Led Zeppelin: Chapter 5 – Led Zeppelin III


ชีวิตคู่ระหว่างโรเบิร์ต แพลนต์กับภรรยาเริ่มมีความบาดหมางเมื่อเรื่องราวความบ้าบอระหว่างการออกทัวร์ล่วงรู้ถึงหูภรรยาของเขาเป็นระยะ บวกกับคำแนะนำของแพทย์ให้พักผ่อนเต็มที่ เขาเลยออกไปพักผ่อนนอกสถานที่ แต่เพื่อไม่ให้เสียงานเขาจึงเชิญจิมมี เพจให้ไปร่วมพักผ่อนด้วยเพื่อจะประพันธ์เพลงร่วมกันไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

โรเบิร์ต แพลนต์เลือกที่จะไปพักผ่อนที่ตอนใต้ของเวลส์ ในทำเลใกล้แม่น้ำโดวีย์ ณ กระท่อมที่ชื่อ โบรนาไรอา (โบรนาไรอา หรือที่มักจะเขียน Bron-y-Aur) แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Golden Hill หรือเนินเขาสีทอง สถานที่สงบเงียบไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรอื่นนอกจากกีตาร์โปร่ง สุนัขของโรเบิร์ตกับอาหารที่กักตุนไว้กินไม่มากนัก

ในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สงบ แตกต่างไปจากความรีบเร่งวุ่นวายของนิวยอร์กหรือหัวเมืองใหญ่แห่งนี้ กลายเป็นสถานที่สร้างสรรค์เพลงที่งดงามขึ้นมาหลายเพลง

หลังจากกลับจากพักผ่อน สมาชิกทั้งสี่ของเลดเซพพลินก็มารวมตัวกันที่เฮดลีย์แกรนจ์ ในแฮมเชียร์เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่สำหรับบ้านหลังนี้ ข้อมูลบางแห่งบอกว่าวงฟลีตวู้ดแม็ก (ซึ่งเคยใช้ที่นี่เป็นที่ซ้อมดนตรีช่วงปีค.ศ. 1970) เป็นคนแนะนำให้เลดเซพพลินมาใช้บ้านแห่งนี้ แต่บางข้อมูลบอกว่าคาโรล บราวน์เลขาของปีเตอร์ แกรนต์เป็นคนแนะนำเมื่อตอนที่ทางวงต้องการหาสถานที่เงียบ ๆ บันทึกเสียงอัลบั้มเลดเซพพลิน ทรี โดยเธอเห็นโฆษณาให้เช่าบ้านจากนิตยสารเดอะเลดี้

แต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนพวกเขาก็พักการทำงานในสตูดิโอ ไปแสดงในเทศกาลบาธต่อหน้าผู้ชมมากกว่าสองแสนคน เลดเซพพลินประเดิมด้วย “อิมมิแกรนต์ซอง” ตอนแรกผู้คนในนั้นไม่ค่อยสนใจการแสดงของวงมากนัก คนดูแยกย้ายกันไปหาที่นั่งคุยอยู่ห่างเวที แต่เมื่อจิมมี เพจเริ่มใช้คันสีไวโอลินออกมาเรียกความสนใจ สำทับด้วยการโซโล่กลองอันยาวนานของจอห์น บอนแนม คนดูก็เริ่มให้ความสนใจวงมากขึ้น ยิ่งเมื่อจอห์น พอล โจนส์ โซโลคีย์บอร์ดในเพลง “ซินซ์ไอฟ์บีนเลิฟวิงยู” ถือเป็นไฮไลต์ของงานนั้น เวลาการแสดงยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง และต้องออกมาเล่นอังกอร์ถึง 5 รอบ

สำหรับพลพรรคเลดเซพพลินแล้ว การแสดงในเทศกาลบาธ ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงที่ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ค่อยได้รับความสนใจจากอังกฤษบ้านเกิดของตัวเองเท่าใดนัก หลังจากนั้นทางวงก็ไปออกแสดงที่โคโลญจ์ แฟรงเฟิร์ต เบอร์ลิน (ในเยอรมัน) และข้ามมาแสดงหกรอบในอเมริกา (สองในหกรอบนั้นแสดงที่เมดิสันสแควร์การ์เดนซึ่งขายตั๋วหมด) เลดเซพพลินได้รับการโหวตให้เป็นวงยอดนิยมจากนิตยสารเมโลดีเมเกอร์ฉบับเดือนสิงหาคมแทนที่เดอะบีตเทิลส์ที่ไม่มีใครแย่งตำแหน่งนี้ได้มานาน

เลดเซพพลินโด่งดังทะลุฟ้า ส่งห้ยอดการสั่งจองอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี สูงถึง 7 แสนแผ่น แต่เมื่อมันออกมานักวิจารณ์และแฟนเพลงกลุ่มหนึ่งกลับสับอัลบั้มชุดนี้เสียเละเทะ!!!

