Led Zeppelin: Chapter 4 – On the Tour


“ฤดูร้อนแห่งความรัก” ในปีค.ศ. 1969 ล่มสลายลงไปพร้อมกับดนตรีไซคีเดลิกและขบวนบุปผาชนทั้งหลาย แต่สำหรับเลดเซพพลินแล้ว ฤดูร้อนปีค.ศ. 1969 เพิ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นของชื่อเสียงของพวกเขา อันที่จริง ต้องขอบคุณดนตรีไซคีเดลิกที่ได้เปิดทางใหม่ให้กับดนตรีร็อก ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเอาดนตรีต่างสายพันธุ์อย่าง แจ๊ส ร็อก บลูส์ โฟล์ก เวิลด์มิวสิก และอื่น ๆ เข้ามาผสมปนเป รวมทั้งอิมโพรไวส์กันยาวเหยียดไม่เกรงใจคนฟังซึ่งทุกอย่างนี้พบได้ในดนตรีของเลดเซพพลิน

กล่าวได้ว่าการสร้างสรรค์ของเลดเซพพลินออกมาถูกที่ถูกเวลา แถมยังทำได้ดีกว่าอีกหลายวงที่พยายามทำในแบบเดียวกัน ทำให้ความนิยมในวงเลดเซพพลินเพิ่มมากขึ้น การทัวร์คอนเสิร์ตก็มากขึ้น หลังจากทัวร์อเมริกาจบก็ต้องไปทัวร์อังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อโปรโมทอัลบั้ม เลดเซพพลินทู ต่อ และขณะที่หลายคนคิดว่าจะได้พักเสียที ปีเตอร์ แกรนต์ก็บอกทุกคนว่าต้องไปทัวร์อเมริกากันอีกรอบ จอห์น บอนแนมเป็นคนแรกที่แสดงปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ว่าจิมมี เพจเห็นด้วยกับปีเตอร์ แกรนต์ทางวงเลยต้องออกทัวร์อเมริกากันต่อ

แต่การออกทัวร์ก็ช่วยส่งเสริมชื่อเสียงให้เลดเซพพลินมากยิ่งขึ้น ขนาดที่ว่าทางเยอรมันเสนอเงินจำนวนครึ่งล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้เลดเซพพลินเปิดการแสดงช่วงปีใหม่ที่เยอรมันตะวันตก แต่ว่าปีเตอร์ แกรนต์กลับปฏิเสธข้อเสนอนั้นด้วยเหตุผลว่าถ้าหากไปแสดงสำหรับออกโทรทัศน์มันจะไม่ส่งผลดีต่อวงเลดเซพพลิน เพราะปีเตอร์ แกรนต์เชื่อว่าการดูการแสดงสดของเลดเซพพลินผ่านโทรทัศน์ไม่มีทางได้รับรู้ถึงพลังอันน่าอัศจรรย์ของเลดเซพพลิน

อย่างไรก็ตามทางฝ่ายคนจัดงานยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และเสนอราคาสูงขึ้นจนถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปีเตอร์ แกรนต์ก็ยังคงปฎิเสธ ทั้งที่ถ้าจะว่ากันไปแล้วค่าตอบแทน 1 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการแสดง 1 คืนถือได้ว่ามากที่สุดในบรรดาวงดนตรีร็อกสมัยนั้น แต่สิ่งที่ปีเตอร์ แกรนต์ให้ความสำคัญมากกว่าเงินก็คือเรื่องของคุณภาพซึ่งจะเป็นผลดีต่อเลดเซพพลินในระยะยาว และปีค.ศ. 1970 ก็เริ่มต้นด้วยการออกทัวร์อังกฤษตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม ที่รอยัลอัลเบิร์ตฮอล และออกทัวร์ไปถึงแถบยุโรปและสแกนดิเนเวีย

ระหว่างอยู่ที่เมืองโคเปนเฮเก็น ประเทศเดนมาร์ก เลดเซพพลินก็โดนฟ้องร้องห้ามใช้ชื่อเซพพลินด้วยเหตุผลว่า เซพพลินเป็นนามสกุลที่มีความเป็นมายาวนานและยิ่งใหญ่ โดย อีฟ ฟอน เซพพลิน อ้างว่า “They may be World famous but a couple of shrieking monkeys are not going to use a privileged family name without permission.”  แปลเป็นไทยได้ใจความว่า ต่อให้วงเลดเซพพลินจะมีชื่อเสียงก้องโลกแค่ไหนก็ไม่รู้ล่ะ แต่เจ้าพวกฝูงลิงที่กรีดร้องโหยหวนพวกนี้อย่าสะเออะมาใช้นามสกุลสูงศักดิ์โดยปราศจากการยินยอมเป็นอันขาด!! แถมด้วยคำขู่ผ่านสื่อมวลชนว่า “ถือว่านี่เป็นคำเตือนก็แล้วกัน สำหรับคนที่อ้างตัวว่าเป็นนักดนตรี ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ห้ามเล่นดนตรีขยะแบบนั้นในเดนมาร์กในชื่อเซพพลิน ไม่เช่นนั้นจะได้เจอกันในศาลแน่ !”

