Led Zeppelin: Chapter 3 – Led Zeppelin II


จิมมี เพจไม่ค่อยพอใจกับการทำงานในอัลบั้ม เลดเซพพลินทู มากนัก เนื่องจากเขารู้สึกว่าการทำงานไม่ค่อยต่อเนื่อง แถมอัลบั้มแรกที่ออกมาโดนนักวิจารณ์ด่าซะเละเทะเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อได้ยินว่ามีคนเขียนถึงพวกเขาในทางลบทีไรก็จะออกอาการหงุดหงิดให้คนรอบข้างเห็นทุกที จนกระทั่งเขาออกปากจะไม่ให้สัมภาษณ์และไม่ให้ความร่วมมือกับบรรดาผู้ที่เขียนโจมตีเขา จนกว่าจะมีการปรับท่าทีเสียใหม่!!! แรงผลักดันเหล่านี้ทำให้จิมมี เพจอยากจะโต้ตอบบรรดานักวิจารณ์เหล่านั้นด้วยผลงานที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ 

ชีวิตในการทัวร์อเมริกาครั้งที่ 2 ดูจะดีกว่าครั้งแรก โดยเฉพาะเหล่ากรุ๊ปปีสาวที่เข้ามาพัวพันกับทางวงมากขึ้น จอห์น บอนแนมดื่มและใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงจนต้องไปเจรจากับตำรวจหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งในแคนซัส ซิตี จอห์น บอนแนมเมาสุราอาละวาดให้คนรอบข้างรำคาญใจ จนโดนตำรวจเอาตัวไปเก็บในตาราง แม้ว่าริชาร์ค โคลจะพยายามไปขอจ่ายค่าปรับและประกันตัวออกมา แต่ทางตำรวจก็บอกเพียงว่าจะปล่อยเมื่อขังไว้หนึ่งคืนแล้วเท่านั้น (ตอนนั้นเขาอายุยังไม่ถึง 21 ปีเสียด้วยซ้ำ) เรื่องการดื่มสุราของจอห์น บอนแนมเป็นปัญหาส่วนตัวที่ทุกคนรู้ดี แต่พวกเขาก็ไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไรเหมือนกัน ยิ่งในลอสแอนเจลิสยิ่งดูจะหนักข้อ เมื่อจอห์น บอนแนมจับกรุ๊ปปีคนหนึ่งโกนขนในทุกส่วนเร้นลับจนเกลี้ยง!!! แถมยังใช้มีดโกนของโรเบิร์ต แพลนต์เสียด้วย เมื่อโรเบิร์ต แพลนต์เห็นก็ได้แต่ร้องตะโกนโหวกเหวกท่ามกลางเสียงเฮฮาของคนอื่น

ช่วงสามสัปดาห์สุดท้ายก่อนจบทัวร์อเมริกาครั้งที่สองแอลเลน แซนเดอร์ผู้สื่อข่าวจากนิตยสารไลฟ์ได้ขอมาร่วมติดตามเลดเซพพลินออกทัวร์คอนเสิร์ตด้วย (ความจริงแอลเลน แซนเดอร์ต้องการไปร่วมทัวร์กับเดอะฮูแต่โดนปฎิเสธมาเลยมาร่วมทัวร์กับเลดเซพพลินแทน ปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการของวงขอร้องให้สมาชิกของวงทำใจยอมรับเพราะว่านิตยสารไลฟ์มีคนอ่านเป็นล้านคน และถ้าพวกเขาทำให้แอลเลน แซนเดอร์ประทับใจจนเอาไปเขียนอะไรดี ๆ ในนิตยสารไลฟ์จะช่วยโฆษณาให้กับวงได้มาก

แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ข้อเขียนของแอลเลน แซนเดอร์ที่ออกมาดูไม่ค่อยชอบดนตรีของเลดเซพพลิน มากนัก แถมยังบอกว่าเธอโดนปฏิบัติไม่ค่อยดีจากสมาชิกสองคนของวงที่ทึ้งเสื้อผ้าเธอด้วยความมึนเมา (ไม่มีการเอ่ยชื่อว่าเป็นใคร แต่เชื่อว่าหนึ่งในนั้นคือจอห์น บอนแนม) และเธอสรุปในบทความว่าให้ลองนึกถึงตอนเข้าไปในสวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้ายนานาชนิดแบบใกล้ๆ!!!

