Guns N’ Roses: the Making of Chinese Democracy


กว่าจะเป็น ไชนิสเดโมเครซี

ในที่สุด ไชนิสเดโมเครซี (Chinese Democracy) ของกันส์แอนด์โรเซสก็ออกมาเสียที หลังจากที่ปล่อยให้แฟนเพลงคอยเก้อมาปีแล้วปีเล่า ราวกับว่าชาตินี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ฟังกันเสียแล้ว ขนาดเมื่อปี ค.ศ. 2006 แอ็กเซิล โรสเคยให้สัญญาว่าจะวางจำหน่ายอัลบั้มนี้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 แต่ก็อย่างที่รู้กันว่ามันเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

แล้วจู่ ๆ ซิงเกิลเพลง “ไชนิสเดโมเครซี” ก็ปล่อยมาในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 2008 พร้อมกับข่าวว่าอัลบั้มเต็มจะออกวางจำหน่ายวันที่ 23 พฤศจิกายน ผ่านทางเครือข่ายร้านขายปลีก เบสต์บาย ก่อนหน้านั้นก็มีการกระตุ้นความสนใจจากแฟนเพลงด้วยการปล่อยเพลง “แช็กเลอร์สรีเวนจ์” ให้เกมส์ ร็อกแบนด์ส 2 (เกมส์ออกจำหน่ายวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2008 และเพลง “อีฟเดอะเวิลด์” ก็นำไปใช้เป็นเพลงช่วงเครดิตปิดท้ายภาพยนตร์เรื่อง บอดีออฟลาย ในเดือนตุลาคม (แต่ไม่อยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์)

แน่นอนว่างานนี้ฝ่ายการตลาดคงต้องวางแผนให้ถ้วนที่ เพราะเป็นงานชุดแรกในรอบ 15 ปี นับจากอัลบั้ม ดิสปาเก็ตตีอินสิเดนต์? (The Spaghetti Incident?) เมื่อปีค.ศ. 1993 แต่ถ้านับในแง่ผลงานของตัวเองแล้วเป็นงานแรกในรอบ 17 ปีหลังจาก ยูสยัวร์อิลลูชัน (Use Your Illution) ทั้งสองชุดเมื่อปีค.ศ. 1991 คำถามก็คือ ไชนิสเดโมเครซี จะคุ้มค่ากับการรอคอยยาวนานขนาดนี้หรือไม่? และคำถามต่อไปก็คือ มันจะยังเป็นกันส์แอนด์โรเซสอยู่หรือเปล่าในเมื่อเหลือแอ็กเซิล โรสเพียงคนเดียว?

แอ็กเซิล โรส เริ่มทำ ไชนิสเดโมเครซี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1993 ในตอนนั้นเขาให้สัมภาษณ์ว่าเริ่มเขียนเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่แล้วชื่อเพลง “ดิสไอเลิฟ” สมัยนั้นสมาชิกยังเป็น สแลช – กีตาร์, กิลบี คล้าก – กีตาร์ ดัฟ แม็คคาเกน – เบส, ดิซซี รี้ด – คีย์บอร์ด และแมต ซอรัม – กลอง แต่ปัญหาแรกที่ทำให้การทำอัลบั้มใหม่สะดุดก็คือกิลบี คล้ากโดนไล่ออกในปีค.ศ. 1994 โดยเจฟฟรีย์ ไลต์ ทนายของกิลบีออกมาเปิดเผยว่ากิลบีโดนไล่ออกถึง 3 หนในเดือนเดียว และโดนเรียกให้กลับมาเป็นมือกีตาร์เหมือนเดิม 2 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายที่ไล่ออกไม่มีการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้น กิลบีจึงต้องจ้างทนายให้ฟ้องเรียกร้องค่าจ้างและส่วนแบ่งต่าง ๆ จากวง และตัวกิลบีให้สัมภาษณ์ในปีค.ศ. 1995 ว่าเขาไม่อยากฟ้องร้องทางวงเท่าไหร่ แต่เขาไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน จึงต้องเรียกร้องสิ่งที่เขาควรจะได้