เคาต์ เฟอร์ดินานด์ ฟอน เซพพลิน เป็นผู้บุกเบิกการเดินทางในอากาศรวมถึงออกแบบรูปร่างเรือเหาะด้วย คำเรียกเรือเหาะว่าเซพพลินก็มาจากนามสกุลของท่านเคาต์ผู้นี้เอง ดังนั้นอีฟ ฟอน เซพพลินจึงถือว่าตัวเองซึ่งเป็นทายาทสามารถใช้สิทธิห้ามไม่ให้คนอื่นนำเอานามสกุลอันสูงส่งของตัวเองไปใช้ตามอำเภอใจ

ตอนแรกโรเบิร์ต แพลนต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้นัก และยืนยันที่จะแสดงในโคเปนฮาเกนในชื่อเลดเซพพลิน แต่จิมมี เพจกลับต้องการหาวิธีประนีประนอม เพราะถ้าปล่อยไปจะเสียชื่อเปล่า ๆ เขาจึงเชิญ อีฟ ฟอน เซพพลิน มาพบในห้องซ้อมดนตรีที่เลดเซพพลินใช้ซ้อมก่อนจะแสดงที่โคเปนฮาเกน และการพบปะพูดคุยก็เป็นไปอย่างสุภาพ แต่ อีฟ ฟอน เซพพลิน ยังยืนยันไม่ให้ใช้คำว่าเซพพลินไม่ว่าทางเลดเซพพลินจะพยายามตะล่อมอย่างไรก็ตาม และแล้วสถานการณ์ก็เลวร้ายลงเมื่อ อีฟ ฟอน เซพพลิน หันไปเห็นเสื้อแจ็กเกตที่เพนต์รูปหน้าปกอัลบั้มแรกของเลดเซพพลินที่เป็นรูปเรือเหาะกำลังลุกเป็นไฟ และนั่นคือหายนะที่ชักพาให้เลดเซพพลิน ต้องรับชะตากรรมจากโทสะอันแรงกล้าของอีฟ ฟอน เซพพลิน!!!!

ปีเตอร์ แกรนต์ซึ่งมองการณ์ไกลเกลี้ยกล่อมให้เลดเซพพลินยอมใช้ชื่อแฝงระหว่างอยู่ในเดนมาร์ก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากทั้งหลายที่จะตามมา ตอนแรกโรเบิร์ต แพลนต์กับจอห์น บอนแนมไม่เห็นด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมตามปีเตอร์ โดยเลดเซพพลินใช้นามแฝงว่า เดอะน็อบส์ระหว่างที่อยู่ในเดนมาร์ก  (Nobs เป็นคำสแลงหมายถึงอวัยวะเพศชาย) และเพื่อเป็นการบรรเทาความหงุดหงิด สมาชิกเลดเซพพลินเลยไปเที่ยวเซ็กซ์คลับในโคเปนฮาเกน และวีรกรรมของจอห์น บอนแนมก็โดดเด่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเขากระโดดขึ้นไปแย่งไวเบรเตอร์จากมือของสาวโขว์นางหนึ่ง และถอดแบตเตอรี่ออกก่อนส่งไวเบรเตอร์คืนให้กับสาวโชว์นางนั้น พร้อมกับตะโกนแข่งกับเสียงดนตรีจับใจความได้ว่า “อย่าให้ของเทคโนโลยี่พวกนี้ทำงานเลยเว้ยยยยย” แต่ก่อนเหตุการณ์จะเลยเถิด เมื่อคนดูไม่ค่อยพอใจที่มีคนมาขัดจังหวะการแสดงจอห์น บอนแนมก็บอกหน้าตาเฉยว่า “แม่ให้ตามมาดูน้องสาวน่ะ กลัวว่าเธอจะมีอันตรายจากงาน!!”

