Led Zeppelin: Chapter 15 – Physical


และเดือนกุมภาพันธ์ 1975 อัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี ก็ออกวางจำหน่ายในรูปแบบอัลบั้มคู่ คนที่เห็นหน้าปกอัลบั้มนี้คงนึกว่าตึกใดตึกหนึ่งในอังกฤษถิ่นฐานบ้านเกิดของเลดเซพพลินแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วตึกที่ใช้เป็นหน้าปกอัลบั้มนี้ตั้งอยู่ที่ถนนเซนต์มาร์ก’สเพลซในแมนฮันตัน รัฐนิวยอร์ก ลูกเล่นของหน้าปกอัลบั้มนี้สมัยที่เป็นแผ่นเสียงจะออกมาดูดีมากกว่าตอนที่เป็นแผ่นซีดีอย่างในปัจจุบัน

อัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี เป็นช่วงที่พวกเขาประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางด้านฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และความสำเร็จทางด้านการเงิน อย่างที่หาวงอื่นในยุคนั้นเทียบพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว ความมหัศจรรย์ของอัลบั้มนี้อยู่ที่การแจมในสตูดิโอที่เข้าขากันเป็นหลัก และหลายเพลงในงานชุดนี้ยังคงแฝงอิทธิพลของเพลงบลูส์เก่าเต็มที่เหมือนเคย

led_zeppelin-physical_graffiti-frontal

อย่างเช่น “คัสตาร์ดพาย” เพลงเปิดอัลบั้มที่ขึ้นมาด้วยท่อนริฟฟ์ที่หนาแน่น มีชั้นเชิง และเป็นเหมือนการคารวะต่อเพลงบลูส์ในยุค 20 – 30 อย่างเช่น “ไอวอนต์ซัมออฟยัวร์พาย” ของ ไบลด์ บอย ฟูลเลอร์ ส่วนชื่อเพลง “คัสตาร์ดพาย” ก็ไปละม้ายคล้ายคลึงกับชื่อเพลง “คัสตาร์ดพายบลูส์” ของ ซอนนี เทอร์รี (ซึ่งบราว์ แม็กกีก็มีเพลงชื่อนี้เหมือนกัน)  คำว่า คัสตาร์ดพาย ในเพลงบลูส์สมัยนั้ มักจะหมายถึงหญิงในเรื่องทางเพศ  ประโยคบางประโยคเช่น ‘Well, you know by night I’m gonna shake ‘em down’ อาจจะทำให้นึกถึงเพลง “เชกเอ็มดาวน์” ของ บุ้กกา ไวต์ หรือบางประโยคเช่น ‘Drop down, mama, just dream of me’ ก็อาจจะทำให้นึกถึงเพลง “ดรอปดาวน์มามา” ของ บิก โจ วิลเลียมสัน  แต่ว่ามันคือการผสมผสานของแรงบันดาลใจของจิมมี เพจและ โรเบิร์ต แพลนต์ ท่อนโซโลของจิมมีเสริมด้วยเสียงวาห์-วาห์ ผสานคลอไปกับเสียงคลาวิเนตของจอห์น พอล โจนส์ เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมลงตัว แต่เลดเซพพลิน ไม่เคยเล่นเพลงนี้ในการแสดงสด จิมมี เพจ เคยเล่นเพลงนี้สมัยช่วงทัวร์อัลบั้ม เอาต์ไรเดอร์ และตอนที่เล่นร่วมกับวงเดอะแบล็กโครว์ก็มีเพลงนี้รวมด้วย หาฟังได้จากอัลบั้มแสดงสดไลฟ์แอตเดอะกรีก

ไม่ใช่แค่เพลง “คัสตาร์ดพาย” ที่ทำให้หวนนึกถึงปรมาจารย์บลูส์ในอดีต ตัวอย่างที่เห็นชัดอีกเพลงก็คือ “แทรมปเล็ดอันเดอร์ฟุต” ที่โรเบิร์ต แพลนต์อาศัยแรงบันดาลใจมาจากเพลง “เทอราแพลนบลูส์” ของโรเบิร์ต จอห์นสันปรมาจารย์เดลตาบลูส์ผู้เลื่องชื่อ (ตรงนี้ต้องอธิบายว่าไม่ได้ลอก ไม่ได้เรียงคำแบบในเพลง “เทอราแพลนบลูส์” แต่ว่ามีเนื้อหาที่ไปในเรื่องเดียวกัน) จุดเด่นของเพลงนี้ตกไปอยู่กับการใช้จังหวะออกไปทางฟังก์กีซึ่งโดดเด่นด้วยลีลาการตีกลองของจอห์น บอนแนมและการเคาะเปียโนของจอห์น พอล โจนส์ คำว่า เทอราแพลน เป็นคำสแลงหมายถึงรถยนต์รุ่นคลาสสิก แต่ว่าเนื้อเพลงจะแฝงความนัยถึงเรื่องทางเพศอีกเช่นเคย

ในอัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี มีเพลงที่ชื่อ “เฮาส์ออฟเดอะโฮลี” ซึ่งควรจะอยู่ในอัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี มากกว่า ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงที่ดีเพลงหนึ่งของเลดเซพพลิน แต่ว่ามันมักจะถูกมองข้ามไปเสมอ  เลดเซพพลินไม่เคยนำเพลงนี้ไปแสดงสด ถ้าหากว่าเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี บางทีอาจจะมีคนให้ความสนใจเพลงนี้มากขึ้น

อีกเพลงหนึ่งที่หลงเหลือมาจากอัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี ก็คือ “เดอะโรเวอร์”  ซึ่งจริงแล้วก็เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1970 สมัยที่จิมมี เพจและโรเบิร์ต แพลนต์ไปเก็บตัวที่โบรนาไรอาแต่ว่ามีการดัดแปลงแก้ไขมากพอสมควร เพลงนี้เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ดังมากของเลดเซพพลิน มีวงดนตรีเมทัลหลายคณะเคยนำมาทำใหม่อย่าง เกรตไวต์ พรีมัลเฟียร์ แวนเฮเลน (แสดงสด) ดรีมเธียเตอร์ (เมดลีย์กับเพลงอื่น) แต่ว่าเลดเซพพลินไม่เคยเล่นเพลงนี้ตอนแสดงสด อาจจะมีเล่นริฟฟ์หรือว่าบางท่อนเพื่อเข้าไปสู่เพลงอื่นบ้าง แต่ไม่เคยเล่นจนจบเพลง

“อินมายไทม์ออฟดายอิง” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเพลงเด่นของงานชุดนี้ด้วยความยาว 11 นาที และการแจมของสมาชิกแต่ละคนในชั้นเชิงบลูส์เป็นพื้น เสียงร้องของโรเบิร์ต แพลนต์ในเพลงนี้ทำได้สุดยอดมากแต่ว่าหลังจากที่โรเบิร์ตประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปีค.ศ. 1975 เขาก็ไม่สามารถโหนเสียงร้องในแบบที่ควรจะเป็นได้สมบูรณ์แบบอีกต่อไป เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงของบ็อบ ดีแลนที่ออกมาในปีค.ศ. 1962 แต่ว่า บ็อบ ดีแลนเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากเพลง “จีซัสเมกอัปมายดายอิงเบด” ของไบลด์ วิลลี จอห์นสัน ซึ่งจิมมี เพจให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าเพลงนี้มันเกิดขึ้นจาการแจมกันไปเรื่อย ๆ จนแม้แต่พวกเขาทั้งสี่เองก็ไม่รู้ว่าจะจบยังไง ในที่สุดมันจึงยาวถึง 11 นาที (และเพลงนี้เมื่อแสดงสดจะยาวยืดกว่านี้อีกโดยเฉพาะช่วงโซโลกีตาร์และคีย์บอร์ด)  จอห์น บอนแนมแสดงเทคนิคในการตีกลองที่น่าทึ่ง (เช่นเดียวกับเพลง “แทรมปเล็ดอันเดอร์ฟุต”) คือไม่ได้เน้นความหนักหน่วงรุนแรง แต่การทอดจังหวะที่เหมาะสมทำให้เพลงที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ส่วนเพลง “โบรนาไรอา” อาจจะทำให้หลายๆคนสับสนกับเพลง “โบรนาไรอาสตอมป์”  ในอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี เป็นคนละเพลงที่มีที่มาจากที่เดียวกัน กล่าวคือทั้งสองเพลงประพันธ์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1970 ขณะที่โรเบิร์ต แพลนต์และจิมมี เพจเก็บตัวอยู่ในกระท่อมโบรนาไรอาในเวลล์ ซึ่งจิมมี เพจจะเขียนเพลงที่ใช้กีตาร์โปร่งเป็นหลัก ให้อารมณ์สบาย สำหรับชื่อ Bron-y-auy จะมีการสะกดที่แตกต่างกันหลายแบบ เช่น  Bron-y-aur(ตัวy กับตัว a เล็ก), Bron-Y-Aur (ตัวY กับตัว A ใหญ่) หรือแม้แต่ “โบรนาไรอา และบางทีก็จะไม่มี “-“ คั่นกลางคำ ใช้ได้เหมือนกันหมด

