Led Zeppelin: Chapter 10 – Tour and Chaos


เดือนมีนาคม ค.ศ. 1971 ปีเตอร์ แกรนต์ให้เลดเซพพลินออกแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้งหลังจากที่หยุดแสดงมา 5 เดือนเพื่อรักษาสถานภาพของวงให้คนจดจำอยู่ตลอดเวลา โดยไปแสดงที่อเมริกา อังกฤษและไอร์แลนด์

การแสดงที่ไอร์แลนด์ของเลดเซพพลินถือเป็นการแสดงที่เสี่ยงอันตรายสำหรับวงจากอังกฤษพอสมควร เพราะตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้นักถือโปรแตสแตนต์กับคาธอลิกจนนำไปสู่การจลาจลในท้องถนนหลายแห่งในไอร์แลนด์ช่วงปลายทศวรรษ 60 ทำให้ท้องถนนในไอร์แลนด์หลายที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนอังกฤษ

และหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงกำหนดการแสดงคอนเสิร์ตในกรุงเบลฟาสต์ก็มีการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้เดินขบวน ห่างไปเพียง 1 ไมล์จากอัลสเตอร์ฮอล ที่เลดเซพพลินใช้เป็นที่แสดง โดยในครั้งนั้นมีคนเดินขบวนเสียชีวิต 1 คน ตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย มีรถไหม้ไฟ 4 คัน แต่ปีเตอร์ แกรนต์ก็ยังสั่งให้เปิดการแสดงต่อไปตามปกติ เพราะเขาเห็นว่าเลดเซพพลินยังคงปลอดภัย และหลังจากการแสดงจบรถลีมูซีนก็รีบนำสมาชิก เลดเซพพลินออกจากเบลฟาสต์มุ่งหน้าสู่ดับลินต่อไป

หลังจบการแสดงในดับลินจอห์น บอนแนมซึ่งกำลังหิวโซ มีเพียงวิสกี้ประทังชีวิตไม่กี่ขวด จึงเดินจากห้องพักในโรงแรมมายังห้องครัว

ก็บอกแล้วไง ไอ้งั่ง! เราปิดครัวแล้ว…” พ่อครัวประจำโรงแรมแห่งนั้นตะโกนใส่จอห์น บอนแนมโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับร็อกสตาร์ที่ได้ชื่อว่าห่ามและห้าวระดับแถวหน้าของวงการ เราไม่มีอาหารใด ๆ ทั้งสิ้นหลังห้าทุ่มครึ่ง”

ผมก็ไม่ได้ต้องการอาหารชุดใหญ่ยุ่งยากอะไร…” จอห์น บอนแนมตะโกนกลับ …แค่แซนวิสก็พอ และถ้าคุณขี้เกียจละก็นะ ผมทำเองก็ได้”

ถ้าพ่อครัวคนนั้นยอมให้จอห์น บอนแนมทำโดยดีคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าเขากลับหยิบมีดทำครัวมาแกว่งพร้อมกับขู่ให้จอห์น บอนแนมออกจากครัวไป จอห์น บอนแนมเห็นดังนั้นเลยกระโดดเข้าใส่ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของริชาร์ด โคลผู้จัดการทัวร์ซึ่งรีบกระโจนไปขวางหน้าจอห์นเพื่อไม่ให้มือกลองผู้ยิ่งใหญ่โดนพ่อครัวแทงตายดับอนาถในครัว แต่จอห์นผลักโคลให้หลีกทางเลยโดนริชาร์ดต่อยกลับส่งผลให้จมูกจอห์น บอนแนมหักคาหมัดอันหนักหน่วงของเขา

คืนนั้นริชาร์ดจึงต้องพาจอห์น บอนแนมไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพร้อมกับกังวลว่าอาจจะโดนปีเตอร์ แกรนต์ไล่ออกฐานไปทำร้ายสมาชิกวง โชคดีที่คืนนั้นปีเตอร์เมาเหล้าจนเกินกว่าจะสนใจว่าจอห์น บอนแนมจมูกหัก! ริชาร์ดจึงรอดตัวไป

