Led Zeppelin: Chapter 12 – Houses of the Holy


ปี 1973 พวกเขาก็ปล่อยอัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี ในวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งขึ้นถึงอันดับหนึ่งทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ 

ในอังกฤษตอนแรกทำท่าว่าจะหยุดที่อันดับสองรองจากอัลบั้ม บิลเลียนดอลลาร์เบบี ของ อลิซ คูเปอร์ แต่ว่าแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 จนได้ งานชุดนี้พวกเขายังคงเน้นที่จะขยายแนวเพลงให้มันหลากหลายมากขึ้น  ในตอนแรกจะไม่มีชื่อและอะไรบนปกมากนัก (เหมือนกับอัลบั้ม 4)  มีเพียงภาพกลุ่มเด็กสาววัยละอ่อนเปลือยกายกลุ่มหนึ่งที่พยายามปีนขึ้นไปบนยอดเขา

led_zeppelin_-_house_of_the_holy-front

ภาพหน้าปกอัลบั้มนี้เป็นผลงานยุคแรกของ ออเบรย์ พาวลล์ แห่งฮิปน็อกซิส ปกแผ่นเสียงดั้งเดิมถ้าเปิดด้านในจะเห็นชื่ออัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี เรียงกลับด้านอยู่ คนที่ออกแบบหน้าปกอัลบั้มนี้ก็คือ สตอร์ม ธอร์จเจอร์สัน ซึ่งเดิมทีออกแบบเป็นสนามเทนนิสสีเขียวมีไม้เทนนิสวางอยู่บนพื้น แต่ว่าจิมมี เพจ ไม่คิดว่าหน้าปกแบบนั้นจะดีสำหรับงานของเลดเซพพลิน จึงเปลี่ยนมาเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากตอนจบของนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง ไชลด์ฮูดส์เอนด์ (สุดสิ้นกลิ่นน้ำนม – Childhood’s End ของอาเธอร์ ซี. คลาก

“โอเวอร์เดอะฮิลส์แอนด์ฟาร์อะเวย์” เขียนตอนเลดเซพพลินออกทัวร์เพื่อสนับสนุนอัลบั้มลำดับที่ 4 ในอเมริกา บางเพลงทำเอาไว้สมัยทำอัลบั้มที่ 4 แต่นำมาปัดฝุ่นใหม่ เช่น “เดอะเรนซอง” เป็นเพลงช้าท่วงทำนองงดงามด้วยเสียงอคูสติกกีตาร์จากปลายนิ้วของจิมมี เพจ และเสียงร้องที่แผ่วเบาของโรเบิร์ต แพลนต์ แต่ที่เน้นให้เด่นก็คือเสียงเมลโลทรอนจากฝีมือของจอห์น พอล โจนส์ที่เล่นแทนเสียงวงออเคสตรา ซึ่งนอกจากเพลงนี้แล้ว จอห์น พอล โจนส์ ยังแสดงศักยภาพของเขาไว้ในเพลง “เดอะควอเตอร์” อีกด้วย

เพลง “เดอะเรนซอง” นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากจอร์จ แฮริสัน อดีตสมาชิกเดอะบีตเทิลส์ที่เป็นแฟนเพลงของเลดเซพพลิน ซึ่งประทับใจที่ได้ชมการแสดงยาวถึงสามชั่วโมงของเลดเซพพลิน (ขณะที่วงเดอะบีตเทิลส์ส่วนใหญ่จะแสดงสดแค่ครึ่งชั่วโมง!)  หลังจากที่สนิทสนมกันมากพอ ตัว จอร์จ แฮริสัน บอกกับ      จอห์น บอนแนมว่า “ปัญหาของวงพวกคุณก็คือยังไม่มีเพลงบัลลาดจริง ๆ เลยซักเพลง” ทำให้เลดเซพพลิน ลองทำเพลงบัลลาดกันขึ้น (ซึ่งทำให้เกิด “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” ) โดยบางส่วนกลายมาเป็น “เดอะเรนซอง”

หลายเพลงจึงได้แสดงสดไปก่อนที่มันจะเสร็จสมบูรณ์อย่างเช่น “เดอะซองรีเมนส์เดอะเซม” เดิมที่เพลงนี้จะทำเป็นเพลงบรรเลง “โอเวอร์เจอร์” แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง รวมถึงเปลี่ยนชื่อด้วย อย่าง ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าเดอะแคมเปญ จนกระทั่งมาลงตัวที่ “เดอะซองรีเมนส์เดอะเซม” และเพราะว่าเดิมตั้งใจจะให้เป็นเพลงบรรเลง บทเพลงนี้จึงมีท่อนอินโทรที่ยาวเหยียด โดยใช้เสียงกีตาร์ สร้างอารมณ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนเสียงเบสค่อยเสริมอารมณ์เป็นระยะ จนกระทั่งโรเบิร์ต แพลนต์ เข้าสู่ท่อนร้อง “I had a dream…” ด้วยน้ำเสียงกึ่งกระซิบ เนื้อเสียงของโรเบิร์ตออกไปทางบลูส์อยู่แล้ว แต่ว่าเพื่อให้ได้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปอีกจึงมีการใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงเร่งความเร็วของเสียงร้องขึ้นไปเล็กน้อยเพื่อสร้างเอฟเฟ็กต์ให้คนฟังความลงตัวของการประสานงานระหว่างสมาชิกแต่ละคนทำให้บทเพลงนี้โดดเด่นขึ้นมา