เพลงที่เขียนขึ้นในสมัยปี ค.ศ. 1970 ขณะเก็บตัวอยู่ที่กระท่อมโบรนาไรอาที่นำมาปัดฝุ่นใหม่ยังมีเพลง “ดาวน์บายเดอะซีไซด์” ซึ่งต้นฉบับแรกเริ่มเป็นเสียงอคูสติก แต่ว่าตอนบันทึกเสียงอัลบั้มที่ 4 ได้มีการเรียบเรียงเป็นเวอร์ชั่นใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า แต่ว่าโดนถอดออกจากอัลบั้มที่ 4 เพราะสมาชิกลงความเห็นว่าเพลงนี้ยังต่ำกว่ามาตรฐาน ณ ขณะนั้น  โรเบิร์ต แพลนต์เป็นคนเอาเพลงนี้กลับมาทำใหม่ในอัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี ซึ่งตอนแรกคนอื่นไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ว่าโรเบิร์ต แพลนต์อยากทำเพลงเพื่อสื่อถึงนีล ยังศิลปินคันทรีร็อกที่เขาชอบ (ชื่อเพลงก็ล้อเลียนชื่อเพลง “ดาวน์บายเดอะริเวอร์” ของนีล ยังแถมโรเบิร์ต แพลนต์ร้องเลียนแบบเสียงนีล ยังด้วย) ในที่สุดจอห์น พอล โจนส์ ก็ลองนำเพลงนี้กลับมาเรียบเรียงใส่เสียงเปียโนไฟฟ้าให้อารมณ์แบบคันทรี่ ร็อกและจิมมี เพจก็นำมาปรับแต่งบางท่อนใหม่จนนำมารวมในอัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี ด้วย การตั้งสายกีตาร์ในเพลงนี้จะเป็นการตั้งสายแบบ C6 (C-A-C-G-C-E) แบบเดียวกับเพลง “เฟรนด์” เพลงนี้จะมีการปรับจังหวะระหว่างนุ่มนวลกับร็อกแรง

สำเนียงเพลงคันทรี่ยังมาปรากฏในเพลง “แบล็กคันทรีวูแมน” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1972 ที่สนามหลังบ้านมิก แจ็กเกอร์ในสตาร์โกรฟส์ เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่จะนำไปใส่ในอัลบั้ม เฮาส์ออฟเดอะโฮลี จิมมี เพจตั้งสาย G แบบที่นักดนตรีคันทรี่นิยมใช้กัน และเพื่อให้ได้อารมณ์แบบเป็นธรรมชาติ เลยออกมาบันทึกเสียงกันกลางแจ้ง (ฟังช่วงต้นดีๆ มีเสียงเอ้ดดี คราเมอร์ ซาวน์เอนติเนียร์บ่นเรื่องเสียงเครื่องบินบินผ่าน)  และตอนที่บรรเลงจริงๆ บนเวที จอห์น พอล โจนส์จะเล่นอัปไรต์เบสเพื่อให้ได้อารมณ์ในสไตล์สคิฟเฟิล

