Manic Street Preachers


ริชชี่ เจมส์ เอ็ดเวิร์ด หายตัวไปจากโรงแรมที่พำนักเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 และไม่มีใครพบตัวอีกเลยนับจนถึงวันนี้

จากวันนั้นแฟนเพลงเดอะมานิกส์ก็แบ่งเดอะมานิกส์เป็นสองยุคคือยุคที่ยังมีริชชี่ กับยุคที่ไม่มีริชชี่  หลายคนคิดว่าเดอะมานิกส์คลายความขลังเมื่อปราศจาก ริชชี่ แต่นับถึงวันนี้ผ่านไป 13 ปี เดอะมานิกส์ก็มีแฟนเพลงใหม่เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังสร้างงานเยี่ยมๆ เอาไว้หลายชิ้น โดยเฉพาะดิสอิสมายทรูธเทลมียัวร์สที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในอังกฤษและคว้ารางวัลมากมาย

เดอะมานิกส์สร้างชื่อเสียงด้วยดนตรีกึ่งพังก์กึ่งฮาร์ดร็อกและแต่ที่โดดเด่นที่สุดคือเนื้อเพลงที่มีชาญฉลาดช่างคิด หาคนเลียนแบบได้ยาก เพียงแค่ออกอัลบั้มแรกมา พวกเขาก็ประกาศว่า “เราจะทำอัลบั้มแค่ชุดเดียวซึ่งจะทำยอดขายได้มากกว่าแอพพิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน เราจะไปทัวร์รอบโลก และเปิดคอนเสิร์ตที่เวมบลี่ย์สามคืน แล้วจากนั้นเราจะยุบวง” ซึ่งไม่รู้ว่าโชคดี (ของคนฟัง) หรือโชคร้าย (ของเดอะมานิกส์) ที่อัลบั้มแรกของพวกเขา เจเนอเรชันเทอเรอริสต์ส มันทำยอดขายได้น้อยกว่าแอพพิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน หลายเท่า แต่มันก็มีเหตุผลที่ทำให้พวกเขายังไม่ยุบวง (ก็อัลบั้มแรกมันทำยอดจำหน่ายไม่ถึงเป้านี่) ถึงแม้ว่าเจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ จะยอมรับว่าผิดหวังที่อัลบั้มแรกทำยอดขายไม่ได้เท่า แอพพิไทท์ฟอร์เดสทรักชันเพราะเขาคิดว่า “ถ้างานนั้นมันเยี่ยมเท่า แอพพิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน มันก็ต้องทำยอดขายได้เท่าด้วยสิ”

manic-street-preachers-quartet

และคงจะด้วยอิทธิพลของดนตรีฮาร์ดร็อกและแกลมร็อก (นิตยสารเอ็นเอ็มอีเคยเรียกนิกกี้กับริชชี่สมัยเปิดตัวแรกว่ากลามัวร์ทวินส์ด้วย) เลยทำให้บางคนสงสัยว่าพวกเขาจะไม่ใช่พังก์ของจริงเสียละมั้ง? และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1991 นักข่าวของเอ็นเอ็มอีถามริชชี่เกี่ยวกับประเด็นนี้ ทำให้ริชชี่เกิดอาการติสต์ขึ้นสมอง คว้ามีดโกนมากรีดคำว่า 4 REAL ตัวเป้งที่ท่อนแขนซ้าย เมื่อภาพนั้นเผยแพร่ออกไปมันก็กลายภาพพจน์ติดตัวริชชี่ไปในบัดดล นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำร้ายตัวเอง ครั้งหนึ่งในการถ่ายรูป เขากรีดหน้าอกตัวเองเป็นคำว่า VIH (จริงๆ แล้วจะกรีดเป็น HIV แต่ว่าตอนกรีดใช้กระจกส่องเลยเกิดความผิดพลาดขึ้น)

เดอะมานิกส์ตั้งวงกันในช่วงปี ค.ศ. 1986 โดยเพื่อนร่วมโรงเรียนสี่คนคือ เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ (กีตาร์, ร้องนำ) ฌอน มัวร์ (กลอง) นิกกี้ ไวเออร์ (กีต้าร์) และฟลิกเกอร์ (เบส) เป็นวงแนวพังก์สุดขั้วที่ยึดวง เดอะแคลชเป็นต้นแบบ แต่ว่าไป ๆ มา ๆ ดนตรีเริ่มหนีห่างจากการตีคอร์ดดิบ ๆ แบบดนตรีพังก์ไปทุกที จนกระทั่งฟลิกเกอร์ทนไม่ไหวขอลาออกไปทำวงพังก์ตามแบบของตัวเอง เดอะมานิกส์เป็นวงสามชิ้นอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่ริชชี เจมส์ เอ็ดเวิร์ด เพื่อนของนิกกี้จะเข้ามารับหน้าที่มือกีตาร์ของวง

จริง ๆ แล้วริชชี่อยู่กับเดอะมานิกส์มานานโดยทำหน้าที่ผู้จัดการวง (หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือคนขับรถ) และเป็นคนเขียนเนื้อเพลงร่วมกับนิกรวมไปถึงออกแบบงานอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ แต่เมื่อเขาลองขึ้นไปแจมบนเวทีกับวงบ่อยเข้า ในที่สุดเขาก็เข้ามาเป็นสมาชิกของวงเต็มตัว และในไม่ช้าริชชี่ก็โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเดอะมานิกส์ในเวลาต่อมา

เดอะมานิกส์ในยุคที่ไม่มีริชชี่ก็ลดความเครียดของบทเพลงลงไป เพิ่มด้านที่สดใสผ่อนคลายเข้ามามากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเนื้อหาสาระและทัศนคติที่ผ่านการไตร่ตรองครุ่นคิด ไม่ได้แสดงอารมณ์เพียงอย่างเดียว รวมไปถึงชอบทำอะไรให้คนรำลึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่คนฟังต้องมีความผูกพันร่วมกันมาก่อน อย่างเช่น เพลง “ยูเลิฟอะโลนน็อตอีนัฟ” พวกเขาก็ไปเอาเนื้อเพลงจาก “ยูสโตลเดอะซันฟรอมมายฮาร์ต” มาใส่ หรือท่อนคอรัสเพลง “ลิตเติลเบบีน็อตติง” ในอัลบั้มแรกก็เอาเนื้อเพลงจาก “ซูไซด์อัลลี” ของพวกเขาเองมาใส่ ซึ่งถ้าเป็นแฟนเพลงของเดอะมานิกส์จะรู้สึกถึงการสื่อสารจากทางวงถึงความผูกพันที่มีต่อกันมายาวนาน

พวกเขาสร้างพัฒนาการทางดนตรีไปทีละขั้น จนบางทีแฟนเพลงเก่าก็ผิดหวังไปเหมือนกันอย่างในชุด ไลฟ์บลัด ที่เป็นดนตรีป็อปแทบไม่เหลือความดิบของร็อกสมัยแรกอยู่เลย แถมยังแยกกันไปออกงานเดี่ยวให้เสียวว่าพวกเขาอาจจะยุบวง แต่พวกเขาก็กลับมาทำงานร็อกดิบแบบเดิมในเซนด์อะเวย์เดอะไทเกอร์สที่เรียกศรัทธาจากแฟนเพลงเดิมมาได้มากมาย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.