Led Zeppelin: Chapter 9 – Led Zeppelin IV


ถึงแม้ว่า “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” จะเป็นเพลงเด่นในอัลบั้มนี้ แต่ว่าเพลงอื่นในงานชุดนี้ก็มีจุดเด่นในตัวเองไม่ด้อยไปกว่ากัน อย่างเช่นจอห์น พอล โจนส์ อวดฝีมือการเล่นอีเล็กทริกเปียโนในเพลง “มิสตีเมาเทนฮอป” ได้แพรวพราวโดดเด่น เพลงนี้เนื้อหาเกี่ยวพันถึงพวกฮิปปีปลายยุค 60 ที่มีปัญหากับตำรวจเรื่องกัญชาจนย้ายไปอยู่ในหุบเขา แต่เนื้อหาบางส่วนก็มีแรงบันดาลใจมาจากเจอาร์อาร์ ทอลเคียลเช่นเคย

เดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1971 การทำงานทุกอย่างก็เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์ แต่กว่าจะออกวางจำหน่ายก็เดือนตุลาคม ค.ศ. 1971 เพราะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคบางประการเมื่อจิมมี เพจนำอัลบั้มไปมิกซ์เสียงที่ลอสแอนเจลิสจนเสร็จเรียบร้อย แต่พอเอากลับมาฟังรวมกันทั้งวงและผู้เกี่ยวข้องปรากฏว่าเสียงที่ออกมาไม่เป็นที่พอใจ แม้แต่จิมมี เพจเองก็ยอมรับว่ามันออกมาไม่เหมือนกับที่เขาต้องการ

ส่วนเพลง “โฟร์สติกส์” ได้ชื่อมาจากการใช้ไม้กลองสี่อันตีกลอง เสียงร้องในเพลงนี้ผ่านกระบวนการทางห้องบันทึกเสียงให้ออกทางอิเล็กทริค มากหน่อย ภาพดนตรีทำออกมาในแบบเวิลด์มิวสิกและกลับมาสู่พื้นฐานของโฟล์กเหมือนใน เลดเซพพลินทรี กับเพลง “โกอิงทูแคลิฟอร์เนีย” ซึ่งเนื้อหาเป็นกล่าวถึงโจนี มิเชลนักดนตรีโฟล์กผู้โด่งดัง

led-zep-iv

พูดถึงการซาวนด์กลองของจอห์น บอนแนมในงานชุดนี้ถือเป็นมาตรฐานของการตีกลองร็อกในทศวรรษ 80 แต่กว่าจะได้แบบนี้ก็ต้องทดลองจัดทิศทางของไมโครโฟนกันหลายรูปแบบเพื่อให้ได้รายละเอียดของเสียงกลองรวมไปถึงเสียงที่สะท้อนกลับมามากที่สุด ความโดดเด่นของเสียงกลองใน “เวนเดอะเลวีเบรก” เพลงบลูส์เก่าจากยุค 20 เกิดจากความสามารถในด้านการบันทึกเสียงและเรื่องของการตกแต่งเสียงในสตูดิโอ ซึ่งทำให้เป็นเพลงที่เล่นคอนเสิร์ตก็จะไม่ได้ความยิ่งใหญ่เท่ากับเวอร์ชั่นในสตูดิโออัลบั้ม

“แบล็กด็อก” เป็นเพลงที่มีท่อนริฟฟ์หนักหน่วงมากริฟฟ์หนึ่งของเลดเซพพลิน เริ่มต้นด้วยเสียงกีตาร์ที่อุ่นเครื่องซึ่งเป็นไอเดียที่ได้มาจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเฮดลีย์แกรนจ์ที่มีเสียงสะท้อนเฉพาะตัวจนจิมมี เพจอยากจะเล่นกับเสียงแบบนี้ และเขาก็นำมาใช้ในท่อนอุ่นเครื่องของเพลงก่อนที่โรเบิร์ต แพลนต์จะแหกปาก “Hey, Hey Mama….” และตามมาด้วยเสียงเครื่องดนตรีตอบรับเสียงร้องของในแบบคอลแอนด์เรสพอลส์ซึ่งพบได้ทั่วไปในดนตรีของคนผิวดำอย่าง บลูส์ แจ๊ส และกอสเปล เพลงนี้อาจจะเรียกได้ว่าร้องสด  (เขาบันทึกเสียงร้องเพียง 2 ครั้งเท่านั้น) และที่น่าปวดหัวสำหรับมือกลองก็คืออัตราส่วนที่สลับกันระหว่าง 4/4 และ 5/4 โดยลูกเบิ้ลกระเดื่องกับการใช้ตัวหยุดเสียงแบบเฉียบขาดของจอห์น บอนแนมเป็นสิ่งที่ทุกคนทึ่งได้เสมอ