โรเบิร์ต แพลนต์ได้เขียนเพลงเกี่ยวกับผู้หญิง (และเซ็กซ์) ไว้ใน “เดอะวันตันซอง” ซึ่งจิมมี เพจได้ทดลองเล่นเสียงกลับหลังในช่วงเอ็กโคท้ายท่อนโซโล่ และยังใช้ลำโพงหมุนของเลสลีย์ ที่ปกติใช้กับเสียงคีย์บอร์ด ในการโซโล่เพลงนี้ จิมมีทดลองการเล่นกับเสียงในสตูดิโอมาตั้งแต่สมัยอยู่กับเดอะยาร์ดเบิร์ดส์แล้ว แต่ว่ามีหลายอย่างที่เขาทำออกมาแล้วไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากพวกซาวน์เอนจิเนียร์เลยไม่ค่อยได้ใช้ อย่างเทคนิคการเล่นเสียงย้อนกลับนี้ จริงแล้วเขาก็เคยจะลองทำในงานแรกของเลดเซพพลิน แต่ว่าซาวน์เอนจิเนียร์ไม่เห็นด้วยเลยไม่ได้ใช้ เหตุผลอีกประการที่ไม่ค่อยได้ทดลองเสียงแปลก ๆ ในสตูดิโอก็เพราะอัลบั้มแรก ค่อนข้างรีบร้อนในการทำอัลบั้ม จึงไม่ค่อยมีเวลาทดลองเสียงแปลก ๆ มากนัก  พอมาถึงงานชุดนี้ เขาเลยปล่อยออกมาเต็มที่ อย่างใน “เทนเยียร์กอน”เขาทดลองอัดเสียงกีตาร์ทับกันถึง 14 ตัว (อาจจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่สมัยนั้นไม่ค่อยมีใครเล่นเท่าไหร่) ซึ่งตอนเล่นสด จอห์น พอล โจนส์จะหยิบกีตาร์สามคอขึ้นมาช่วยเล่นเพื่อให้ได้เสียงประสานกีตาร์ใกล้เคียงกับในอัลบั้ม กีตาร์ตัวนี้เป็นกีตาร์ที่แอนดี แมนสันทำให้จอห์น พอล โจนส์เป็นพิเศษมีกีตาร์ 6 สาย 12 สาย และแมนโดลินรวมอยู่ในตัวเดียวกัน ซึ่งจะใช้ร่วมกับเบสพีดัลได้  แต่ว่าเล่นไป จอห์น พอล โจนส์รู้สึกว่ามันเกินตัวเขาไปหน่อยในการพยายามควบคุมทั้งเบสทั้งเล่นประสานให้กับจิมมี เพจ ในช่วงหลังเพลง “เทนเยียร์กอน” จึงใช้เป็นเพลงเชื่อมไปเพลงอื่นมากกว่าจะเล่นเต็มเพลง  ส่วนเนื้อหาของเพลงเป็นการรำลึกความหลังถึงแฟนเก่าของโรเบิร์ต แพลนต์

จอห์น พอล โจนส์ ได้นำเสนอความสามารถของเขาไว้ในหลายๆ เพลง อย่างเช่น “อินเดอะไลต์” ซึ่งจอห์น พอล โจนส์ปรับแต่งเสียง VCS  Synthesizer ได้ยอดเยี่ยม จิมมี เพจเองก็ยอมรับว่าตอนที่เขาได้ยินเสียงอินโทรที่จอห์น พอล โจนส์นำมาเสนอเขาก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอด แต่ว่าเขาไม่รู้ว่าจะสานต่อบทเพลงนี้อย่างไร หน้าที่การทำเพลงหลักๆ จึงตกอยู่กับจอห์น พอล โจนส์ซึ่งนำเพลงเก่าที่เคยเก็บไว้ชื่อ “เทกมีโฮม” มาปรับปรุงใหม่ แล้วจิมมี เพจจึงนำเติมเสียงกีตาร์ในสไตล์เดอะบีตเทิลส์ลงไป แต่ท่อนเสียงสังเคราะห์ที่มหัศจรรย์ของจอห์น พอล โจนส์นี้กลับเป็นตัวการทำให้เลดเซพพลินไม่นำเพลงนี้ไปแสดงสด เพราะจอห์น พอล โจนส์ไม่สามารถควบคุมเสียงนอกสตูดิโอให้อยู่กับร่องกับรอยได้ อีกเพลงที่จอห์น พอล โจนส์ เป็นตัวหลักในการทำเพลงก็คือ “ไนต์ไฟลต์” ซึ่งเป็นเพลงเก่าที่ทำไว้สมัยอัลบั้มที่ 4

ช่วงที่เลดเซพพลินมาบันทึกเสียงกันที่เฮดลีย์แกรนจ์ จะใช้รถบันทึกเสียงเคลื่อนที่ของวง เดอะโรลลิงสโตนส์ ซึ่งคนที่คุมรถมาก็มักจะเป็นเอียน สจ๊วตผู้จัดการทัวร์ของวงหินกลิ้งซึ่งเป็นคนมีฝีไม้ลายมือในการเล่นเปียโนพอตัว พอเขามาเจอกับวงเลดเซพพลินที่มีพื้นเพจากทางบลูส์ด้วยกันจึงแจมเป็นครั้งคราว และเป็นที่มาของเพลง “บูกีวิธสตู” ซึ่งให้บรรยากาศเหมือนกำลังดื่มเหล้าได้ที่และมีความสนุกสานครึกครึ้นเฮฮา

