Pop + Opera = Money!


ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ วอนเต็ด (Wanted) ที่คนดูน่าจะจำได้ฉากหนึ่งคือฉากไล่ล่ากันบนท้องถนนโดยมีรถลีมูซีนหุ้มเกราะเป็นเป้าหมาย และเพลงที่คนในรถกำลังฟังก็ช่างเข้ากับเหตุการณ์จริง ๆ คือเพลง “คอนเดบาร์ติโร” (Con te partirò) ของอังเดร โบเชลลี่ หรือในเวอร์ชั่นที่คนทั่วไปคุ้นหูก็คือเพลง “ไทม์ทูเซย์กู้ดบาย” (Time to say Goodbye) ที่อังเดร โบเชลลี่ ร้องคู่กับซาราห์ ไบร์ตแมน

เพลงนี้ไม่ใช่เพลงโอเปราแบบดั้งเดิม เป็นเพลงกลายพันธุ์ที่เรียกว่า โอเปราติกป็อป (Operatic Pop) หรือที่เรียกกันว่า ป็อปเปรา (Popera) คือเป็นเพลงป็อปที่นำเอาสไตล์การร้องแบบโอเปรามาใช้ ซึ่งตามปกติเรามักจะคิดว่าดนตรีโอเปราเป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่ค่อยได้ฟังกันในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงแล้วดนตรีโอเปราอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิดกัน ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หรือภาพยนตร์ ก็จะมีเพลงโอเปราแทรกเข้าไปเสมอ เพียงแต่บางทีมันก็จะมีการดัดแปลงไปบ้าง ถ้าใครยังจำภาพยนตร์เรื่อง เดอะฟิฟธ์อิลิเมนต์ (The Fifth Element) ของลุก แบสซองก์ได้จะมีช่วงหนึ่งที่มนุษย์ต่างดาวร้องเพลง นั่นก็มาจากโอเปราเรื่อง ลูเซียดิแลมเมอมัวร์ (Lucia di Lammermoor) ของโดนิเซ็ตติ แต่ไม่ได้เป็นแบบดั้งเดิม เพราะ อีริก เซอร์ราได้ประพันธ์เพลงโอเปราในแบบของตัวเองขึ้นมาในชื่อ “เดอะดีวาแดนซ์” (The Diva Dance) โดยใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงและซินธีไซเซอร์เข้ามาผสม เป็นตัวอย่างการนำเอาโอเปรามาประยุกต์ที่น่าสนใจทีเดียว

กระแสดนตรีโอเปรามาตื่นตัวตอนที่ พลาซิโด โดมิโก โฆเซ คาร์เรราส์ และ ลุยเซียโน พาวารอตติมารวมตัวกันในนาม เดอะทรีเทเนอร์ (The Three Tenors) ช่วงฟุตบอลโลกปีค.ศ. 1990 ทำให้ดนตรีโอเปราเข้าถึงผู้ฟังทั่วไปมากขึ้น แต่นั่นก็ยังเป็นโอเปราที่อยู่ในร่องรอยดั้งเดิมมากพอสมควร บุคคลแรก ๆ ที่บุกเบิกการผสมผสานระหว่างดนตรีป็อปและคลาสสิกก็คือ เดวิด ฟอสเตอร์ (ผู้อยู่เบื้อหลังศิลปินดังมากมายทั้ง เคนนี่ จี ซีลีน ดิออน วิทนีย์ ฮูสตัน และอีกหลายคน) เขาได้รู้จักกับ โจซ โกรแบน (Josh Groban) นักร้องเสียงดีที่ผ่านการฝึกฝนร้องเพลงโอเปรามาก่อน และมองเห็นช่องทางที่ซาราห์ ไบร์ตแมนและอังเดร โบเชลลีนำทางเอาไว้ แต่เขามองไปไกลกว่านั้นคือไม่ได้เพียงแค่นำเอาดนตรีคลาสสิกมานำเสนอในวงกว้างอย่าง เดอะทรีเทเนอร์ และไม่ได้ปรับเพลงให้มันออกป็อปอย่างอังเดร โบเชลลี และซาราห์ ไบร์ตแมน หากแต่เขาต้องการทำดนตรีบัลลาดในอารมณ์โรแมนติกที่มีการร้องที่ยอดเยี่ยมแบบดรามาและทรงพลังตามสไตล์โอเปรา คือถ้าเป็นเพลงโอเปราจริง คนทั่วไปจะรู้สึกว่ามันฟังยากเข้าใจยากและร้องยาก แต่ถ้าเอาเพลงที่ออกป็อปหรือเพลงบัลลาดที่มีความโรแมนติกในตัว มาเสริมด้วยเสียงร้องที่ผ่านการฝึกฝนที่ถูกวิธี สไตล์โอเปราน่าจะเรียกความสนใจจากคนฟังเพลงทั่วไปได้ ซึ่งโจซ โกรแบนก็ไม่ทำให้เดวิด ฟอสเตอร์ผิดหวัง 4 อัลบั้มแรกของเขาทำยอดจำหน่ายแต่ละชุดได้มากกว่า 2 ล้านชุด

แต่กระแสป็อปเปราเพิ่มขึ้นในวงกว้างตอนที่ไซมอน คาวลล์ ที่หลายคนคุ้นหน้าดีในฐานะกรรมการของงานประกวดอเมริกันไอดอล ฟังเพลงของซาราห์ ไบร์ตแมนและโจซแล้วเกิดความคิดว่า ถ้าเอาดนตรีร็อกและป็อปมาผสมกับกับการร้องสไตล์โอเปราน่าจะขายได้ และนั่นก็คือโปรเจคต์ที่เขาฟูมฟักจนเกิดเป็นวงดนตรีสี่หนุ่มจากสี่ประเทศในชื่อ อิลดีโอ (Il Divo)  และเพียงแค่อัลบั้มแรกในปีค.ศ. 2004 ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยอาศัยการร้องจะเป็นสไตล์การร้องโอเปรา มีทั้งเสียงเทเนอร์และบาริโทน รวมไปทั้งเสียงร้องแบบป็อปแทรกเข้ามาบ้าง อย่างเพลง “อันเบรกมายฮาร์ต” ที่มาในเวอร์ชั่นภาษาสเปน “เรเกรีซาอะมี” จากเดิมเป็นเพลงป็อปที่น่าฟังอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงร้องแบบโอเปราช่วยเสริมให้มันกลายเป็นเพลงที่น่าสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีความป็อปติดอยู่ในเพลง

และทุกวันนี้ป็อปเปราก็ทำให้ดนตรีสไตล์โอเปราอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นกว่าเดิม

ให้ลองฟังอัลบั้มต่อไปนี้

  • G4 – G4 (Sony BMG, 2005)
  • Josh Groban – Closer (Warner, 2003)
  • Andre Bocelli – Amore (Sugar Records, 2006)
  • Il Divo – Ancora (Sony BMG, 2005)
  • Sarah Brightman – Time to Say Goodbye (East West Records, 1997)
โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.