Mötley Crüe: Saints of Los Angeles


สำหรับอัลบั้มที่ชอบที่สุดของปีพ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ก็คือ Saint of Los Angeles นี่ล่ะ ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของ Mötley Crüe ได้ติดตามข่าวคราวและอัลบั้มของ The Crüe ต่อเนื่องโดยตลอด ถึงแม้ว่าจะมีช่วงที่ผิดหวังบ้าง อย่างอัลบั้ม Mötley Crüe ที่มี  John Corabi มาเป็นนักร้องนำ ทำดนตรีผิดแผกแตกต่างไปจนน่าใจหาย (ทำให้อัลบั้มนั้นกลายเป็นอัลบั้มที่ชอบน้อยที่สุดของ The Crüe แทน Theater of Pain ไปแล้ว หรือแม้แต่ตอนที่ Original Line Up มาทำ Generation Swine ดนตรีมันก็ไม่ใช่แบบ The Crüe ที่คุ้นเคย และถึงแม้ว่า New Tattoo จะออกมาในสไตล์เก่าๆ แต่ว่า Randy Castillo ก็ไม่ได้มีความดิบอย่าง Tommy Lee.

ดังนั้นตอนที่ The Crüe ปล่อยซิงเกิ้ล “Saint of Los Angeles” ออกมา ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นยินดี เป็นพิเศษ ถึงกับลงไปดิ้นพล่านกลางสนามเด็กเล่นให้เป็นที่อนาถใจต่อผู้ที่บังเอิญซวยไปพบเห็นเข้า

Mötley Crüe ของแท้ดั้งเดิมกลับมาแล้วโว้ยยยยยยยยยย

แทบจะเสียสติวิ่งไปกลางถนน แหงนหน้าตะโกนขึ้นไปบนฟ้า แต่เกรงว่าจะโดนรถชนเลยทำเพียงแค่แอบประดับอมยิ้มน่ารักไว้ที่มุมปาก.

ซิงเกิ้ล “Saint of Los Angeles”  มันคือสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ  The Crüe  ดนตรีในเพลงนี้มันคือสำเนียงดั้งเดิมของ The Crüe สมัยแรกๆ ทั้งในเรื่องของริฟฟ์ และโครงสร้างดนตรี, สุ้มเสียงสำเนียงแบบนี้คือ The Crüe ของแท้แน่นอน.

แผ่นที่มีอยู่นี้เป็น LIMITED COLLECTOR’S EDITION จุดเด่นก็คือมันมี DVD มาให้อีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ถ้าไม่ใช่แฟนเพลงของ The Crue จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเวอร์ชั่นแถมแผ่น DVD หรอกครับ  เพราะในนั้นมีเพียงแค่ gallery ภาพนิ่งซึ่งอันนี้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่  งานแถลงข่าว Crüe Fest แล้วก็มี MV และภาพการแสดงสดเพลง  “Saints of Los Angeles” ตอนงานแถลงข่าว Crüe Fest  บันทึการแสดงสดเพลง “Kick Start My Heart”

เปิดอัลบั้มขึ้นมา พวกเขาก็ต้อนรับคนฟังเข้าสู่ L.A. ด้วย “L.A.M.F.”

This city, full of plastic angels,

Will seduce you

Welcome to Los Angeles!

“L.A.M.F.” เป็น Intro สั้นๆ ให้อารมณ์แบบเดียวกับตอนเปิดอัลบั้ม Shout at the Devil ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่มีแล้วเท่!

คือบางคนอาจจะไม่ค่อยคิดอะไรมาก แต่สำหรับผมแล้ว มันคือการเปิดฉากเรื่องราวที่เละเทะสับสน ปนความมันส์ของ The Crüe

นี่คือ Los Angeles เมืองที่พลพรรค The Crüe สร้างชื่อเสียงด้วยดนตรีฮาร์ดร็อก/เมทัล มันส์ๆ ที่มีแต่ Sex, Drugs and Rock n’ Roll ไม่มีเรื่องราวหนักกะโหลกบริโภคปัญญา

คนสติบริบูรณ์คงไม่ใช้ชีวิตแบบนี้

แต่ถ้าไม่ใช้ชีวิตแบบนี้ก็คงไม่มันส์ ขาดสีสัน

แต่ว่ามันคือชีวิตจริงๆ ของพวก The Crüe แบบไม่เสแสร้ง อย่างในเพลง  “Face Down in The Dirt” ก็บ่งบอกทัศนคติของ The Crüe กันชัดๆ

I wanna make a lot of money

but i don’t wanna go to school

I  wanna take on the world

I  wanna bang a million girls

I’d rather be dead, yeah I’d rather be dead

I’d rather be face down in the dirt with a bullet in my head

หรือเพลง “Down at the Whisky” ที่ย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงที่ The Crüe ยังคงแสวงหาชื่อเสียงในช่วงแรกๆ

We slept all day  in our clothes

but that’s okay  in Hollywood

Another shot

Another show

All night long at the Whisky a go-go

Do you remember when?

