Led Zeppelin: Chapter 13 – Swan Songs


เนื่องจากการทัวร์อเมริกาของเลดเซพพลินในปี ค.ศ. 1973 ไปชนกับการทัวร์อเมริกาของวง เดอะโรลลิงสโตนส์ ปีเตอร์ แกรนต์เลยมองว่าเขาต้องหาทางทำให้เลดเซพพลินเป็นที่สนใจมากกว่าพวกหินกลิ้งให้ได้ แม้ว่าจะมีเสียงทัดทานว่ากลุ่มคนฟังมันน่าจะเป็นคนละกลุ่มกัน เขาจึงหาคนมาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โดยได้ตัวลี โซลเตอร์และแดนนี โกลเบิร์กมาช่วย

ลี โซลเตอร์เป็นคนออกความเห็นว่าวงห่างหายไปจากสื่อมวลชนมากเกินไป ทั้งการงดให้สัมภาษณ์อันเนื่องมาจากความไม่พอใจของจิมมี เพจที่มีต่อสื่อมวลชน ทำให้เกิดข่าวลือเกี่ยวกับพวกเขามากมาย และเขาแนะนำให้ทางวงเป็นมิตรกับสื่อมากกว่านี้ โดยมีแดนนี โกลเบิร์ก เป็นคนคอยจัดการเรื่องประชาสัมพันธ์กับทางสื่อเป็นหลัก เพราะแดนนีเคยทำงานในนิตยสารโรลลิงสโตนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทางวงมาก่อน (แม้แต่อัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี ก็ได้รับเสียงวิจารณ์จากโรลลิงสโตนไม่ค่อยดีนัก)

ตอนแรกทางวงมองแดนนี โกลเบิร์คอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แต่เขาก็ทำให้สมาชิกเลดเซพพลิน ยอมรับในตัวเขาได้ และด้วยความดังของวงที่เพิ่มขึ้นทำให้ปีเตอร์ แกรนต์ รักษาผลประโยชน์ของเลดเซพพลิน มากขึ้นด้วยเงื่อนไขรับส่วนแบ่งค่าแสดงคอนเสิร์ตที่มากขึ้นเกือบเท่าตัว กล่าวคือขณะที่วงทั่วไปได้ส่วนแบ่งจากค่าตั๋ว 60 เปอร์เซ็นต์จากที่ขายได้ ปีเตอร์ แกรนต์เรียกถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยให้เหตุผลว่าความดังของเลดเซพพลินมากพอที่ผู้จัดคอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องโปรโมตมากนัก มิหนำซ้ำ เงิน 10 เปอร์เซ็นต์ที่ผู้จัดคอนเสิร์ตได้ไปนั้นเทียบแล้วยังมากกว่าส่วนแบ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ที่ได้จากวงอื่นเสียอีก!

นั่นคือความอหังการและความเขี้ยวของ ปีเตอร์ แกรนต์!!

หลังจากนั้นปีเตอร์ แกรนต์และริชาร์ด โคลตกลงจะให้ความสะดวกสบายกับเลดเซพพลินมากขึ้นด้วยการให้พวกเขาเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการประหยัดเวลาที่มีค่าของเลดเซพพลินด้วย โดยตกลงเช่าเครื่องบินโบอิง 720บี เพื่อให้สมาชิกเลดเซพพลินเดินทางโดยสะดวกและใช้เวลาสั้นลง  ซึ่งนอกจากมันจะเป็นพาหนะของสมาชิกทั้ง 4 คนแล้ว ยังใช้ขนลูกทัวร์อีก 33 คน รวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีของสมาชิกแต่ละคน พีเอ เครื่องยิงเลเซอร์และเครื่องสร้างควัน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่เนื่องจากในขณะนั้นทางวงสามารถทำเงินได้มากกว่าสองแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐสำหรับการแสดงเพียงครั้งเดียว ทำให้มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างในการเล่นที่แอตแลนตาเบรฟส์สเตเดียม ในวันที่ 4 พฤษภาคม ตั๋วเกือบห้าหมื่นใบขายหมดในเวลาสี่ชั่วโมงเศษ วันต่อไปไปแสดงที่เทมปา รัฐฟลอริดา ก็มีคนดูมากกว่าห้าหมื่นหกพันคน ส่วนที่เคเซอร์ในซานฟรานซิสโก มีคนดูสี่หมื่นเก้าพันคน