มองอย่างเข้าข้างกันส์แอนด์โรเซส สาเหตุที่ไม่มีใครติดต่อกลับอาจเป็นเพราะช่วงนั้นสถานการณ์ภายในกันส์แอนด์โรเซสกำลังตึงเครียด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสแลชและแอ็กเซิลที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะเรื่องทิศทางดนตรีที่เปลี่ยนไปจากเดิมจนในที่สุดสแลช ก็ออกอัลบั้ม อิตส์ไฟฟ์โอคล็อกซัมแวร์ (It’s Five O’ Clock Somewhare) ในปีค.ศ. 1995 โดยใช้ชื่อวงว่า สแลชส์สเน็กพิต และคุยโม้โอ้อวดว่านี่คืองานคลาสสิกที่กันส์แอนด์โรเซสน่าจะออกต่อจากแอปปิไทท์ฟอร์เดสทรักชันอันเลื่องชื่อ

ย้อนอดีตกันเล็กน้อย

กันส์แอนด์โรเซสประสบความสำเร็จมากกับ  แอปปิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน พวกเขาแนะนำตัวเองสู่ชาวโลกในฐานะวงดนตรีฮาร์ดร็อกดิบ ๆ ไม่แตกต่างไปจากวงรุ่นพี่อย่างแอโรสมิธ แต่ความลงตัวของสมาชิกในยุคก่อตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพลงและการร้องของแอ็กเซิล โรส การหยอดท่อนริฟฟ์และโซโล่ของสแลช การเดินเบสที่มั่นคงและทัศนคติแบบพังก์เต็มตัวของดัฟฟ์ แม็กคาเกน การเขียนเพลงและวางไลน์ประสานของเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่โดดเด่นของอิซซี สตราดลิน และการตีกลองของสตีเวน แอ็ดเลอร์ที่ไม่หนักหน่วงเกินไป ให้อารมณ์แบบร็อกแอนด์โรลเก่า ๆ ส่งให้ช่วยให้อัลบั้มแรกของวง คือ แอปปิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน ทำยอดจำหน่ายถล่มทลาย (ล่าสุดจนถึงปัจจุบันทำยอดขายไปได้ 18 ล้านชุดเฉพาะอเมริกาเพียงแห่งเดียว)

แต่พอ ยูสยัวร์อิลลูชัน ออกมา แฟนเพลงก็เริ่มเห็นพัฒนาการของวงมากขึ้น ณ เวลานั้น กันส์แอนด์โรเซสไม่ใช่วงฮาร์ดร็อกห้าคนอีกต่อไป พวกเขาใช้นักดนตรีจากภายนอกมาเพิ่มความสมบูรณ์ของเพลงให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มดิซซี รี้ด เป็นมือคีย์บอร์ดอย่างเป็นทางการ ดนตรีมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งไซเบอร์พังก์ ไซคีเดลิก ร็อกแอนด์โรล บลูส์ คันทรี่ ไปจนถึงเปียโนบัลลาดสไตล์เอลตัน จอห์น

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อิซซี สตราดลินไม่ค่อยพอใจนัก และให้สัมภาษณ์ว่าอัลบั้มนี้มีแต่เสียงกิ๊บสันเลสพอลและแอมป์มาร์แชล (อาวุธคู่กายของสแลช) ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาลาออกจากวงหลังจากที่ออกทัวร์โปรโมทงานชุดนี้ไม่นานนัก

หลังจากที่อิซซี สตราดลินลาออกไป กิลบี คล้ากจากวงคิลฟอร์ธริลส์มาขัดตาทัพ การทัวร์คอนเสิร์ต ยูสยัวร์อิลลูชันนั้นได้แสดงให้เห็นว่านักดนตรีร็อก 5 คนบนเวทีนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของแอ็กเซิล โรส เขาต้องการความยิ่งใหญ่ ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด ทุกสิ่งต้องยิ่งใหญ่เพื่อให้เพลงออกมาตรงตามความคิดของเขามากที่สุด และเขาก็ตัดสินใจที่จะเดินหน้าไปตามทางของเขาอย่างแน่วแน่ เริ่มจากไล่กิลบี คล้าก ออกจากวงแล้วไปดึงเอา พอล โทไบแอส อดีตเพื่อนร่วมวง ฮอลลีวู้ดโรสมาช่วยเล่นแทน พอล โทไบแอส หรืออีกชื่อหนึ่งคือ พอล ฮิ้วห์เคยร่วมเขียนเพลง “ชาโดว์ออฟยัวร์เลิฟ”ที่อยู่ในซิลเกิ้ล “อิตส์โซอีซี” กับเพลง “แบ็กออฟบิตช์” ในอัลบั้ม ยูสยัวร์อิลลูชันทู