ถึงแม้ว่าการทัวร์จะโกลาหลขนาดไหน แต่พวกเขาก็เข็นอัลบั้มที่สองออกมาจนได้และมันก็เป็นมาสเตอร์พีซที่ยกระดับเลดเซพพลินขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ เฉพาะยอดจองแผ่นในสหรัฐก็สูงถึงห้าแสนแผ่น และขายได้สามล้านแผ่นในเวลาไม่กี่เดือน

led-zeppelin-led-zeppelin_ii

หน้าปกอัลบั้ม เลดเซพพลินทู เป็นฝีมือของเดวิด จูนิเปอร์ เขาย้อมรูปเหล่านักบินเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียจนเหมือนเป็นกลุ่มแก็งค์มอเตอร์ไซค์ ผสานเข้าไปกับรูปกราฟฟิกเรือเหาะเพื่อไม่ให้เสียคอนเซ็ปต์

บทเพลงในงานชุดนี้โดดเด่นกว่าอัลบั้มแรก โดยเฉพาะริฟฟ์เพลงเปิดอัลบั้ม “โฮลลอตตาเลิฟ” นั้นว่ากันว่าเป็ฯท่อนริฟฟ์เมทัลริฟฟ์แรกของโลก อาจจะดูเกินจริงไปบ้างแต่ว่าเลดเซพพลินคือหนึ่งในวงดนตรีบุกเบิกที่นำเอาท่อนลิกจากบลูส์มาสร้างนิยามใหม่เป็นริฟฟ์กีตาร์ และในเวลานั้นแบล็กซับบาธยังไม่ออกอัลบั้ม

“โฮลลอตตาเลิฟ” ออกเป็นซิงเกิลในอเมริกาและขึ้นถึงอันดับ 4 ในบิลบอร์ดชาร์ต บริษัทแอตแลนติกในอเมริกาแอบเอาเพลงนี้ไปทำเป็นซิงเกิลออกมาโดยไม่บอกปีเตอร์ แกรนต์ ทำให้เขาไม่พอใจแอตแลนติกอย่างมากที่แอบเอา “โฮลลอตตาเลิฟ” มาออกเป็นซิงเกิลในอเมริกาโดยไม่บอกล่วงหน้า แถมยังเป็นเวอร์ชันที่ตัดเพลงจากห้านาทีเศษเป็นสามนาทีต้นอีกต่างหาก

“ไอ้พวกนี้แม่ม แทงเราข้างหลัง…” ปีเตอร์ แกรนต์คำรามลั่น ถ้าหากไม่ติดสัญญาที่ทำเอาไว้กับแอตแลนติก เขาจะให้เลดเซพพลินคงจะเลิกทำงานกับแอตแลนติกตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว “ถ้าเราไม่ตัดแผ่นซิงเกิ้ล แฟนเพลงที่ชอบแค่หนึ่งเพลงก็ต้องซื้อทั้งอัลบั้ม…” ปีเตอร์ แกรนต์ ผู้จัดการวงวางจุดยืนเอาไว้แบบนั้น “นรกชัด ๆ ที่ไปตัดเพลงนี้ออกตั้งสองนาทีครึ่งเพื่อจะทำเป็นซิงเกิ้ล” ปีเตอร์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด แต่สิ่งที่เขาทำได้ก็เพียงแค่ห้ามจำหน่ายซิงเกิลนี้ในอังกฤษ

แอตแลนติกตัดทอนเพลงให้สั้นลงเพื่อแจกแผ่นให้กับสถานีวิทยุด้วยความหวังว่าถ้าเพลงสั้นลง บรรดาสถานีวิทยุก็จะเล่นเพลงนี้มากขึ้น ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับในอัลบั้มและจำหน่ายได้ถึง 1 ล้านแผ่น

เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่แสดงศักยภาพของสมาชิกแต่ละคนออกมาได้ครบถ้วน โดยเฉพาะความสามารถในการวางเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิด โดยจิมมี เพจเป็นคนจัดการเรื่องดนตรีโดยยึดเอาเสียงร้องของโรเบิร์ต แพลนต์เป็นศูนย์กลาง จากนั้นเขาและเอ็ดดี คราเมอร์ ซาวน์เอนจิเนียร์ก็ต้องหอบหิ้วเทปต้นฉบับไป ๆ มา ๆ ระหว่างอเมริกากับอังกฤษเพื่อจัดการให้มันสำเร็จเรียบร้อยออกมา

“โฮลลอตตาเลิฟ” ทำให้เลดเซพพลินโดนอาร์กมิวสิก ผู้ถือลิขสิทธ์เพลงของวิลลี ดิกสันฟ้องร้องในปี ค.ศ. 1985 เนื่องจากนำเพลง “ยูนี้ดเลิฟ” ที่วิลลีเป็นคนเขียนมาดัดแปลงโดยไม่ขออนุญาต แถมยังนำเอาเนื้อเพลงจาก “แบล็กดอร์แมน” และ “เชกฟอร์มี” ของวิลลีมาใช้เสียด้วย แต่งานนี้ตกลงกันได้นอกศาล โดยทาง อาร์กมิวสิกโดนวิลลี่ ดิกสันฟ้องต่ออีกทอดเนื่องจากไม่ยอมให้ค่าลิขสิทธ์ที่ได้กับเขา

หลังจากโดนฟ้อง เลดเซพพลินต้องเพิ่มชื่อวิลลี ดิกสันลงในเครดิตผู้ประพันธ์เพลงด้วย ตัววิลลี ดิกสันเองให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าเขาไม่เคยฟังเพลงของเลดเซพพลิน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1983

การนำของเก่ามาปัดฝุ่นยังมีให้ฟังอีก เช่น “เดอะเลมอนซอง” ที่ใช้ภาษาแบบบลูส์โต้ง ๆ อย่างเช่น “Squeeze me baby, until the juice runs down my leg…” ท่อนนี้อาจจะทำให้คอเพลงบลูส์รำลึกถึงเพลง “ทราเวลลิงริเวอร์ไซด์บลูส์” ของโรเบิร์ต จอห์นสันขึ้นมาตงิด ๆ ยิ่งถ้าได้ฟังเลดเซพพลินบรรเลงเพลง “ทราเวลลิงริเวอร์ไซด์บลูส์” ในงานชุด เลดเซพพลิน บีบีซีเซสชันส์ ยิ่งรู้สึกถึงความคล้ายคลึง

แต่ความจริงแล้วเพลง “เดอะเลมอนซอง” นี้ เลดเซพพลินไปหยิบยืมเพลง “คิลลิงฟลอร์” ของฮาวลิง วูลฟ์ปรมาจารย์บลูส์รุ่นราวคราวเดียวกับวิลลี ดิกสันมาใช้ และก็คล้ายกับกรณีของเพลง “โฮลลอตตาเลิฟ” คือตอนแรกไม่ให้เครดิตแต่ตอนหลังก็มาให้เครดิตผู้ประพันธ์เป็นจิมมี เพจกับเชสเตอร์ เบอร์เน็ต (ชื่อจริงของฺฮาวลิง วูลฟ์)

อิทธิพลของดนตรีบลูส์มีอยู่ทั่วไปในเพลงของเลดเซพพลิน เพราะทั้งจิมมี เพจและโรเบิร์ต แพลนต์ต่างก็ชื่อชอบนักดนตรีบลูส์กันอยู่แล้ว โรเบิร์ตเคยเล่นกับวงบลูส์แท้ ๆ และในคลับบลูส์โดยเฉพาะมาก่อนด้วย และเขาก็นำความชอบดนตรีเดลตาบลูส์มาใช้ในเพลง “บริงอิตออนโฮม”