เมื่อกลับมาอังกฤษ คราวนี้ปีเตอร์ แกรนต์ให้เลดเซพพลินออกแสดงตามคลับเล็กจุคนไม่มากนัก โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลงที่เคยให้การสนับสนุนในช่วงตั้งวงแรก ๆ และจะได้ใกล้ชิดกับคนดูมากยิ่งขึ้น แต่การใกล้ชิดคนดูมากบางทีก็มีปัญหาที่คิดไม่ถึง อย่างเช่นเมื่อพวกเขาไปแสดงที่น็อตติงแฮมโบตคลับ ริชาร์ด โคลผู้จัดการวงเหลือบไปเห็นคนดูที่อยู่หน้าสุดมีมีดเสียบอยู่ที่เข็มขัด เลยตรงเข้าไปลากชายหนุ่มคนนั้นไปหลังเวที

เฮ้ย คุณพกมีดเข้ามาดูทำไมวะเนี่ย” ริชาร์ด โคลถามพร้อมกับแสดงกิริยาข่มขู่ แล้วก็ได้คำตอบที่คาดไม่ถึง เมื่อชายหนุ่มตอบว่า แฟนเขาหลงรักโรเบิร์ต แพลนต์ทำให้เขาอยากจะฆ่าทั้งคู่ทิ้ง แต่คืนนั้นริชาร์ด โคลไม่ได้แจ้งตำรวจ เขาปล่อยตัวไปพร้อมทั้งขู่ว่า ถ้ามาให้เห็นอีกรับรองว่าคนที่ตายจะไม่ใช่โรเบิร์ต แพลนต์แน่

หลังจากตระเวนตามคลับในอังกฤษแล้ว เลดเซพพลินก็เริ่มออกทัวร์ยุโรปในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1971 ช่วงนั้นกระแสปากต่อปากถึงความมหัศจรรย์ของเพลง “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” ทำให้หลายคนเอาเทปเข้าไปบันทึกเสียงในคอนเสิร์ตกันมากมาย (ณ เวลานั้นอัลบั้มลำดับที่ 4 ยังไม่ออกจำหน่าย) ทำให้ปีเตอร์ แกรนต์ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเขารู้ว่าในบรรดาแฟนเพลงที่เอาเทปมาบันทึกเสียงนี้จะมีพวกบู้ตเล็กรวมอยู่ด้วยแน่นอน และถ้าเป็นเพลงที่ไม่เคยออกจำหน่ายก็ยิ่งทำให้พวกบู้ตเลกพวกนี้ขายได้

แต่จิมมี เพจกับโรเบิร์ต แพลนต์มองว่านี่คือลางดีสำหรับอัลบั้มใหม่ของพวกเขา เพราะมันแสดงถึงผลตอบรับที่แฟนเพลงมีให้อย่างมากมายมหาศาล พวกเขารู้สึกว่าเพลง “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” จะต้องกลายเป็นเพลงฮิตที่แฟนเพลงชื่นชมแน่

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการแสดงของเลดเซพพลินจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะเมื่อพวกเขามาแสดงในอิตาลี่ที่มีคนดูประมาณ 15,000 คน เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยก่อนหน้าที่เลดเซพพลินจะขึ้นเวทีเพียง 30 นาที มีเสียงระเบิดและกลุ่มควันจากบริเวณด้านหลังของคนดู ทำให้ตำรวจต้องวิ่งกันพล่านเพื่อหาสาเหตุและพยายามควบคุมฝูงชน แต่ถึงอย่างนั้นเลดเซพพลินก็ยังขึ้นเวทีด้วยความคิดว่าดนตรีของพวกเขาจะทำให้เหตุการณ์สงบลงได้