ดูเหมือนว่าเลดเซพพลินจะชอบเซ็กซ์คลับแห่งนี้มาก หลังจากนั้น 4 เดือนพวกเขาเหมาคลับแห่งนี้ไว้เพื่อจะได้สนุกสุดเหวี่ยงเป็นส่วนตัว

หลังจากนั้นเลดเซพพลินก็ยังต้องไปโปรโมทตัวเองโดยจัดปาร์ตี้กับสื่อมวลชน ในแกลเลอรี่แห่งหนึ่ง แต่ระหว่างนั้นนักวิจารณ์คนหนึ่ง ดันไปพูดถึงดนตรีของเลดเซพพลินต่อหน้าจอห์น บอนแนมทำนองว่า ดนตรีของเลดเซพพลิน มันช่างไม่มีการพัฒนาที่เร้าใจเอาเสียเลย แถมยังหันไปชี้ให้จอห์น บอนแนมดูรูปที่ติดตามผนังในแกลเลอรีนั้นว่างดงามเพียงใด มีพลังแค่ไหน ฯลฯ เป็นแบบนี้คิดหรือว่า จอห์น บอนแนมจะอยู่เฉย?

“คุณรู้มั้ยว่าผมคิดอย่างไรกับภาพพวกนี้” จอห์น บอนแนมถามนักวิจารณ์คนนั้นกลับไป “โอ…แน่นอน ผมอยากรู้ความคิดเห็นของคุณเช่นกัน” นักวิจารณ์คนนั้นตอบกลับ จอห์น บอนแนมจึงเดินไปดึงรูปวาดนั้นออกจากผนังแล้วจับฟาดไปยังนักวิจารณ์คนนั้นจนกรอบไม้หักเป็นสองส่วน นักวิจารณ์ลงไปนอนกองกับพื้นทันที “คุณยังต้องการให้ผมวิจารณ์ภาพอื่นอีกมั้ย” จอห์น บอนแนมตะโกนถาม นั่นเป็นปาร์ตี้สื่อมวลชนในแกลเลอรี่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของเลดเซพพลิน

การทัวร์เพื่อสนับสนุนอัลบั้ม เลดเซพพลินทู จบลงอย่างไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ เมื่อกีตาร์ของ จิมมี เพจ หายไปตัวหนึ่งระหว่างเดินทางไปแคนาดา สำหรับคนอื่นอาจจะแค่หาตัวใหม่มาเปลี่ยน แต่สำหรับจิมมี เพจ มันคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขา หลังจากที่เขาทราบเรื่องก็โมโหและระบายความกราดเกรี้ยวใส่คนรอบข้างเป็นชั่วโมง และอีก 29 โชว์ที่เหลืออยู่เขาก็แสดงมันออกไปแบบไม่ค่อยสบอารมณ์จนไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขามากนัก

ช่วงหลังปีเตอร์ แกรนต์เห็นว่าแฟนเพลงมาดูเลดเซพพลินโดยเฉพาะ ไม่ได้อยากดูวงเปิด เขาจึงตัดสินใจให้เลดเซพพลินเล่นเพียงวงเดียว ซึ่งทางวงพอใจมาก จอห์น พอล โจนส์ให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะเล่นไปเรื่อย จนกว่าจะรู้สึกว่ามันพอสมควรแก่เวลาแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงว่าบางทีมันกินเวลาถึงสามชั่วโมง!  ทั้งนี้ก็เพราะใครอยากจะนำเสนออะไรก็นำเสนอได้ ถ้าจอห์น บอนแนมอยากจะโซโล่กลองยาวครึ่งชั่วโมงก็ทำได้ ขอเพียงรู้สึกว่าแฟนเพลงยังคงตื่นเต้นอยู่กับโชว์ ชาวเลดเซพพลินก็จะเล่นไปเรื่อย ๆ”

แต่การแสดงที่ยาวนานก็ส่งผลเสียต่อเสียงร้องของโรเบิร์ต แพลนต์ เนื่องมากจากการใช้เสียงที่สุดยอดทะลุทะลวงของเขาจำเป็นต้องใช้พลังอย่างมาก ช่วงหลังเสียงเขาจึงแย่ลง ระหว่างอยู่ในเมืองฟีนิกซ์ เขาต้องไปพบแพทย์ให้ดูอาการและสิ่งที่แพทย์เตือนกลับมาคืออย่าใช้เสียงมากนัก ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ร้องเพลงอีกเลย!! และยังลงความเห็นให้ยุติการแสดงที่เหลือซึ่งเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายของทัวร์ครั้งนั้น ถึงแม้ว่าโรเบิร์ต แพลนต์ไม่ค่อยอยากหยุดเท่าไหร่นัก แต่ปีเตอร์ แกรนต์เห็นว่าจะได้ไม่คุ้มเสียหากเกิดปัญหากับเสียงของโรเบิร์ตในระยะยาวจึงยกเลิกการแสดงสุดท้ายในลาสเวกัสและส่งโรเบิร์ต แพลนต์กลับไปรักษาตัวอย่างเร่งด่วน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.