การที่เลดเซพพลิน “ยืม” เพลงของบลูส์แมนรุ่นเก่ามาใช้แบบนี้ก็ไม่น่าสงสัยว่าทำไมนักวิจารณ์ โดยเฉพาะจากนิตยสารโรลลิงสโตนในสมัยนั้นถึงไม่ค่อยชอบงานสมัยแรกของเลดเซพพลิน แต่ถ้ามองในอีกด้านหนึ่ง เลดเซพพลินไม่ได้หยิบเอางานเก่ามาเล่นแบบเดิมแต่มีการดัดแปลงให้มันออกมาดูดีไปอีกแบบ

ในอัลบั้มนี้ โรเบิร์ต แพลนต์ได้มีโอกาสแสดงฝีมือการเขียนเนื้อเพลงคนเดียวเต็มเพลงเป็นครั้งแรกใน “แธงค์กิว” เพลงบัลลาดช้า ๆ ที่จอห์น พอล โจนส์แสดงฝีมือการเล่นออร์แกนได้อารมณ์อบอุ่น โรเบิร์ต แพลนต์อุทิศเพลงนี้ให้กับภรรยาของเขา แต่น่าเสียดายที่ในช่วงหลังปี ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา เลดเซพพลินไม่ค่อยได้เล่นเพลงนี้บนเวที

นอกจาก “แธงค์กิว” แล้ว โรเบิร์ต แพลนต์ยังเขียนเนื้อเพลง “แรมเบิลออน” อีกด้วย เพลงนี้เขาได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง ลอร์ดออฟเดอะริง ของ เจอาร์อาร์ ทอลเคียน ซึ่งเลดเซพพลิน (หรือโรเบิร์ต แพลนต์) ได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนของเจอาร์อาร์ ทอลเคียนมาเขียนเพลงอยู่หลายเพลง

ความโดดเด่นของ “แรมเบิลออน” อยู่ที่ภาคริธึ่มของจอห์น พอล โจนส์กับจอห์น บอนแนมเป็นส่วนใหญ่ ผสานด้วยการใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงเต็มที่ อย่างเช่นใช้เสียงเอ็กโคแบบย้อนกลับหลัง เข้ามาเสริมความน่าสนใจ และการเติมเสียงกีตาร์ 12 สายเข้าไปด้วย น่าเสียดายที่เลดเซพพลินไม่เคยเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถ้าพูดถึงการเล่นริธึ่มที่ยอดเยี่ยมแล้วก็ต้องนึกถึงเพลง “โมบีดิ๊ก” เป็นลำดับแรก จอห์น บอนแนม ซึ่งในอดีตมักจะโดนกดดันไม่ให้เล่นในแบบที่ตัวเองอยากเล่นเสมอๆ ได้ปลดปล่อยตัวเองเต็มที่ในการร่วมงานกับ เลดเซพพลิน ความโดดเด่นของเขาได้สร้างสีสันมาตั้งแต่อัลบั้มแรก เช่น “เดสด์แอนด์คอนฟิวสด์” การเหยียบกระเดื่องเป็นเอกลักษณ์ที่หาคนลอกเลียนแบบได้ยาก และคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่าจอห์น บอนแนมหัดเล่นกลองมาตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ แต่ว่าตอนนั้นเขาใช้กระป๋องที่หาได้ในครัวมาแทนกลอง! จนอายุ 10 ปีถึงได้มีสแนร์เป็นของตัวเอง และสะสมกลองทีละชิ้นกว่าจะมีครบเซ็ตก็อายุ 16 และออกมาเป็นมือกลองอาชีพในช่วงนั้นพอดี

ตอนที่จอห์น บอนแนมมาร่วมงานกับวงเทอรี เวบบ์แอนด์เดอะสไปเดอรส์ เขาอายุเพียง 16 หลังจากนั้นไม่นานก็มาอยู่วง เดอะเวย์ออฟไลฟ์ และแต่งงานกับแพตตอนอายุ 17 จากนั้นไปอยู่กับวง สตีฟ เบรตต์แอนดเดอะมาเวอริกส์ ตามด้วยวงเดอะโครว์ลิงคิงสเนกส์ซึ่งเขาได้รู้จักกับโรเบิร์ต แพลนต์เป็นครั้งแรก และต่อมาก็มาอยู่กับวงเดอะแบนด์ออฟจอย