แต่ระหว่างพำนักอยู่ที่ เดรกโฮเตลในนิวยอร์ก ปรากฏว่ามีคนแอบเข้ามาขโมยเงินของทางวงที่ฝากเอาไว้ในเซฟของโรงแรมไปถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งจนบัดนี้ยังจับคนลงมือไม่ได้ เงินจำนวนนั้นเป็นเงินที่สำรองเอาไว้เป็นค่าจ้างคนทำงานและค่าเช่าเครื่องบินโบอิง งานนี้แม้แต่ริชาร์ด โคล ผู้จัดการทัวร์ยังต้องโดนจับเข้าไปนั่งในเครื่องจับเท็จ

ในช่วง 5 ปี (ระหว่างค.ศ. 1969 – 1973) เลดเซพพลินออกอัลบั้มมาถึง 5 อัลบั้ม เฉลี่ยปีละ 1 อัลบั้ม บวกกับการตระเวนทัวร์แทบไม่ได้พัก ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดสูงสุดของอาชีพจากความสำเร็จของอัลบั้มลำดับที่ 4 ต่อเนื่องด้วยความสำเร็จของ เฮาส์ออฟเดอะโฮลี  เรียกได้ว่าช่วงปีค.ศ. 1972 – 1974 ไม่มีวงไหนจะดังกว่าเลดเซพพลินอีกแล้ว มีคนประมาณว่าปีค.ศ. 1973 เลดเซพพลินน่าจะมีรายได้มากกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อสิ้นสุดปีค.ศ. 1973 ก็เป็นการสิ้นสุดสัญญาที่ทำเอาไว้กับแอตแลนติกด้วย ทำให้มีตัวแทนจากหลายบริษัทติดต่อยื่นข้อเสนอเพื่อเซ็นสัญญากับเลดเซพพลิน แต่ปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการวงสุดเขี้ยวไตร่ตรองแล้วเห็นว่าไม่มีบริษัทไหนให้เงื่อนไขที่ดีพอ เขาเลยคิดให้เลดเซพพลินตั้งบริษัทเพื่อรองรับงานของ เลดเซพพลินเอง

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเดอะบีตเทิลส์เคยทำแบบนี้มาแล้วกับบริษัทแอปเปิล แต่ปีเตอร์ แกรนต์ มองว่าถ้าจะทำบริษัททั้งทีต้องให้มันอยู่ได้แบบมั่นคง ไม่ได้ขายแต่เลดเซพพลินเพียงวงเดียว

เดือนมกราคม ค.ศ. 1974 ปีเตอร์ แกรนต์ประกาศร่วมกับบริษัทแอตแลนติกอย่างเป็นทางการ โดยให้แอตแลนติกเป็นผู้จัดจำหน่ายงานของบริษัทของเลดเซพพลิน ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่ได้ตั้งชื่อด้วยซ้ำ ถัดจากนั้นก็เริ่มทีการคัดศิลปินเข้ามาเซ็นสัญญากับบริษัทโดยมีอาร์เมต  เออร์เทกันนายใหญ่แห่งแอตแลนติกในสมัยนั้นเป็นคน่ช่วยวางรากฐานและกำหนดทิศทางร่วมกับปีเตอร์ แกรนต์

เดือนเมษายนสมาชิกเลดเซพพลินก็ต้องใช้เวลาไปกับเรื่องการเปิดบริษัทโดยตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการที่ตึกโฟร์ซีซันในนิวยอร์ก และที่เบลแอร์โฮเตลในลอสแอนเจลิส และเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมในชื่อ สวอนซอง และแนะนำศิลปินในบริษัทอย่างเช่น แบดคัมปานี ของ พอล ร็อดเจอร์อดีตนักร้องนำวงฟรีซึ่งเซ็นสัญญากับ สวอนซองส เฉพาะที่จำหน่ายในอเมริกาเพราะติดสัญญากับทาง ไอส์แลนด์และในอังกฤษตั้งแต่สมัยยังเป็นวงฟรี ตามมาด้วยงานของ เดฟ เอ็ดมันด์ แม็กกี เบลล์ และวงเดอะพรีตตีธิงส์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.