หลังจากเล่นไปได้เพียงสองเพลง ฝูงชนที่วุ่นวายก็ยังไม่ยอมสงบ แถมยังแย่ลงไปอีกเมื่อตำรวจตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อที่จะควบคุมฝูงชนทำให้มีหลายคน พยามยามตะกายขึ้นมาบนเวทีเพื่อเอาตัวรอดจากแก๊สน้ำตา โรเบิร์ต แพลนต์จึงต้องตะโกนผ่านไมค์ระหว่างเล่นเพลงว่า อย่าตื่นเต้น เราจะเล่นต่อไปถ้าพวกคุณสงบลง” ปีเตอร์ แกรนต์พยายามประสานงานกับฝ่ายเจ้าหน้าที่  ให้ตาย…” ปีเตอร์ แกรนต์เริ่มมองเห็นความวิบัติอยู่เบื้องหน้า …ไม่ใช่ฝูงชนหรอกที่บ้าคลั่ง ตำรวจต่างหากที่กำลังทำให้มันเกิดจลาจล”

แฟนเพลงเริ่มทะลักเข้าไปถึงด้านหลังเวทีเพื่อหลบหนีการจับกุมและหลบแก๊สน้ำตา บางส่วนขึ้นไปนั่งบนเวที  โดยฝ่ายรักษาความปลอดภัยพยายามกันสมาชิกวงให้รอดพ้นจากอันตรายต่าง ๆ และเมื่อมีคนขว้างปาขวดเบียร์ขึ้นบนเวที อีกทั้งแก๊สน้ำตาก็ลอยฟุ้งห่างจากสมาชิกวงเพียง 25 ฟุต ปีเตอร์ แกรนต์บอกให้ทางวงลงจากเวที และพาสมาชิกวงไปเก็บตัวในห้องปฐมพยาบาลโดยล็อกประตูแน่นหนาไม่ยอมให้ใครเข้ามา ปีเตอร์ แกรนต์ตะโกนสั่งลูกทีมว่าถ้าใครคิดจะเปิดประตูออกไปจะโดนเขาหักคอตายแน่ ลูกทีมของปีเตอร์ แกรนต์ ช่วยกันเก็บกีตาร์ของจิมมี เพจและเบสของจอห์น พอล โจนส์เอาไว้ได้ แต่ว่ากลองของจอห์น บอนแนมกลายเป็นเศษชิ้นส่วน แฟนเพลงเก็บซากมันกลับไปเป็นที่ระลึกด้วย

หลังจากเหตุการณ์ระทึกในมิลาน อิตาลีแล้ว เลดเซพพลินทัวร์อเมริกาอีกครั้งและต่อด้วยการแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเลดเซพพลิน เชื้อเชิญฟิล คาร์สันผู้บริหารแอตแลนติกประจำลอนดอนขึ้นไปเล่นกับพวกเขาด้วยฟิล คาร์สันเคยเป็นมือเบสให้กับดัสตี สปริงฟิลด์มาก่อน การเล่นดนตรีจึงไม่เป็นปัญหาอะไรกับเขา

ฟิล คาร์สันจึงขื้นเวทีในโอซากาอย่างมั่นอกมั่นใจ เขาเล่นเบสโดยที่จอห์น พอล โจนส์หันไปเล่นคีย์บอร์ด มันคงเป็นโอกาสที่น้อยคนจะได้รับในการขึ้นเป็นไปส่วนหนึ่งของวงร็อกระดับโลก และฟิล คาร์สันก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จนกระทั่งเขารู้สึกว่า เล่น ๆ ไปแล้วทำไมมีแต่เสียงเบสเท่านั้นเอง

เมื่อเขาหันกลับไปดูด้านหลัง ถึงได้เห็นว่าเขายืนบนเวทีเพียงผู้เดียว!

สมาชิกเลดเซพพลินอาจจะหวังดี (หรืออยากจะแกล้งก็ไม่ทราบ) เดินลงจากเวทีเพื่อให้ฟิลได้มีโอกาสเล่นเดี่ยว ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งของเลดเซพพลิน คนดูคงได้เห็นการโซโล่เดี่ยวไปอย่างไร้ข้อจำกัด แต่ฟิลไม่ใช่สมาชิกของเลดเซพพลิน สิ่งที่เขาทำก็คือวิ่งลงจากเวทีมันดื้อ ๆ ซะงั้น (แต่ ฟิล คาร์สันก็ยังไม่เข็ด คอนเสิร์ตครั้งต่อมาเขาก็ยังขึ้นไปร่วมแจมกับเลดเซพพลิน)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.