ท่อนริฟฟ์อันน่าทึ่งของเพลงนี้ส่วนใหญ่จะคิดว่ามาจากมันสมองของจิมมี เพจ แต่ว่าริฟฟ์เพลงนี้เป็นการคิดของจอห์น พอล โจนส์ มือเบสที่ฟังเพลงจากอัลบั้ม อีเล็กทริกมัด ของมัดดี วอเตอร์แล้วเกิดไอเดียในการทำท่อนริฟฟ์ที่จะมีเบสลื่นไหลไปมา และถ้าเปิดเพลงนี้ดัง ๆ จะได้ยินจอห์น บอนแนมตีไม้กลองรักษาความเร็วและจังหวะของเพลงในช่วงริฟฟ์

เพลงต่อมา “ร็อกแอนด์โรล” เป็นเหมือนการสดุดีดนตรีร็อกในยุค 50 ที่เอลวิส เพรสลีย์ยังคงเท่และเป็นราชาร็อกแอนด์โรล โดยเฉพาะเนื้อเพลงที่จะไปหยิบเอาคำที่คุ้นอย่างเช่น “lonely lonely time” โครงสร้างเพลงและทางเดินคอร์ดเป็นแบบ 12 บาร์-บลูส์สนุก ๆ

จอห์น บอนแนมสร้างสรรค์ส่วนกลองในการตีไฮแฮ็ตกับสแนร์เสียจนเหมือนการสร้างแพ็ทเทิร์นการเล่นร็อกแอนด์โรลขึ้นมาใหม่ เพลงนี้มาจากการแจมระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อจอห์น บอนแนมลองตีกลองตามเพลง “คีปอะคิกกิง” ของลิตเติล ริชาร์ดแล้วลองเพิ่มลูกเล่นเฉพาะตัวเข้าไปเท่านั้น จิมมี เพจได้ฟังเสียงกลองเลยลองคิดริฟฟ์แบบเพลงร็อกแอนด์โรลสมัยแรก ตามเสียงกลองของจอห์น บอนแนม เสียงเปียโนฝีมือของเอียน สจ๊วตผู้จัดการทัวร์ของเดอะโรลลิงสโตนส์ที่นึกครึ้มเลยมาแจมกับเลดเซพพลินเล่น ๆ

หลังจากจิมมี เพจลองเล่นแมนโดลินของจอห์น พอล โจนส์แล้วเกิดติดใจ เขาลองเอาแมนโดลินมาเล่นในคอร์ดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อจะให้ได้เสียงที่เขาถูกใจ จนออกมาเป็นทำนองเพลง “เดอะแบตเทิลออฟเอเวอร์มอร์” โรเบิร์ต แพลนต์เขียนเนื้อเพลงนี้ขึ้นจากเรื่องราวสงครามของชาวสกอต แต่หลายคนที่ได้อ่านเนื้อเพลงแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากลอร์ดออฟเดอะริงของเจอาร์อาร์ ทอลเคียลมากกว่า เพราะถ้าอ่านเนื้อเพลงตามไปด้วยแล้วจะรู้สึกว่ามีถ้อยคำบางคำที่มันไปสัมพันธ์กับเรื่องราวในลอร์ดออฟเดอะริงภาคสุดท้ายคือ รีเทิร์นออฟเดอะคิง ในช่วงที่เรียกว่าสมรภูมิเพเลนนอร์

โดยเริ่มตั้งแต่ท่อนแรกของเพลงคือ “Queen of Light took her bow” ก็มีคนตีความว่าเป็น ตอนที่เอโอวินบอกลาอาราก้อนไปเข้าร่วมกับกองทัพโรฮาน ส่วน The Prince of Peace ก็มีคนตีความว่าจะหมายถึงตัวอารากอน แต่จากปากคำให้สัมภาษณ์ของโรเบิร์ต แพลนต์เอง เขาบอกว่าเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้องเพลงมาจากสงครามของชาวสก๊อตซึ่งเขาอ่านก่อนที่จะมาบันทึกเสียงอัลบั้มนี้

และเมื่อเขาเขียนเนื้อเพลงเสร็จแล้วกลับรู้สึกว่าถ้าเขาร้องเองมันอาจจะไม่ค่อยสมบูรณ์อย่างที่เขาจินตนาการไว้ เพลงนี้จึงมีนักร้องรับเชิญคือแซนดี แดนดีจากวงแฟร์พอร์ตคอนเวนชัน วงดนตรีแนวโฟล์ก มาช่วยร้อง และอาจจะเพราะว่าเพลงนี้มีนักร้องรับเชิญ ทำให้เลดเซพพลินไม่ค่อยนำเพลงนี้ไปเล่นคอนเสิร์ตมากนัก แต่ก็มีเล่นบ้างโดยจอห์น พอล โจนส์จะเป็นคนร้องในส่วนของแซนดี แดนดี (เขาจะร้องพร้อมกับเล่นกีตาร์อคูสติกสามคอ)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.