Led Zeppelin: Chapter 11– Album with No Name


เดือนตุลาคม อัลบั้มลำดับที่ 4 ของ เลดเซพพลิน ได้ฤกษ์วางจำหน่าย ตอนแรกทุกคนคิดจะเรียกอัลบั้มนี้ว่า เลดเซพพลินโฟร์ แต่ว่าจิมมี เพจ กลับมีความคิดไปอีกทาง

ดนตรีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด…” จิมมี เพจบอกฟิล คาร์สันผู้บริหารบริษัทแอตแลนติก ในลอนดอน …ให้คนซื้ออัลบั้มนี้เพราะว่าเขาชอบดนตรีที่เขาได้ยินจะดีกว่า ผมไม่ต้องการตัวอักษรใด ๆ บนปกอัลบั้มนี้โดยเด็ดขาด” จิมมี เพจยืนกราน

ก่อนหน้านั้นวงเดอะบีตเทิลส์เคยออกอัลบั้ม รับเบอร์โซล (1965) โดยไม่เขียนชื่อวงไว้บนหน้าปกอัลบั้ม แต่ว่าก็ยังมีชื่ออัลบั้มและภาพหน้าปกก็เป็นรูปของสมาชิกทั้ง 4 ของเดอะบีตเทิลส์ให้เห็นเด่นชัด แต่ที่จิมมี เพจต้องการคือ ไม่มีชื่ออัลบั้ม ไม่มีชื่อวง และไม่มีภาพของสมาชิกวงขึ้นหน้าปก!

ความสัมพันธ์ระหว่างเลดเซพพลินกับบริษัทแอตแลนติกในช่วงนั้นค่อนข้างตึงเครียดด้วยปัญหาหลายอย่างที่สะสมมาตั้งแต่สมัยอัลบั้มแรก ยิ่งในขณะที่เลดเซพพลินเพิ่งทำอัลบั้มลำดับที่ 4 เสร็จเรียบร้อยนั้นปัญหากระทบกระทั่งกันในเรื่องอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี ยังคงครุกรุ่นอยู่ (อัลบั้มนี้ออกวางจำหน่ายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1970) ถึงขนาดที่ว่าผู้บริหารระดับสูงของแอตแลนติกในอเมริกาเรียกปีเตอร์ แกรนต์ไปพบเรื่องที่จะให้ เลดเซพพลินเอาเพลง “อิมมิแกรนต์ซอง” มาออกเป็นซิงเกิ้ล  แน่นอนว่าปีเตอร์ แกรนต์ยืนกรานปฏิเสธ และคนที่รับเคราะห์ก็คือฟิล คาร์สัน อาจจะด้วยตัวฟิลเคยเป็นนักดนตรีมาก่อนทำให้เขามีความเข้าใจในตัวนักดนตรีด้วยกัน เขาจึงเป็นคนกลางคอยประสานและยอมทำตามความต้องการของเลดเซพพลินรวมทั้งแนวคิดที่จะไม่เขียนตัวอักษรใดลงบนปกอัลบั้มนี้

และนี่คือเหตุผลที่อัลบั้มนี้มีหลายชื่อ ทั้งเลดเซพพลินโฟร์ อันไตเติลด์ รูนส์ ชายถือไม้เท้า แม้กระทั่ง Zoso ในแคตตาลอกของแอตแลนติก ก็มีทั้งอัลบั้มลำดับที่สี่ หรือสัญลักษณ์ 4 อย่าง ส่วนสมาชิกวงเลดเซพพลินจะเรียกว่าอัลบั้มลำดับที่ 4 (Forth Album) กันเป็นหลัก

อัลบั้ม เลดเซพพลินโฟร์ หรือว่า สัญลักษณ์สี่อย่าง ออกวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1971 โดยไม่มีสัญลักษณ์แสดงชื่อวงหรือชื่ออัลบั้มแต่อย่างใด มีเพียงภาพหน้าปกที่เหมือนรูปแขวนอยู่บนผนังเก่า โทรม เท่านั้น โดยรูปที่อยู่ในกรอบเป็นชายแบกท่อนฟืนเป็นภาพที่ซื้อมาจากร้านขายของเก่าที่ไม่ใช้แล้ว (junk shop) ในรี้ดดิง เบิร์กไชร์ หน้าปกด้านหลังเป็นรูปตึกบัตเตอร์ฟิลด์เคาต์ ในดัดลีย์ อังกฤษ