แต่การดึงพอล โทไบแอสเข้าวงสร้างความไม่พอใจให้กับสแลชและดัฟฟ์ แม็คคาเกนเพอสมควร เมื่อบวกกับอคติที่ว่าพอลเข้ามาโดยการตัดสินใจของแอ็กเซิล โรส เพียงคนเดียวทำให้ทั้งคู่เข้ากับพอลไม่ค่อยได้

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามได้รับการอ้างอิงว่าเป็นเพื่อนของสแลช ดัฟฟ์ และแมต ซอรัมแสดงความเห็นกับนิตยสารโรลลิงสโตนว่า “เขาเป็นคนนิสัยดี…แต่นี่มันวงกันส์แอนด์โรเซสนะเว้ย วงที่ยิ่งใหญ่ นักดนตรีที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเขายังไม่ดีพอสำหรับทางวง”

ยิ่งเมื่อสแลชพบว่าเสียงกีตาร์ในเพลง “ซิมพาธีฟอร์เดอะเดวิล” (เพลงเก่าของเดอะโรลลิงสโตนส์) ที่ทำเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง อินเทอวิววิธเดอะแวมไพรส์ เป็นฝีมือการเล่นของพอล ไม่ใช่ฝีมือของเขา ก็เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายหลังจากมีความคิดขัดแย้งกับแอ็กเซิลมาหลายเรื่อง เขาลาออกในปีค.ศ. 1996 ก่อนหน้าจะเข้าสตูดิโอทำอัลบั้มใหม่ไม่นาน โดยเขาให้สัมภาษณ์ทิ้งทวนว่า “ทัศนคติ และมุมมองของแอ็กเซิลที่เอามาใช้กับกันส์แอนด์โรเซสมันแตกต่างไปจากของผมอย่างสิ้นเชิง ผมแค่ต้องการเล่นกีตาร์ เขียนริฟฟ์เจ๋ง ๆ แล้วก็ออกไปเล่นทุกที่ให้คนดู

หลังจากสแลชจากไปก็มีรายชื่อมือกีต้าร์หลายคนที่เข้ามาลองเล่นกับวง แต่ชื่อที่น่าตื่นเต้นก็คือแซ็ก ไวลด์ มือกีตาร์คู่บารมีออซซี ออสบอร์น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ร่วมงานกันเพราะตอนที่แซ็ก ไวลด์ เข้ามาที่ห้องบันทึกเสียงเดอะคอมเพล็กซ์ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า “มันไม่มีเมโลดี้หรืออะไรเลย” แซ็ก ไวลด์ รำลึกความหลัง “ไม่มีแม้แต่เนื้อร้อง ทุกครั้งที่ผมคุยทางโทรศัพท์เขามีแต่เรื่องของทนายและคดีความ…” แต่ว่าเขาก็ยังเอ่ยชื่นชมแอ็กเซิล โรสว่า “แอ็กเซิลไม่ได้ใช้เวลาหลายปีไปกับการเขียนเพลงแบบเดียวกับยูสยัวร์อิลลูชันซ้ำหรอกนะ แอ็กเซิลเป็นคนที่หลักแหลมมีความคิด

กันส์แอนด์โรเซสเริ่มเข้าห้องบันทึกเสียงเพื่อทำอัลบั้มใหม่ในปีค.ศ. 1996 โดยมี โรบิน ฟลินซ์ อดีตมือกีตาร์วงไนน์อินซ์เนลส์เข้ามาร่วมวง ส่วนมือกลองเป็นหน้าที่ของโจซ ฟรีซส์ ที่เข้ามาเพราะแมต ซอรัมเกิดมีปัญหากับพอล โทไบแอสจนโดนไล่ออก ตามด้วยดัฟฟ์ แม็กคาเกน ที่ตัดสินใจลาออกจากวงอีกคน โดยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่รู้สึกว่าการทำงานกับกันส์แอนโรเซสสนุกอีกต่อไปแล้ว “ผมไม่ต้องการมันในชีวิตของผมอีกต่อไปแล้ว มันบ้าเกินไป นี่คือร็อกแอนด์โรล และมันจะต้องสนุกสิ” ดัฟฟ์อธิบายเหตุผล