ในช่วงเวลาที่เขาเปลี่ยนวงดนตรีไปเรื่อย ๆ นี้เขาก็เริ่มพัฒนาสไตล์การเล่นกลองไปด้วยเช่นกัน เริ่มแรกตอนเขาอยู่วงเทอรี เวบบ์แอนด์เดอะสไปเดอรส์เล่นร็อกแอนด์โรลธรรมดา หลังจากนั้นเขาเริ่มสนใจมือกลองอย่างเช่นคาร์ไมน์ อะพีซีแห่งวงวานิลลาฟัดจ์ และจินเจอร์ เบเกอร์แห่งวงครีม และภายหลังยังสนใจมือกลองแจ๊ส อย่างบัดดี ริชด้วย

และเมื่อได้โอกาสเป็นส่วนหนึ่งของวง เขาเสนอการโซโลกลองให้กับจิมมี เพจดู ซึ่งกลายมาเป็นเพลงบรรเลง “โมบีดิ๊ก” ชื่อเพลงได้มาจากหนังสือเรื่องโมบีดิ๊กที่แพต ภรรยาเขาชอบอ่านในช่วงนั้น เพลงนี้ช่วยเสริมส่งการตีกลองของจอห์น บอนแนมให้โดดเด่นมากขึ้น ยิ่งในการเล่นสดเขาจะยืดเพลงไปถึง 20 นาที (เคยแสดงสั้นที่สุดประมาณ 10 นาที และเล่นยาวที่สุดประมาณครึ่งชั่วโมง) ซึ่งเขาจะได้โอกาสในการโชว์ความสามารถเดี่ยวและหลายครั้งตีกลองโดยใช้มือเปล่าไม่ใช้ไม้ตีกลองด้วย

อีกเพลงที่หนักหน่วงสะใจชาวร็อกก็คือ “ฮาร์ดเบรกเกอร์” เพลงนี้ (กับเพลง “โฮลลอตตาเลิฟ”) เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงศักยภาพในด้านการสร้างเสียงที่มีพลังจากการจัดวางเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดให้ออกมาพอเหมาะกระตุ้นความรู้สึกของคนฟังโดยใช้เสียงร้อง เสียงกีตาร์ เบส และกลองให้แสดงบทบาทของตัวเองออกมาคนละส่วน การสร้างส่วนผสมระหว่างเสียงและความเงียบเป็นจังหวะกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ เลดเซพพลินที่คุ้นกันในปัจจุบัน เวลาเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตช่วงต้นทศวรรษ 70 จิมมี เพจมักจะแทรกเพลงคลาสสิก อย่างเช่น “กรีนสลีฟส์” หรือบางทีก็จะเป็นเพลง “บัวรี” เข้าไปในช่วงโซโล่อยู่เสมอ

นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงป็อปฟังง่ายเหมาะกับการเปิดตามวิทยุอย่างเช่น “ลิฟวิงเลิฟวิงแมด (ชีส์จัสต์อะวูแมน)” เพลงนี้อาจจะทำให้ใครหวนคิดถึงวงเดอะบีตเทิลส์ยุคแรกก่อนที่สี่เต่าทองจะกลายเป็นวงระดับโลก ตอนแรกเพลงนี้เป็นเพลงหน้าบีของแผ่นซิงเกิล “โฮลลอตตาเลิฟ” แต่ในเวลาต่อมาก็มีการนำเพลงนี้มาออกเป็นซิงเกิลอีกรอบ และขึ้นไปอยู่ในอันดับ 65 ชาร์ตเพลงป็อปของบิลบอร์ด แต่ว่าเพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่เลดเซพพลินไม่เคยนำมาเล่นบนเวที