เมื่อเปิดดูข้างในปก จะเห็นภาพวาดของบาร์ริงตัน โคลบี้ เพื่อนของจิมมี เพจเอง โดยภาพวาดนี้ถ้าดูให้ดีจะคล้ายกับภาพ เดอะเฮอมิต ไพ่ลำดับที่ 9 ในชุดหลักของทาโรต์  โดยไอเดียของจิมมี เพจที่ต้องการสื่อถึง “แสงแห่งความจริง” แต่ว่าการใช้รูปที่คล้ายไพ่ทาโร่ต์นี้กลับทำให้มีคนตีความเรื่องการเกี่ยวข้องกับปิศาจ!

อย่างที่ทราบกันดีว่าจิมมีหลงใหลในตัวอเลสเตอร์ โครว์ลีย์ และอเลสเตอร์เคยเขียนถึงไพ่ทาโรต์เอาไว้ในหนังสือหนังสือของธอธ (The Book of Thoth) ทำนองว่าไพ่ทาโรต์แต่ละใบเขียนขึ้นมาจากสัญลักษณ์ที่ดำรงอยู่ในจักรวาล บนพื้นฐานของคาบาลาห์อันศักดิสิทธ์

คาบาลาห์ Cabala Kabbala หรือ Qabalah คือคัมภีร์ของศาสนาจูดาส์ของชาวยิวที่เก่าแก่กว่าคัมภีร์ใดของคริสต์ ว่ากันว่ามีความลับบางอย่างที่พระเจ้าบอกกับอดัม (ผู้ชายคนแรกของโลก) จารึกอยู่ในนี้ บางทีก็ว่ากันว่าคาบาลาห์คือ “ความลับของพระเจ้า” ถ้าเข้าใจคาบาลาห์คือเข้าใจพระเจ้า ช่วงศตวรรษที่ 16 เคยมีความพยายามที่จะห้ามไม่ให้มีการศึกษาเรื่องราวในคาบาลาห์

อเลสเตอร์ โครว์ลีย์เขียนถึงไพ่ทาโรต์ (โดยใช้ไพ่แบบอียิปต์) ในหนังสือของธอธ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1944 เนื้อหาจะเป็นการอธิบายความหมายและความเกี่ยวพันถึงกลุ่มรุ่งอรุณสีทองและตีความเชื่อมโยงไปถึงคาบาลาห์ซึ่งไม่รู้ว่าตีความถูกหรือผิด แต่คงจะผิดเพราะแม้แต่แรปไบของศาสนายจูดาห์เองก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านคาบาลาห์ได้ และในปัจจุบันนี้หาคนตีความคาบาลาห์ออกได้น้อยมาก

นอกจากนี้ อเลสเตอร์ โครว์ลีย์ยังเชื่อมโยงไพ่ทาโรต์ เข้ากับหนังสือ Dogme et Rituel de la Haute Magie ของอีลิแฟส เลวีพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส (มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีค.ศ. 1910 ใช้ชื่อว่าTranscendental Magic) อีลีแฟส เลวีเป็นพ่อมดที่มีคนนับถือมาก แม้แต่รูปร่างของตัวบาโฟแมตที่ยึดถือกันทุกวันนี้ก็มาจากภาพที่เขาวาดขึ้น

เนื่องจากในอัลบั้มนี้จิมมี เพจไม่ต้องการให้มีการเรียกชื่อใดสมาชิกแต่ละคนจึงต้องใช้นามแฝงเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งสัญลักษณ์แต่ละแบบนั้นเจ้าตัวเป็นคนเลือกเองทั้งสิ้น แม้ว่าตัวจิมมี เพจจะสนใจเรื่องนอกศาสนาแต่เขาก็ไม่เคยเอาความคิดของเขาไปเล่าให้เพื่อนร่วมวงฟังมากนัก โรเบิร์ต แพลนต์ เล่าว่าสมาชิกแต่ละคนเพียงแต่ดูว่าจะเลือกแบบไหน ของโรเบิร์ต เลือกสัญลักษณ์ Ma’at รูปคล้ายปากกาขนนก ซึ่งหมายถึงความจริงหรือความยุติธรรม เป็นสัญลักษณ์เก่าแก่จากชนเผ่ามู  ซึ่งเชื่อกันว่าปัจจุบันอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก

จอห์น พอล โจนส์ เปิดหนังสือหนังสือรวมสัญลักษณ์ (Book of Signs รวบรวมโดย รูดอล์ฟ โคช)แล้วเลือกเอา Triquetra ซึ่งใช้ทั้งทางศาสนาและในกลุ่มนอกศาสนา (ตีความว่าเป็นส่วนกลับของเลข 666) ส่วนของ จอห์น บอนแนม เป็นสัญลักษณ์ตรีนิตีของทางคริสต์ศาสนาได้มาจากหนังสือหนังสือรวมสัญลักษณ์เหมือนกัน สัญลักษณ์ของทั้งคู่อยู่ในหน้าคู่กันพอดี เพราะพอคนหนึ่งเปิดอีกคนเหลือบไปมองแล้วก็เลือกไปพร้อมกัน

ส่วนจิมมี เพจออกแบบสัญลักษณ์ของตัวเอง “ZoSo” มันมีทั้งอักขระโบราณที่บอกถึงดาวดาวประจำตัวจิมมี เพจสองอย่าง คือถ้านับทางสุริยคติจะเป็นแคปริคอน แต่ถ้านับตามจันทคติจะเป็นแคนเซอร์ คั้นตรงกลางด้วยกลุ่มดาวสกอปิโอ (ที่เป็นรูปคล้ายตัว S)  รูปดาวที่เป็นวงกลมมีจุดตรงกลางเขาดัดแปลงมาจากสัญลักษณ์ของ จิโรลาโม คาร์ดาโน นักคิดในเชิงคณิตศาสตร์และปรัชญา(รวมทั้งเป็นพวกนอกรีตด้วย) ได้ออกแบบสัญลักษณ์ที่ซ่อนความหมายเกี่ยวกับการคำนวณและดวงดาวเอาไว้หลายตัว แต่ในหนังสือ “อีควินอกซ์” อธิบายอย่างที่อ่านแล้วออกจะงงเล็กน้อย กลายเป็นว่ามันคือ 666

การบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ เสร็จตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971 ตอนแรกพวกเขาตั้งใจว่าจะทำอัลบั้มนี้ออกมาในแบบอัลบั้มคู่ แต่ว่าระหว่างที่จิมมี เพจนำเอาเทปไปมิกซ์เสียงที่ซันเซ็ตซาวนด์ในลอสแองเจลิส ตามคำแนะนำของแอนดี จอห์น ซาวนด์เอนจิเนียร์ แต่พอมาถึงแล้วก็พบว่าห้องมิกซ์ที่แอนดีเคยใช้มันเปลี่ยนไปแล้วเลยต้องไปใช้อีกห้องหนึ่งแทน แต่พอเอาเทปต้นฉบับกลับมาลอนดอน มาเปิดให้สมาชิกร่วมวงฟังอีกที แต่ละคนลงความเห็นตรงกันว่า “ห่วยมาก” เลยต้องมิกซ์เพลงกันใหม่อีกรอบที่ไอส์แลนด์สตูดิโอในลอนดอน

มีเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นก่อนอัลบั้มนี้จะออกมาก็คือ เกิดข่าวลือว่าวงเลดเซพพลินจะยุบวงหลังจากออกอัลบั้มนี้มา ไม่มีใครแน่ใจว่าต้นตอของข่าวลือนี้มาจากไหน แต่หลายคิดว่าอาจจะเป็นเพราะจอห์น บอนแนมให้สัมภาษณ์ว่าเหนื่อยและเบื่อการทัวร์ที่กินเวลาส่วนตัวของเขาไปมาก แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า ข่าวลือเหล่านั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

อัลบั้มลำดับที่ 4 ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง แม้แต่นักวิจารณ์ที่เคยสับงานของเลดเซพพลิน เละเทะมาก่อนยังยกย่องงานชุดนี้ ตั๋วคอนเสิร์ตที่เวมลี่ย์จำนวน 19,000 ใบ ขายหมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ตัวอัลบั้มขึ้นไปติดอันดับ 2 ในชาร์ตบิลบอร์ด  (อันดับ 1 ในตอนนั้นคืออัลบั้ม ซานตานาทรี ของวงซานตานา) ปัจจุบัน อาร์ไอเอเอรับรองยอดจำหน่ายในอเมริกาว่าขายได้ 23 ล้านชุด โดยอัลบั้มลำดับที่ 4 ของเลดเซพพลิน มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจาก แดร์เกรตเตสต์ฮิตส์ 1971 – 1975 ของดิอีเกิลส์ (29 ล้านชุด) และ ธริลเลอร์ ของไมเคิล แจ็กสัน (27 ล้านชุด)