เรื่อง “ไม่สนุก” ที่ดัฟฟ์เอ่ยถึงก็คือบรรยากาศในการทำงานที่เคร่งเครียด และไม่มีอะไรคืบหน้าโดยสาเหตุหลักมาจากตัวแอ็กเซิล โรส เพราะเมื่อเขามีปัญหาส่วนตัวก็จะหยุดทำงาน ซึ่งหมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดชะงักตามไปด้วยเพราะเขาไม่ยอมให้ใครทำอะไรเมื่อไม่มีเข้าอยู่ในห้องบันทึกเสียง

“เขากำลังอยู่ในช่วงหดหู่…” โมบี้ซึ่งเคยเข้ามาร่วมงานกับกันส์แอนด์โรเซสช่วงสั้น ๆ ในปีค.ศ. 1997 บรรยายอาการของแอ็กเซิล โรส “เขารู้สึกเหมือนกับหมาที่กำลังโดนตี” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากคดีความกับสเตฟานี ซีมัวร์ อดีตภรรยาของแอ็กเซิล และอีริน เอฟเวอรี แฟนเก่าของเขาก็กำลังฟ้องร้องเขาอยู่เช่นเดียวกัน

และนั่นดูจะเป็นเหตุผลสำคัญทำให้การทำงานในอัลบั้ม ไชนิสเดโมเครซี ที่เริ่มทำตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น และพอถึงปี ค.ศ. 1999 ก็มีรายงานว่าเขาใช้เงินไปแล้วถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่มีเพลง “โอมายก็อด” ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เอนด์ออฟเดย์ สำเร็จออกมาเพียงแค่เพลงเดียว

ช่วงนั้นบริษัทเกฟเฟนประกาศเส้นตายว่าอัลบั้มนี้จะต้องออกมาในปีค.ศ. 2000 ไม่งั้นมีเรื่องแน่นอน

เพลง “โอมายก็อด” ทำให้แฟนเพลงส่วนใหญ่ตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นอินดัสเทรียลร็อกโดยที่นักดนตรีที่เข้ามาเล่นในเพลงนี้เหมือนกับนักดนตรีรับจ้างที่เข้ามาทำงานให้กับงานเดี่ยวของแอ็กเซิล โรสมากกว่าจะเป็นงานของวงกันส์แอนด์โรเซส  ซึ่งดั้ก โกลส์สไตน์ ผู้จัดการวงออกมาปฏิเสธ “มีข่าวลือออกมาว่าอัลบั้มนี้จะออกไปทางเทคโน ไม่จริงเลย มันจะเป็นบทเพลงแบบที่กันส์แอนด์โรเซสเป็นมาตลอด” แถมด้วย ตัวแอ็กเซิลออกมาบอกข่าวอัลบั้มใหม่จะใช้ชื่ออัลบั้มว่า ไชนิสเดโมเครซี ซึ่งในตอนนั้นแฟนเพลงคาดว่าจะได้ฟังในปีหรือสองปีถัดจากนั้น ดูเหมือนไม่มีใครคาดว่ากว่าจะได้ฟังอัลบั้ม ไชนิสเดโมเครซี จริงจะใช้เวลาอีกเกือบ 10 ปีหลังจากนั้น

“มีตั้งหลายต่อหลายครั้งที่ผมเข้าสตูดิโอแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ถ้าคุณทำงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความกดดันหดหู่รอบตัวคุณ คุณจะแสดงมันอออกมาอย่างไรล่ะ?” แอ็กเซิล โรส พูดถึงความล่าช้าของตัวเขาเองในปีค.ศ. 2000 โดยเขาเล่าว่าจะเขียนเพลงและบันทึกเสียงเก็บไว้เป็นแนวทางด้วยเปียโน จากนั้นนักดนตรีคนอื่นจะมาใส่ไอเดียและเอาไปปรับแต่ง ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของแอ็กเซิล โรสโดยเด็ดขาด