เพลง “บูกีวิธสตู” นี้ลงเครดิตผู้ประพันธ์เพลงว่า จิมมี เพจ/โรเบิร์ต แพลนต์/จอห์น พอล โจนส์/จอห์น บอนแนม/ นาง วาเลนส์ / เอียน สจ๊วต  ซึ่งนางวาเลนส์ ในที่นี้หมายถึง มารดาของริชชี วาเลนส์ เพราะว่าเพลงนี้มีต้นกำเนิดมาจากเพลง “อูห์มายเฮด” ของริชชี่ วาเลนส์ศิลปินร็อกอะบิลลี่ชื่อดังจากยุค 50 จิมมี เพจอธิบายว่าเขาใส่ชื่อมารดาของริชชี่ วาเลนส์ลงไปแทนที่จะเป็นริชชี่ วาเลนส์ก็เพราะเขารู้ข่าวมาว่าเธอไม่ได้รับค่าลิขสิทธิ์เพลงของลูกชายตัวเองแม้แต่เหรียญเดียว เขาจึงลงเครดิตเธอเพื่อให้แน่ใจว่าค่าลิขสิทธิ์จะเป็นของเธอ ซึ่งส่งผลให้ผู้ถือลิขสิทธิ์เพลงของริชชี่ วาเลนส์พยายามฟ้องเรียกค่าลิขสิทธิ์จากเลดเซพพลิน

แต่ถ้าจะหาเพลงที่โดดเด่นที่สุด บางทีอาจจะไม่ใช่แค่โดดเด่นในอัลบั้มนี้เท่านั้น แต่เป็นเพลงเด่นในบรรดาเพลงทั้งหมดของเลดเซพพลินก็ต้องยกให้กับเพลง “แคชเมียร์” ถึงแม้ว่าเพลง “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” อาจจะเป็นเพลงฮิตติดลมบนไปแล้ว แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่บ่งบอกตัวตนเลดเซพพลินได้ดีที่สุด ต้องเป็น “แคชเมียร์” เนื้อเพลงนี้ โรเบิร์ต แพลนต์เขียนขึ้นระหว่างที่เดินทางออกจากเมืองกลุเอนมิน (เมืองทางตอนใต้ของโมร็อกโค ได้ชื่อว่าเป็น “ประตูสู่ทะเลทราย”) เพื่อมุ่งไปสู่เมืองตันตัน ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายในโมร็อกโค (บริเวณนี้เรียกว่า สแปนิชซาฮารา) บริเวณทะเลทรายแทบตะวันตกเฉียงเหนือของอัฟริกาซึ่งไม่ใกล้เคียงอะไรกับแคชเมียร์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียเลยแม้แต่น้อย

เดิมที โรเบิร์ต แพลนต์เขียนเนื้อเพลงนี้เอาไว้ในชื่อ “ไดร์ฟวิงทูแคชเมียร์” ซึ่งหมายถึงว่าหนทางยังอีกไกลกว่าจะถึงแคชเมียร์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวพันถึงเรื่องเร้นลับของดนตรีอาระเบียน และพลังของดนตรีร็อก เนื่องจากขณะที่เขาเดินทางอยู่นั้น ไม่มีอะไรเลย นอกจากทะเลทราย…ถ้าจะเห็นคนบ้างก็จะเดินทางมาพร้อมกับอูฐ แล้วมองไปข้างหน้าในทางที่รถวิ่งมันจะเห็นเป็นแนวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ผมได้แต่คิดว่าสักวันหนึ่งเถอะจะไปแคชเมียร์ ไปหาแชงกรีล่า” โรเบิร์ต แพลนต์อธิบาย

ทางด้านดนตรี จิมมี เพจ ไปค้นเอาท่อนริฟฟ์เก่าที่เคยบันทึกเก็บเอาไว้ และก็เจอกับริฟฟ์หนึ่งที่เขาซ้อมเล่นกับจอห์น บอนแนม โดยปรับเข้ากับไลน์กีตาร์และการจูนสายแบบที่เขาเคยใช้ใน “ไวต์ซัมเมอร์” “แบล็กเมาเทนไซด์” และ “สวอนซองส” (เพลงนี้ไม่ได้บันทึกเสียงในอัลบั้มใดเลย) ซึ่งมาลงตัวที่การตั้งสายกีตาร์แบบ Dsus4 (D-A-D-G-A-D) และลองใช้คอร์ดแบบพวกมัวร์ เมื่อจอห์น พอล โจนส์ ได้ฟังคร่าว ๆ เขาก็เป็นคนเรียบเรียงเพลงและกลุ่มเครื่องสายให้บรรยากาศของดนตรีตะวันออกกลางขึ้นมาทันควัน