จิมมี เพจพอใจกับการตัวเพลงและการเรียบเรียงดนตรี แต่ว่าเขากลับรู้สึกว่าคุณภาพการบันทึกเสียงในอัลบั้มก่อนยังไม่ได้อย่างที่ใจเขาต้องการเพราะโดนจำกัดงบประมาณในการทำงานแถมงานแรก ที่ออกมาก็ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต้องรีบทำให้เสร็จสิ้น เมื่อเลดเซพพลินโด่งดังขึ้นมา เขามีทางเลือกในการทำงานมากยิ่งขึ้นและได้ทดลองเทคนิคในห้องบันทึกเสียงมากยิ่งขึ้น

อัลบั้มใหม่ของเลดเซพพลินไม่ได้ใช้เฮดลี่ย์แกรนจ์เหมือนอย่างเคยเพราะเจ้าของปิดซ่อมแซมบูรณะไม่ให้ใครเช่า จึงไปใช้ห้องบันทึกเสียงสตาร์โกรฟส์แทน หลังจากนั้นจะไปตกแต่งซ่อมแซมกันที่โอลิมปิกสตูดิโอและไปมิกซ์เสียงที่อิเล็กทริกเลดี้สตูดิโอในนิวยอร์ก แต่ว่าบทเพลงในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่ทำเดโมกันในสตูดิโอส่วนตัวของจิมมี เพจกับจอห์น พอล โจนส์ซึ่งแสดงศักยภาพในการแตกแขนงความคิดสร้างสรรค์ผลงานดนตรีของเลดเซพพลินว่าพวกเขาสามารถหาสิ่งใหม่ได้ทุกอัลบั้ม รวมไปถึงความเจนจัดในการใช้ประโยชน์จากห้องบันทึกเสียงให้คุ้มค่า

แต่การใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงก็อาจจะมีผลในอีกด้าน คือเวลาเอาไปแสดงสดอาจจะไม่สามารถทำได้เหมือนในห้องบันทึกเสียง อย่างเช่น “ดเยอร์เมเกอร์” และ “เดอะครันจ์” ไม่ได้แสดงสดแบบเต็มแต่อาจจะมีเอาบางท่อนไปผสมหรือเล่นแทรกในเพลงอื่น) ทั้งนี้เพราะว่าจังหวะและการร้องที่อาศัยเทคนิคในห้องบันทึกเสียงทำให้ไม่สะดวกที่จะเล่นสดแล้วให้เหมือนที่บันทึกเสียงได้ง่ายนัก

ระหว่างที่จอห์น บอนแนมกำลังลองซ้อมมือจังหวะกลองในสตาร์โกรฟส์สตูดิโอ เขาลองเล่นจังหวะฟังก์ ซาวน์เอนจิเนียร์ของวงขอร้องให้เขาลองดัดแปลงให้มันออกทางร็อกมากหน่อย จากนั้นจอห์น พอล โจนส์ก็เดินไลน์เบสตามจังหวะของจอห์น บอนแนม และจิมมี เพจก็เลยเล่นกีตาร์ในสไตล์ของเจมส์ บราวน์ส่วนโรเบิร์ต แพลนต์ก็ด้นเนื้อเพลงที่กล่าวถึงศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาอย่างโอทิส เรดดิงไปจนถึงวิลสัน พิกเก็ต และนั่นกลายเป็นที่มาของเพลงที่มีจังหวะจะโคนสะดุดหูที่สุดในงานชุดนี้ก็คือ “เดอะครันจ์”  โดยจอห์น บอนแนม กับจอห์น พอล โจนส์ลองปรับเสียงเบสและกลองให้ได้จังหวะที่คล้ายจะเป็นฟังก์เต้นรำได้ จิมมี เพจเลือกใช้กีตาร์เฟนเดอร์สตรัทเพื่อให้ได้เสียงกีตาร์ที่ออกใสคล้ายเพลงของเจมส์ บราวน์

เพลง “แดนซิงเดย์” เป็นเพลงที่รับอิทธิพลของดนตรีตะวันออกเข้ามาผสมกับดนตรีร็อก ท่วงทำนองของเพลงรวมไปถึงลิกกีตาร์ในเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากเพลงอินเดียที่พวกเขาได้ยินระหว่างที่อยู่ในเมืองบอมเบย์ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะว่าในแถบเบอร์มิงแฮมที่โรเบิร์ต แพลนต์อยู่ก็มีเสียงดนตรีอินเดียอยู่แล้ว เสียงร้องของโรเบิร์ตในเพลงนี้จึงไปกับทำนองอินเดียสบาย นอกจากนี้ยังมีเสียงดนตรีเร้กเก้ให้ได้ยินอีกใน “ดเยอร์เมเกอร์” ซึ่งจิมมี เพจดัดแปลงจังหวะเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้มันออกมาทางเร้กเก้มากนัก

อัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี ปิดท้ายด้วย “ดิโอเชียน” ที่ย้อนกลับไปหารูปแบบเดิมของทางวงที่เคยเล่นกันมาในสองอัลบั้มแรก แต่เสียงกีตาร์โซโล่ในเพลงนี้ออกไปทางแจ๊สเล็กน้อย โดยรวมให้อารมณ์สนุกสดใส และเนื้อเพลงในช่วงท้าย ที่ร้องว่า

“Now I’m singing all my songs to the girl who won my heart
She is only three years old and it’s a real fine way to start.”

หมายถึงคาร์เมน ลูกสาววัยสามขวบของโรเบิร์ต แพลนต์นั่นเอง แต่ดนตรีในเพลงนี้ให้เครดิตกับจอห์น บอนแนมว่าเป็นคนทำเพลงนี้เป็นส่วนใหญ่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s