“พวกเขาพยายามที่จะหาไอเดียมาทำเป็นเพลงร่วมกัน” คริส เวเรนนา อดีตมือกลองไนน์อินซ์เนลส์ บรรยายบรรยากาศการทำงานซึ่งสร้างความปวดหัวให้กับผู้เกี่ยวข้อง แม้แต่ศิลปิน/โปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่างโมบี้ เมื่อเจอกับวัตถุดิบแบบนั้นเข้าก็ยังจนปัญญา “ผมพบว่ามันยากที่จะจับทุกอย่างเข้ามาเป็นเพลงจากวิธีที่พวกเขาทำงาน…” โมบี้บอกถึงเหตุผลที่เขาโบกมืออำลาในปีค.ศ. 1997 หลังจากมาร่วมงานไม่นาน “พวกเขาจะทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นแค่โครงร่างคร่าว ๆ แล้วพวกเขาค่อยมาจัดการให้มันเป็นรูปเป็นร่างในปี หรือครึ่งปีต่อมา…” นั่นดูเป็นจะเป็นงานที่หนักเอาการทีเดียว แต่ก็ไม่หนักเท่ากับการต้องทำงานร่วมกับแอ็กเซิล โรส “เขาป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ เมื่อผมพูดเกี่ยวกับเรื่องการร้องเพลง เขาก็จะบอกว่าเดี๋ยวเขาจะจัดการมันต่างหากเอง ผมจะไม่ประหลาดใจเลยว่าอัลบั้มนี้จะไม่เสร็จออกมา พวกเขาทำงานกันนานเกินไป..”

แต่เมื่อคนที่เกี่ยวข้องทั้งจากบริษัทเกฟเฟนและทีมจัดการได้ฟังเพลงที่โรสทำออกมารู้สึกมีความหวังกันมากขึ้น จิม บาร์เบอร์ อดีตฝ่ายดูแลศิลปินของเกฟเฟน ซึ่งประสานงานเรื่องการทำอัลบั้มนี้บอกว่า “เพลงเหล่านั้นทำให้ผมคิดถึงพิงก์ฟรอยด์ในช่วงทศวรรษ 70 หรือเล็ดเซพพลินช่วงปลาย”

ปีค.ศ. 2001 กันส์แอนด์โรเซสยุคใหม่ก็ปรากฏโฉมบนเวทีในลาสเวกัส และอีกสองสัปดาห์หลังจากนั้นก็เล่นคอนเสิร์ตต่อหน้าผู้คนร่วมสองแสนคนในงานร็อกอินริโอ ประเทศบราซิล โดยมีสมาชิกยุคแรกเหลือเพียงคนเดียวคือแอ็กเซิล โรส และมีดิซซี รี้ด มือคีย์บอร์ดที่อยู่มาตั้งแต่สมัยยูสยัวร์อิลลูชัน นอกนั้นเป็นสมาชิกใหม่ทั้งหมด ประกอบด้วยมือกีตาร์ถึงสามคนคือ บักเก็ตเฮด พอล โทไบแอส และ โรบิน ฟลิงก์  มือเบสคือ ทอมมี สตินตัน ส่วนมือกลองคือ ไบรอัน แมนเทีย

“เราไม่ได้เขียนเพลงหรือว่าบันทึกเสียงมาหลายปีแล้ว…” แอ็กเซิลสารภาพในปี 2001 “เรามีปัญหาเรื่องเปลี่ยนสมาชิกวง มีความเปลี่ยนแปลงในบริษัทแผ่นเสียงตั้งหลายอย่าง และพวกเขาก็ให้คำแนะนำมากมายตามความคิดของเขาว่ามันจะทำให้อัลบั้มนี้ออกมาดีที่สุด ดังนั้นเวลาที่เราคิดว่าเราได้เพลงที่ดีมาเพลงหนึ่ง ก็จะมีคนมาออกความเห็นว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านั้น เราก็จะเริ่มต้นทำเพลงใหม่…มันเลยมีเพลงใหม่ การบันทึกเสียงใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ผมคิดว่าเมื่ออัลบั้มนี้ออกมา มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจกับมันและมั่นใจในสิ่งที่ทำออกมา”

การใช้เวลาเนิ่นนานแทบมองไม่เห็นอนาคตทำให้บักเก็ตเฮด ก็เกิดความเบื่อหน่ายและคิดว่าการทำงานกับกันส์แอนด์โรเซสเป็นเรื่องบ้าสิ้นดี “ผมบันทึกเสียงต่อไปไม่ได้แล้ว นี่มันค่ายทหาร และอยู่ในช่วงสงครามชัด ๆ”  เขาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ออกจากวงกันส์แอนด์โรเซสไว้แบบนั้น

