก็เพราะเวลาเลดเซพพลินนำเพลงนี้ไปแสดงสดจะ อิมโพรไวส์และเรียบเรียงดนตรีใหม่ยืดยาว แรกยาวประมาณ 20 นาที และขยายเป็น 30 นาที มีหลายโชว์ในช่วงปีค.ศ. 1975 เล่นเพลงนี้นานถึง 40 นาที โดยที่เลดเซพพลินจะแทรกเพลงอื่น อาจจะเป็นท่อนริฟฟ์หรือว่าร้องทำนองสั้น ๆ แทรกเข้าไประหว่างบรรเลงบทเพลงนี้ด้วย

“เดสด์แอนด์คอนฟิวสด์” จะคล้ายกับเพลง “ฮาวเมนีมอร์ไทมส์” ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่มีความยาวแปดนาทีครึ่ง ใช้จังหวะโบเรโรเป็นตัวยืนพื้นโดยมีเบสเดินไลน์ตลอด ส่วนกลองเล่นในสัดส่วนแบบนิวออลีนส์แจ๊ส และเสียงร้องบลูส์และโซล ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงมหัศจรรย์ยาวกว่าแปดนาที ทั้งสองเพลงนี้จะแบ่งโครงสร้างย่อยได้หลายส่วนซึ่งรวบรวมเอาความสามารถและเทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละคนเอาไว้ครบถ้วน แต่การแบ่งย่อยโครงสร้างเพลงจะเด่นมากใน “ฮาวเมนีมอร์ไทมส์” โดยเป็นการเก็บตกเอาสิ่งที่เดอะยาร์ดเบิร์ดส์และแบนด์ออฟจอยเคยทำเอาไว้มายำใส่ไว้ในเพลงเดียวกัน และทั้งสองเพลงนี้ยังใช้คันสีไวโอลินเล่นกีตาร์เหมือนกันด้วย

ภาพจิมมี เพจเล่นกีตาร์ด้วยคันสีไวโอลินเป็นภาพติดตาแฟนเพลงเลดเซพพลินมาถึงทุกวันนี้ อันที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนใช้เทคนิคนี้เป็นคนแรก ก่อนหน้านั้นเอ็ดดี ฟิลลิปจากวงเดอะครีเอชันเคยทำมาก่อนแล้ว โดยเทคนิคนี้ พ่อของเดวิด แม็กคัลลัม (นักแสดง) ซึ่งเล่นไวโอลินเป็นงานอดิเรกเป็นคนบอกให้จิมมีทดลองใช้ดูตั้งแต่ปลายยุคเดอะยาร์ดเบิร์ดส์เชื่อมต่อก่อนที่จะลงตัวเป็นเลดเซพพลิน ตอนแรกจิมมีคิดว่าเทคนิคนี้ยากเกินไปคงควบคุมเสียงให้ออกมาดียาก เพราะคอกีตาร์ไม่ได้มีส่วนโค้งอย่างคอไวโอลิน แต่เขาก็จัดการมันได้สำเร็จและดีกว่าที่คาด จึงใช้คันสีไวโอลินเล่นกีตาร์มาตั้งแต่สมัยอยู่กับเดอะยาร์ดเบิร์ดส์

จิมมี เพจนำความสามารถที่หลากหลายมาใช้ในการทำงานเต็มที่ อย่างใน “ยัวร์ไทม์อิสกอนนาคัม” จอห์น พอล โจนส์รับบทนำด้วยการเล่นเชิร์ซออร์แกน ส่วนจิมมี เพจหันไปเล่นพีดัลสตีลกีตาร์ และใน “แบล็กเมาเทนไซด์” ก็แสดงความสามารถในการเล่นฟิงเกอร์ริงสไตล์ของจิมมี และเขาเล่นกีตาร์โอเวอร์ดับในเพลงนี้ด้วยเพราะอยากจะให้เสียงออกมาคล้ายกับเสียงซิตาร์ โดยมี วิราม จัสสนัย (ถ้านามสกุลผิดขออภัย) นักเล่นซิตาร์ชาวอินเดียมาเล่นกลองทาบลาให้ในเพลงนี้

เดิมในปกอัลบั้มลงชื่อคนประพันธ์ “แบล็กเมาเทนไซด์” ไว้คนเดียวคือจิมมี เพจ แต่ว่าเพลงบรรเลงเพลงนี้เดิมเป็นเพลงโฟล์กชื่อ “แบล็กวอเตอร์ไซด์” ของเบิร์ต เจนตซ์ ภายหลังจึงลงเครดิดผู้ประพันธ์เป็นเบิร์ต เจนตซ์ / จิมมี เพจ แต่ตัวจิมมีมักจะให้เครดิตกับแอน บริกส์ว่าเป็นคนสอนให้เขารู้จักโครงสร้างของเพลงนี้ (แอน บริกส์ทำเพลงนี้ออกมาด้วยในช่วงต้นทศวรรษ 70) แต่ถ้าใครได้ฟัง “แบล็กวอเตอร์ไซด์” กับ “แบล็กเมาเทนไซด์” แล้วคิดว่ามันเป็นคนละเพลงกันก็ไม่แปลก เพราะว่าจิมมีเรียบเรียงใหม่จนห่างจากของเดิมมากเอาการ

อัลบั้มแรกของเลดเซพพลินมีเพลงคัฟเวอร์มากมายหลายเพลงด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าตอนนั้นทุกอย่างต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยในเวลาสั้น สมัยที่ออกอัลบั้มนี้มามีนักเขียนในนิตยสารโรลลิงสโตนคนหนึ่งประณามงานชุดนี้ว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากขโมยเพลงของคนผิวดำมาใช้ เลดเซพพลินโต้ตอบด้วยการไม่ยอมให้สัมภาษณ์นิตยสารโรลลิงสโตนนานเป็นปี  (แต่เมื่อนิตยสารโรลลิงสโตนจัดอันดับอัลบั้มยิ่งใหญ่ตลอดกาลเมื่อปีค.ศ. 2003 ได้จัดอัลบั้มนี้ไว้ที่ลำดับ 29)