ทั้งจิมมี เพจ โรเบิร์ต แพลนต์ และจอห์น พอล โจนส์ บอกตรงกันว่า “แคชเมียร์” เป็นเพลงที่ลงตัวและแสดงศักยภาพของเลดเซพพลินได้สูงสุดในขณะที่พวกเขากำลังอยู่ในจุดสูงสุดของตัวเอง เมื่อเราทำเพลงนี้เสร็จ เราก็รู้ว่าเราได้สร้างเพลงที่มหัศจรรย์ขึ้นมาแล้ว เราไม่รู้ว่าจะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร…” จิมมี เพจ รำลึกถึงความหลังขณะที่เขากำลังทำเพลงนี้ “ตอนนั้นผมเล่นริฟฟ์กับบอนโซ่ ที่เฮดลีย์แกรนจ์ เขาจะตีกลองสร้างจังหวะขึ้นมา แล้วผมจะเติมริฟฟ์ลงไป” และทั้งสามก็ให้เครดิตกับจอห์น บอนแนมเป็นอย่างมากในการสร้างสรรค์ภาคริธึ่มที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ซึ่งถ้าใครลองนับไทม์ซิกเนเจอร์เพลงนี้อาจจะงงอยู่บ้าง เพราะจิมมี เพจบอกว่าเพลงนี้ส่วนใหญ่จอห์น บอนแนมจะตีกลองในไทม์ซิกเนเจอร์ 2/4 แต่ว่าในบางช่วงริฟฟ์กีตาร์จะเล่น 3/4 เพื่อสร้างความกดดันและบรรยากาศให้มันเครียดขึ้น

การใช้คอร์ดย้ำในช่วงท่อนร้องอาจจะดูคล้ายไม่มีสีสัน แต่เมื่อมันได้การเล่นเซมิโทนจากกลุ่มเครื่องสายเข้ามาประกอบกลายสีสันใหม่ของบทเพลง  และจะหมุนวนระหว่างเสียงกระด้างกับกลมกล่อม ลองฟังช่วงนาทีที่ 0:53 ที่เสียงเครื่องสาย เล่นในคู่เสียงเดียวกันกับกีตาร์เป็นเสียงกลมกล่อม (Consonant)  และมันจะค่อยๆ กลับไปสร้าง tension เป็นวัฎจักรแบบนี้ จนนาทีที่ 2:12 จะดูเหมือนว่ามีความนิ่งเกิดขึ้น ด้วยเสียงกีตาร์ที่เล่น tonic โดยมีเสียงเครื่องสายอยู่ในอีก octave หนึ่ง ซึ่งเล่น off-beat pattern ซึ่งมันไปสร้างความขัดแย้งจากเสียงกลองของจอห์น บอนแนมอีกทีหนึ่ง

เสียงเมลโลทรอนจะเข้ามาสร้างบทบาทในสองช่วงหลักๆ คือนาทีที่ 3:22 เข้ามาช่วยให้โรเบิร์ต แพลนต์ดึงไลน์เสียงร้องไปสู่อีกท่อนหนึ่ง  แต่ว่ามันจะค่อยๆ ปรับตัวกลับมาที่เดิม ในนาทีที่ 6:37 ซึ่งเป็นการสื่อถึงการเดินทางไปหาสิ่งใหม่ๆ

อัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี ปิดท้ายด้วยเพลง “ซิกอะเกน” บทเพลงที่เขียนถึงบรรดากรุ๊ปปีสาว ในลอสแอนเจลิส

โรเบิร์ต แพลนต์ รำลึกความหลังว่า ในสมัยที่ทำอัลบั้ม ฟิสิเคิลกราฟิตี นั้นพวกเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในจุดสูงสุดของโลก สมาชิกแต่ละคนกำลังท็อปฟอร์มเปี่ยมไปด้วยไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ บทเพลงเช่น “คัสตาร์ดพาย” “อินมายไทม์ออฟดายอิง” “แคชเมียร์” “อินเดอะไลต์” ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่เกิดขึ้นมาเพราะว่าพวกเขากำลังอยู่ในสถานภาพแบบนั้นพอดี อย่างเช่นเพลง “แคชเมียร์” ที่จิมมี เพจเข้ามาพร้อมกับท่อนริฟฟ์ก็จะได้รับการเสริมแต่งจากคนอื่นที่ช่วยกันขัดเกลาเพลง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.