ดนตรีในเพลงนี้ ย้อนกลับไปสมัยเดียวกับ Girls, Girls, Girls ที่มีท่อนฮุคติดหู ท่อนริฟฟ์กระชากใจ บอกเล่าเรื่องราวในสมัยที่พวกเขากำลังดิ้นรนค้นหาชื่อเสียงใน Whisky a go-go

และต่อกันด้วย “Saint of Los Angeles” ที่มีท่อนริฟฟ์แบบเดียวกับสมัย Shout at the Devil กับเนื้อหาที่ค่อนข้างจะดุเดือดตามสไตล์

We are we are the saints we signed our life away

Doesn’t matter what you think, we’re gonna do it anyway

We are we are the saints one day you will confess

And pray to the saints of Los Angeles

นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญของเด็กทั้งหลายที่อยากจะโตขึ้นเป็น rock stars มีเงินเยอะๆ สาวเพียบ และพวก The Crüe ก็ทำได้เสียด้วย คงไม่ต้องท้าวความถึงความยิ่งใหญ่สุดเสเพลของพวกเขาในอดีตให้เปลืองเวลา!  เพลงนี้มีความแรงของดนตรีในแบบเดียงกับสมัย Shout at the Devil ท่อนริฟฟ์กีต้าร์เจ๋งๆ จากฝีมือของ Mick Mars ฟังกี่ทีก็ไม่เบื่อ

เนื้อหาในงานชุดนี้ มันสะท้อนชีวิตแบบ rock star ได้ชัดเจน และเป็น rock star ในแบบ The Crüe  เสียด้วย คือ มีแต่ Sex, Drugs & Rock  แบบที่เขาบอกไว้ในเพลง “This ain’t a Love Song” ว่า This ain’t a Love Song, this is a Fuck Song, don’t have to sing along.  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมามันก็ไม่ได้เสแสร้งเสียด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นพฤติกรรมในอดีตของพวกเขา.

ถัดจากนั้นเข้าสู่เพลง “What’s It Gonna Take” ที่ดนตรีออกจะระดับธรรมดาไปหน่อย  เช่นเดียวกับ”Mutherfucker of the Year”   แต่ว่า The Crüe ทำให้มันออกมาดูดี มีระดับตามสไตล์ของพวกเขาได้สบายๆ  แบบเดียวกับ “Just Another Psycho” และ “Chick = Trouble”  นี่ถ้าฟังผ่านๆ จะรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่เรื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น แต่ฟังไปนานๆ แล้วจะรู้สึกว่านี่ถ้าไม่ใช่ The Crüe ทำก็จะไม่ออกมาดีแบบนี้

เออ ว่าแต่ “Chick = Trouble” ไม่ได้อยู่ใน The Dirt นะ วลีนี้อยู่ในหนังสือ The Heroine Diaries ของ Nikki Sixx

ส่วนเพลงช้า “The Animal In Me” ยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ เหมือนกับว่ามีเข้ามาเพื่อให้ครบรสมากกว่า แต่เพลงนี้ก็แสดงความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาได้อย่างหนึ่งว่าทำเพลงช้าก็ไม่น่าเบื่อ แต่จะบอกว่ามันเป็นบัลลาดก็ไม่ใช่บัลลาดที่หวานๆ อย่าง “Without You” แถมเนื้อหาก็หม่นมืดใช้ได้

บอกจากใจจริง งานชุดนี้มันไม่ถึงกับเป็นงานระดับยอดเยี่ยมถึงขั้นห้ามพลาดหรอกนะ ยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีอดีตร่วมกับ Glam Metal / Hair Band กันมาก่อนคงรู้สึกว่างานนี้มันไร้เสน่ห์และตกยุคสิ้นดี แต่ถ้าเป็นคนที่มีอดีตแบบนั้นจะรู้สึกว่างานนี้มันสดและทรงพลังถูกใจมาก ถึงแม้ว่า The Crue จะอายุ 50 ไม่ใช่ 20 ต้นๆ อย่างเมื่อต้นทศวรรษ 80s แล้วก็ตาม

ที่สำคัญ ถ้าจะฟังเพลงให้ได้อารมณ์ควรอ่านหนังสือ The Dirt ของพวกเขาก่อนจะได้มีความรู้สึกร่วมกันมากขึ้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.