การไปเยือนออสเตรเลียครั้งแรกของเลดเซพพลินเพื่อโปรโมตอัลบั้มลำดับที่ 4 ของพวกเขาต้องเจอการตรวจค้นยาเสพติดเข้มข้น โดยตำรวจบุกเข้าค้นห้องของพวกเขาในโรงแรมแห่งหนึ่งในเพิร์ธอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่โชคดีที่ไม่มีหลักฐานอะไรให้จับได้ ริชาร์ด โคลผู้จัดการทัวร์อธิบายว่าสมัยนั้นสมาขิกของเลดเซพพลิน เพียงแค่ดื่มเหล้าจัดแค่นั้นไม่มีใครตกเป็นทาสยาเสพติด ปีเตอร์ แกรนต์มองการณ์ไกลกว่านั้น เขาสั่งให้หาหน่วยรักษาความปลอดภัยมาดูแลสมาชิกเลดเซพพลินเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็คอยถ่วงเวลาหากมีตำรวจมาตรวจค้นอีกจะได้มีเวลาทำลายหลักฐานต่าง ๆ ได้ทันท่วงที

นอกเหนือจากเรื่องป้องกันการตรวจค้นของตำรวจแล้ว หน่วยรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ยังมีหน้าที่ป้องกันอันตรายอันเกิดจากแฟนเพลงของเลดเซพพลิน ที่หลายครั้งก่อเรื่องโกลาหลขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด อย่างเช่นระหว่างการแสดงที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ขณะที่เลดเซพพลินกำลังบรรเลงเพลง “เดอะแบตเทิลออฟเอเวอร์มอร์” มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะฝ่าที่กั้นเพื่อปีนขึ้นไปบนเวที ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็พยายามผลักดันออกไป ก่อให้เกิดความโกลาหลย่อม ๆ เพราะเมื่อแฟนเพลงขึ้นไปแออัดบนเวทีมุมหนึ่งทำให้เวทีทรุดตัวลงมา ปีเตอร์ แกรนต์รีบสั่งให้ลูกทัวร์ไปดึงสมาชิกวงออกจากเวที นึ่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ปีเตอร์ แกรนต์ ตระหนักถึงเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้สมาชิกในวงมากขึ้น

บริษัทอ็อกเดนซีเคียวริตีมารับหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับเลดเซพพลิน คนที่ดูแลประสานงานให้กับทางวงคือบิล ดัทริช อดีตตำรวจรัฐฟิลาเดเพียซึ่งจะประสานงานกับตำรวจในพื้นที่โดยวางระบบรักษาความปลอดภัยไว้อย่างละเอียดแม้แต่การออกจากเวทีหลังจากการแสดงเสร็จสิ้นลง จะมีกำหนดจุดแต่ละจุดชัดเจนถึงขั้นว่าสมาชิกทุกคนต้องรู้ว่าจะออกทางด้านไหนของเวที และจะต้องเดินไปทางไหนถึงจะเจอรถลีมูซีนที่จะจอดรออยู่ โดยให้เวลาไม่ถึงนาทีในการไปขึ้นรถและเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่แสดง

ในปีค.ศ. 1972 เลดเซพพลินกลายเป็นวงระดับหัวแถวที่ขายแผ่นเสียงได้เป็นล้าน คอนเสิร์ตหลาย แห่งขายตั๋วได้หมด แต่ว่าทางวงก็ตัดสินใจที่จะไม่ออกแสดงสดมากนักเพราะไม่อยากให้การแสดงของพวกเขากลายเป็นของธรรมดาสามัญที่หาดูได้ง่ายเกินไปจนไร้ค่า อีกอย่างคือพวกเขาได้แสดงสดอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องกันมาก่อนหน้านี้ ทำให้อยากจะหาเวลาอยู่กับครอบครัวบ้าง เพราะเดือนเมษายนค.ศ. 1972 โรเบิร์ต แพลนต์ได้ลูกชาย (คาแร็ก) ทำให้เขาอยากจะหาเวลาอยู่บ้านบ้าง ส่วนจอห์น บอนแนมซื้อฟาร์มแห่งใหม่เนื้อที่ 100 เอเคอร์เตรียมตัวลงหลักปักฐานพักผ่อน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.