อัลบั้ม เลดเซพพลินทรีจุดประกายความเชื่อของคนหลายคนที่คิดว่าจิมมี เพจเป็นพวกนับถือซาตาน เพราะในแผ่นเสียงรุ่นแรกที่ที่ผลิตออกมาหน้าแรกจารึกคำว่า “Do what thou wilt” และหน้าสองจะมีคำว่า “So mote be it” ซึ่งสองคำนี้เป็นใจความสำคัญของลัทธิเธเลมาของอเลสเตอร์ โครว์ลีย์ จารึกอยู่ในหนังสือกฎ (Book of Law) อันเลื่องชื่อระบือนามของอเลสเตอร์ โครว์ลีย์

อเลสเตอร์ โครว์ลีย์เป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20 ผู้อ้างว่าเขาเป็นทายาทโดยตรงของซาตาน แต่ชีวิตจริงของเขาหมดไปกับเรื่องเซ็กซ์ และในช่วงช่วงบั้นปลายชีวิตเขาติดยาเสพติดเช่นโคเคนและเฮโรอีนงอมแงม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะเป็นทายาทซาตานอย่างที่เขาอ้างจริงหรือไม่ ทุกคนต้องยอมรับว่าหนังสือที่เขาเขียนกลายเป็นคัมภีร์ซาตานที่มีคนลอกเลียนมากที่สุด ซึ่งนั่นทำให้ไม่มีใครปฏิเสธถึงชื่อเสียงของเขาที่เกินหน้าเกินตาพ่อมดคนอื่น

อันที่จริงอเลสเตอร์ โครว์ลีย์ก็รับเอาแนวความคิดของกลุ่มรุ่งอรุณสีทอง (Golden Dawn)มามากเหมือนกัน (เป็นลัทธิพ่อมดที่มีการเก็บเอกสารเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ตั้งขึ้นราวปลายทศวรรษ 1880) อเลสเตอร์ โครว์ลีย์เคยสังกัดอยู่กับกลุ่มรุ่งอรุณสีทองก่อนที่จะแยกตัวออกมาสร้างลัทธิเธเลมาของตัวเองและเขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราว และหนึ่งในหนังสือที่ดังมากของเขาเล่มหนึ่งชื่อว่าคำสารภาพของอเลสเตอร์ โครว์ลีย์ (The Confessions of Aleister Crowley) ตีพิมพ์เมื่อปีค.ศ. 1929 ซึ่งทำให้จิมมี เพจหันมาสนใจงานเขียนของ     อเลสเตอร์และตามเก็บงานของอเลสเตอร์ทุกเล่มที่หาได้

จิมมีลุ่มหลงอเลสเตอร์ โครว์ลีย์ถึงขนาดทุ่มเงินซื้อบ้านบอลเอสคิน ซึ่งอเลสเตอร์เคยใช้เป็นที่พำนักอาศัยในช่วงปีค.ศ. 1899 – 1933 มาเป็นของตัวเอง บ้านหลังนี้อยู่ริมทะเลสาบล็อกเนสในสกอตแลนด์ และเป็นศูนย์กลางของลัทธิเธเลมา (แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมือไปแล้ว) แถมยังทำร้านขายหนังสือและสำนักพิมพ์ชื่อ อีควินอกซ์เพื่อจำหน่ายหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเวทย์มนต์เหล่านี้เป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย

ถ้าใครสังเกตที่หน้าปกอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี ตรงข้างล่างรายชื่อเพลง (แผ่นเสียงจะทำเป็นเปิดพับได้) จะเขียนไว้ว่า “Credit must be given to โบรนาไรอา, a small derelict cottage in south Snowdania, for painting a somewhat forgotten picture of true completeness which acted as an incective to some of the musical statements” เป็นการบอกนัยว่างานนี้จะกลับไปสู่ดนตรีที่เน้นความเรียบง่ายของธรรมชาติ

เลดเซพพลินคงจะคิดเอาไว้แล้วว่าใครได้ฟังงานชุดนี้คงรู้สึกว่ามันออกแนวโฟล์กเกินกว่าจะเป็นร็อกหนักแน่นอย่างในอัลบั้ม เลดเซพพลินทู ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ว่าภายหลังอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี ได้รับการนับถือในฐานะของความกล้าบุกเบิกของทางคณะที่จะหันเหทิศทางจากดนตรีบลูส์ร็อกหนัก ๆ มาเป็นเสียงอคูสติก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความงามทางศิลปะที่อยู่ทนแรงเสียดทานทางกาลเวลา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.