เบื้องหลังการออกทัวร์ในอเมริกาครั้งแรกค่อนข้างจะทุลักทุเลเอาการ สถานะการเงินของทางวงช่วงตันปีค.ศ. 1969 ไม่ค่อยดีนัก ต้องออกทัวร์เพื่อโปรโมทเพลงอย่างหนัก แถมค่าตัวก็น้อย (ค่าตัวในการเล่นต่ำสุดก็ได้เพียงแค่ 200 เหรียญสหรัฐ มากสุดได้ 1,500 เหรียญสหรัฐ) เพราะในสมัยนั้นพวกเขายังไม่มีชื่อเสียงเท่าไหร่ การเดินทางข้ามรัฐโดยสายการบินทีดับเบิลยูเอชั้นบิสสิเนสคลาส และยังต้องไปพักตามโรงแรมราคาถูก ไม่มีรถลีมูซีนมาคอยต้อนรับ สมาชิกในวงได้เงินน้อยเสียจนกระทั่งจอห์น บอนแนมเอ่ยปากกับริชาร์ด โคล (ผู้จัดการทัวร์) ว่าขอขับรถบรรทุกขนเครื่องเองได้มั้ย เขาจะได้เงินเพิ่มอีก 50 ปอนด์ต่อสัปดาห์!

แต่การทัวร์อเมริกาจบอย่างสวยงามที่ฟิลมอร์อีสต์ในนิวยอร์ก เมื่อพวกเขาเป็นวงเปิดให้กับไอออนบัตเตอร์ฟลายที่กำลังโด่งดังจากอัลบั้ม อิน-อะ-แกดดา-ดา-วีดา ซึ่งตามคิวเดิมเลดเซพพลินต้องเล่นเป็นวงแรก ตามด้วยดีเลนซีแอนด์บอนนี แต่ปีเตอร์ แกรนต์เข้าไปเจรจากับบิล แกรมห์ เจ้าของฟิลมอร์อีสต์ให้เลดเซพพลินเล่นเป็นวงที่ 2 ก่อนจะถึงคิวของไอออนบัตเตอร์ฟลาย เพราะปีเตอร์มั่นใจว่าเลดเซพพลินจะต้อง “ฆ่า” ไอออนบัตเตอร์ฟลายได้แน่

และมันก็เป็นอย่างที่ปีเตอร์ แกรนต์คาดเอาไว้ เพราะหลังจากเลดเซพพลินแสดงจบลงไอออนบัตเตอร์ฟลายขึ้นมาเล่นต่อได้นิดเดียว คนดูก็ร้องเรียกให้เลดเซพพลินกลับมาเล่นต่อ!! และหลังจากนั้นก็มีคนโปรโมทว่า “นี่คือวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากครีมและจิมี เฮนดริกซ์เอกซ์พีเรียนซ์”

แต่พอกลับมาทัวร์อังกฤษในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1969 ที่ลอนดอน พวกเขาได้เล่นในที่ซึ่งมีคนดูเพียง 300 – 400 คนเท่านั้น คลับบางแห่งไม่มีห้องแต่งตัวให้พวกเขาเสียด้วยซ้ำ และในขณะที่ซูเปอร์สตาร์อย่างพีต ทาวน์เชนด์แห่งเดอะฮูพังกีตาร์ได้มากที่เขาต้องการ แต่สำหรับสมาชิกของเลดเซพพลินทำแบบนั้นไม่ได้ ต่อให้เครื่องดนตรีทำท่าจะพังมิพังแหล่ก็ต้องทนใช้ต่อไป

หลังจากทัวร์อังกฤษแล้ว พวกเขาก็กลับไปออกทัวร์อเมริกาครั้งที่สอง คราวนี้ร่วมทัวร์กับวงวานิลลาฟัดจ์โดยสลับกันเป็นวงเฮดไลเนอร์ และการเล่นของเลดเซพพลินก็เริ่มกินเวลาเรื่อย จากเดิม 70 นาทีต่อโชว์ กลายเป็น 90 นาทีต่อโชว์ ตามเสียงเรียกร้องของแฟนเพลงที่ช่วยแพร่ชื่อเสียงของเลดเซพพลินแบบปากต่อปาก

เรื่องนี้ดีต่อเลดเซพพลิน เพราะก่อนหน้านั้นบริษัทแอตแลนติกไม่ค่อยพอใจกับยอดขายอัลบั้มแรกมากนัก แต่หลังการแสดงสดในอเมริกาไม่กี่ครั้งก็มียอดสั่งจองอัลบั้มก็เพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นชุด แต่อย่างไรก็ตาม แอตแลนติกยังรู้สึกว่ายอดจำหน่ายไม่เป็นไปอย่างที่คาด จึงขอร้องแกมบังคับให้เลดเซพพลินรีบทำอัลบั้มที่สองออกมาโดยเร็ว ทำให้เลดเซพพลินต้องบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่ไปพร้อมกับการออกทัวร์ โดยเริ่มเขียนเพลงในโรงแรมและหลังเวที บันทึกเสียงทั้งที่ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก โดยมีเอ็ดดี เครเมอร์ผู้เคยทำงานให้กับจิมี เฮนดริกซ์มาเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วเอากลับไปมิกซ์ที่ลอนดอนสลับกับที่นิวยอร์ก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s