การทัวร์สนับสนุนอัลบั้ม เลดเซพพลินทู เต็มไปด้วยสีสัน มีความปั่นป่วนวุ่นวายสนุกสนานเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะ จอห์น บอนแนม ที่เล่นอะไรห่าม ๆ อยู่เสมอ แม้แต่อัลวิน ลีมือกีตาร์นิ้วจรวดของวงเทนเยียรส์อาฟเตอร์ ซึ่งจิมมี เพจยอมรับในฝีมือ (ปกติจิมมีไม่ค่อยยกย่องใครมากนัก) ก็เคยโดนจอห์น บอนแนมแกล้งเอาขณะที่วงเทนเยียรส์อาฟเตอร์เล่นคอนเสิร์ตที่งานนิวยอร์กเวิลดส์แฟร์อยู่ดี ๆ จอห์น บอนแนมก็วิ่งขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับน้ำส้ม ตะโกนถามอัลวิน ลีว่า “ได้เวลาพักดื่มน้ำกันแล้ว คุณต้องการน้ำผลไม้มั่งมั้ย?” แล้วราดน้ำส้มลงบนคอกีตาร์และเนื้อตัวของอัลวินโดยไม่รั้งรอฟังคำตอบท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชม อัลวินได้แต่ตะโกนด่าจอห์น บอนแนมและพยายามเล่นต่อไป ส่วนจอห์น บอนแนมก็ยืนมองผลงานตัวเองอย่างชื่นชม แถมยังบอกให้อัลวินพยายามทำตัวเท่ ๆ เข้าไว้ “น้ำส้มน่ะ มันเต็มไปด้วยวิตามินซี วิตามินซีน่ะมันดีสำหรับคุณรู้มั้ย” จอห์น บอนแนมยังไม่เลิกกวนประสาท จนอัลวินยกกีตาร์ทำท่าจะฟาดจอห์น บอนแนมแต่ก็พยายามเล่นกีตาร์ต่อไปไม่ให้เพลงสะดุด

เมื่อน้ำส้มมันเจออากาศร้อนก็เริ่มเหนียวเหนอะ ทำให้อัลวินไม่สามารถเร่งความเร็วของนิ้วมือได้เท่าที่ควรจะเป็น บทเพลงจึงระส่ำระสายและจบลงแบบไม่สวยนัก อัลวินดินลงเวทีพร้อมกับด่าจอห์น บอนแนมไปตลอดทางโดยจอห์น บอนแนมหัวเราะรับคำด่าอย่างสบายอารมณ์

และเมื่อถึงคิวของเจฟฟ์ เบ็กขึ้นเวทีต่อจากเทนเยียรส์อาฟเตอร์ จอห์น บอนแนมก็ปีนขึ้นไปบนเวทีอีกหนเจฟฟ์ เบ็กซึ่งรับรู้เหตุการณ์ที่จอห์น บอนแนมทำไว้กับอัลวิน ลีมาหมาด ๆ ก็เลยมองอย่างหวาดระแวง แต่เมื่อไม่เห็นว่าจอห์น บอนแนมถืออะไรขึ้นไปด้วยก็เลยเล่นต่อ แต่จอห์น บอนแนมไม่ได้ตรงไปหาเจฟฟ์ เขาเดินไปหามิกกี วอลเลอร์มือกลองของเจฟฟ์และใช้วาทศิลป์ผสมกำลังแขน ดึงมิกกีให้ลุกออกจากเก้าอี้กลองปล่อยให้จอห์น บอนแนมทำหน้าที่แทน

จอห์น บอนแนมเริ่มต้นด้วยการตีกลองในจังหวะที่คนดูระบำเปลื้องผ้าต้องคุ้นหู หลังจากเมื่อคนอื่นพยายามมาช่วยให้มิกกีกลับมานั่งตีกลองเหมือนเดิม จอห์น บอนแนมก็วิ่งหนีมากลางเวทีพร้อมกับดึงเสื้อผ้าตัวเองออกทีละชิ้น และเมื่อเหลือปราการด่านสุดท้าย เขาก็ตะโกนถามคนดูผ่านไมโครโฟนว่า “MORE?” (เอาอีกมั้ย?)  แน่นอนว่าคนดูต้องตอบรับ เขาก็เลยถอดมันออกและยืนโชว์สรีระในชุดวันเกิด ปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการวงต้องรีบวิ่งด้วยความเร็วทำลายสถิติโอลิมปิกแข่งกับตำรวจไปหาจอห์น บอนแนม และลากลงเวทีได้ก่อนที่ตำรวจจะถึงตัวเพียงไม่กี่วินาที

นั่นมันแค่ความโกลาหลเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น!!!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.