อันที่จริงแอ็กเซิล โรสชอบสไตล์การเล่นของบักเก็ตเฮดมาก และก่อนหน้านั้นบักเก็ตเฮดก็เลยลาออกมาครั้งหนึ่งแล้วเพราะเบื่อหน่ายความล่าช้าที่เกิดขึ้น แต่แอ็กเซิลขอให้เขากลับมาร่วมวงอีกครั้ง โดยยอมให้บักเก็ตเฮดทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ อย่างสวมถังเคเอฟซีเต็มยศระหว่างบันทึกเสียง หรือว่ายกเอาโทรทัศน์เข้าไปในห้องบันทึกเสียง แต่มาแตกหักกันต่อที่บักเก็ตเฮดเปิดหนัง XXX ดูระหว่างการทำงาน แต่แอ็กเซิลซึ่งหันมาหลงใหลเรื่องจิตวิญญาณรู้สึกว่ามันทำให้บรรยากาศในห้องบันทึกเสียงแปดเปื้อนเลยมีปากเสียงกันพอสมควร (ดูเหมือนเขาจะลืมไปว่าเคยทำอะไรไว้ตอนบันทึกเสียงเพลง “ร็อกเก็ตควีน” ในอัลบั้มแรก!)

หลังจากร่วมงานกับโปรดิวเซอร์หลายคนทั้ง โมบี้ ไมก์ คลิงก์ และฌอน บีเวน แต่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะชะงักงันไปหมดสุดท้ายมันมีแต่เทปบันทึกท่อนริฟฟ์ ไอเดียต่าง ๆ กระจัดกระจาย บางส่วนทำให้นึกถึงอัลบั้ม อาคห์ตุงเบบี ของยูทู บางส่วนทำให้นึกถึงไนน์อินซ์เนลส์ หรือไม่ก็เนอวานา ความรู้สึกเบื่อหน่ายการทำงานยาวนานทำให้แอ็กเซิลตัดสินใจออกทัวร์ สลับความเบื่อหน่ายในการทำงานในสตูดิโอ  ซึ่งนั่นทำให้เพลงใหม่ของเขาหลุดมาสู่แฟนเพลงทีละเพลง

เรื่องนี้มองได้สองแง่ คือมันอาจจะเป็นการเรียกน้ำย่อยให้แฟนเพลงกระหายอยากฟังอัลบั้มใหม่มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน แฟนเพลงอาจจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับเพลงในอัลบั้มใหม่นี้มากนัก เพราะบทเพลงส่วนใหญ่เคยนำไปเล่นในคอนเสิร์ตช่วงปีค.ศ. 2000 – 2007 หลายครั้งหลายหน อีกทั้งในปีค.ศ. 2006 ก็มีเดโมหลุดมาในอินเทอเน็ตเกือบครบทั้งอัลบั้ม

การที่แฟนเพลงได้สัมผัสกับเดโมก่อนอัลบั้มจริง ทำให้เตรียมตัวเตรียมใจได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า ไชนิสเดโมเครซี ไม่ใช่ภาคต่อของ แอปปิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน หรือ ยูสยัวร์อิลลูชัน มันเป็นกันส์แอนด์โรเซสยุคใหม่ที่แอ็กเซิล โรสควบคุมทิศทางแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีกีตาร์คู่ระหว่างสแลชกับอีซซีที่แฟนเพลงสมัยแรกติดใจ แต่ทดแทนด้วยฝีมือกีตาร์ระดับสุดยอดถึง 5 คนคือ โรบิน ฟลิงก์ บักเก็ตเฮด พอล โทไบแอส รอน “แบมเบิ้ลฟุต” ธาล และริชาร์ด ฟอร์ตัส ซึ่งช่วยให้เสียงกีตาร์ในอัลบั้มนี้หลากหลายมากขึ้น อย่างเช่นเสียงสแปนิชกีตาร์ในเพลง “อิฟเดอะเวิลด์” นี้คงไม่ได้ยินแน่ ถ้าหากว่าสแลชและสตราดลินยังเป็นมือกีตาร์อยู่

สิ่งที่ดีกว่าเวอร์ชั่นเดโมที่ออกมาแน่ ๆ ก็คือระบบการบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยม แต่ละบทเพลงในอัลบั้มดูเหมือนว่าจะเลือกเสียงดนตรีอย่างบรรจงเพื่อให้บทเพลงฟังสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องสายจากวงออเครสตร้าไปจนถึงเสียงกลองไฟฟ้าได้รับการจัดวางเรียบเรียงเป็นอย่างดี จนน่าเป็นห่วงว่าเวลาแสดงสดจะทำได้เหมือนในอัลบั้มหรือเปล่า โดยเฉพาะเสียงร้องของโรสที่แสดงให้เห็นตอนเล่นสดหลายต่อหลายครั้งแล้วว่าไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s