Metallica: Death Magnetic


ในสายตาแฟนเพลงดั้งเดิมที่ตามมาตั้งแต่สมัยแรกดูเหมือนว่าตั้งแต่เมทัลลิกาทำแบล็กอัลบั้มออกมาก็ดูจะเละเทะไปทุกที ตั้งแต่อัลบั้มโหลดเป็นต้นมาดูเหมือนเมทัลลิกาจะทำอะไรก็ผิดที่ผิดทางมาโดยตลอด จะว่าไปก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกันเพราะถ้าให้เล่นแบบเดิมตลอดเวลาก็คงหาว่าไม่มีไอเดียสร้างอะไรใหม่ ครั้นพอจะไปทำอะไรใหม่อย่างสร้างบรรยากาศดนตรีเมทัลให้ออกฮาร์ดร็อกออกเซาเธิร์นร็อก ออกบลูส์ ออกคันทรี่ ก็ออกทะเลไปจนแทบไม่เห็นแววจะเข้าท่า พอหันมาทำ การาจอิงค์ กะว่าจะให้บรรยากาศแบบสมัยที่ยังดิ้นรนหาชื่อเสียงกันอยู่ แฟนเพลงก็มองว่าเป็นของเล่นคั่นเวลา พอมาทำ เอสแอนด์เอ็ม สร้างสรรค์งานใหญ่โตร่วมกับวงออเคสตราก็ดูจะเป็นการทำเกินตัวไป เพลงไม่เอื้อให้แทรกเสียงเครื่องสายเท่าไหร่นัก หลายเพลงในงานชุด เอสแอนด์เอ็ม นี้คิดว่าไม่ต้องใช้วงออเคสตรามาเล่นให้เปลืองเงินก็ได้ หาซินธ์มาเล่นแทนก็ไม่แตกต่าง…

แต่ที่เละที่สุดก็คงจะเป็น เซนต์แองเกอร์ ที่คนฟัง (โดยเฉพาะแฟนเพลงเก่า) ฟังแล้วรู้สึกแค้นเคืองโกรธาตามชื่ออัลบั้มไป งานนี้เมทัลลิกาเสียความศรัทธาจาแฟนเพลงเก่าไปเยอะ ยิ่งก่อนหน้าอัลบั้มนี้จะออกมาสมาชิกแต่ละคนคุยนักคุยหนาว่าจะกลับไปหาดนตรีแรง ๆ แบบดั้งเดิมของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าแฟนเพลงจะรับไม่ค่อยได้

โดยส่วนตัวก็เคยเขียนถึงอัลบั้มนี้ไว้แบบเสียหายพอสมควร แต่พอมองย้อนกลับไปที่อัลบั้ม เซนต์แองเกอร์ แบบเข้าข้างเมทัลลิกาเสียหน่อย ก็ต้องบอกว่าเมทัลลิกาพยายามที่จะกลับไปหารากฐานของตัวเองจริง ๆ คือคงจะตั้งเป้าหมายในใจว่าจะทำเพลงในอารมณ์แบบสมัยแรกให้มีซาวนด์ออกมาดิบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากนัก แต่ว่าคงจะผิดพลาดทางเทคนิค ผลงานเลยออกมาเละเทะได้ขนาดนั้น และนั่นก็เป็นงานชุดสุดท้ายที่พวกเขาร่วมงานกับบ็อบ ร็อก โปรดิวเซอร์ที่ผูกขาดการทำงานกับเมทัลลิกามายาวนานตั้งแต่แบล็กอัลบั้มเมื่อปีค.ศ. 1991

คนที่มารับหน้าที่โปรดิวซ์งานชุดนี้แทนบ็อบ ร็อกก็คือ ริก รูบิน คนดังซึ่งเคยฝากผลงานเลื่องชื่อเอาไว้หลายชุดทั้งของสเลเยอร์ แดนซิก ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่างมิก แจ็กเกอร์ และจอห์นนี แคช ด้วยสไตล์การทำงานที่เป็นเอกลักษณ์คือ “ไม่โปรดิวซ์” แต่จะให้วงดนตรีรีดเร้นเอาซาวนด์สดดิบ ของตัวเองออกมา ซึ่งผลลัพธ์ในงานชุด เดธแม็กเนติก นี้ก็ต้องถือว่าชุบชีวิตเมทัลลิกาขึ้นมาดีกว่าชุดก่อนเยอะ อย่างน้อยอัลบั้มนี้เสียงกลองก็ยังเป็นเป็นเสียงกลองละนะ ไม่ใช่เสียงกระป๋องอย่างในอัลบั้ม เซนต์แองเกอร์ แต่โดยรวมยังไม่ถือว่าอัลบั้มนี้จะมีการบันทึกเสียงที่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น เพราะเสียงเบสของโรเบิร์ต ทรูจิลโล ยังไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ คือมันเหมือนจะให้เสียงดังโครมครามเข้าไว้ก่อน เสียงริฟฟ์กีตาร์นี่ฟังรอบแรกเหมือนกับมีคนเอาเท้ามายันเข้าที่หน้า…แล้วมันก็คงระดับนั้นแบบไม่มีไดนามิกซ์เลย รวมถึงการมิกซ์เสียงที่ขาด ๆ เกิน ๆ จนขนาดมีคนทนไม่ได้ เอาแทร็กเครื่องดนตรีเพลง “โบรคเคน, บีต แอนด์ สคารร์ด” จากเกมส์กีตาร์ฮีโรมามิกซ์ใหม่ แล้วปล่อยในฟอรั่มของเมทัลลิกาเอง ซึ่งจากแค่ 6 แทร็กเท่านั้นยังฟังดูดีกว่าเพลงเดียวกันในอัลบั้ม เดธแม็กเนติก ไม่รู้กี่เท่า

เปิดอัลบั้มด้วยเสียงคล้ายหัวใจเต้น “แด็ตวอสจัสต์ยัวร์ไลฟ์ ” โดยท่อนอินโทรสะอาด ช้า ๆ ก่อนที่เสียงเต็มวงทั้งกีตาร์ กลอง เบส โหมกระหน่ำกันเข้ามา จากช้าค่อยเพิ่มความเร็ว เป็นอินโทรทื่ถือว่ายาว… (เกือบ 2 นาที ก่อนที่เสียงร้องจะเริ่มขึ้น) แต่ว่าบทเพลงในงานชุดนี้ส่วนใหญ่ประมาณ 7 นาทีขึ้นไป มีอะไรให้ฟังกันเต็มอิ่มในหนึ่งเพลงเพลงนี้คงทำให้แฟนเพลงเก่าปลาบปลื้มใจเพราะไม่คิดว่าจะได้ฟังเพลงแธรชแรง ๆ จากเมทัลลิกาอีกแล้ว มันเหมือนกับเป็นอัลบั้มที่ต่อมาจากอัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพ็ตส์ / แอนด์จัสติซฟอร์ออล แต่ก็ไม่ได้เป็นงานในแบบทำสำเนาลอกแบบตัวเองออกมา เพราะมีอะไรหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านอะไรต่ออะไรมากมายในชีวิต ทั้งมุมมองทัศนคติและเสียงร้องของเจมส์ เฮตฟิลด์เอง

ตามมาด้วย “ดิเอนด์ออฟเดอะไลน์” ที่มีลีลาแบบที่เมทัลลิกาพึงมี แต่ก็มีองค์ประกอบบางส่วนที่ยังคงตกค้างมาจาก โหลด กับ รีโหลด ก็มีเค้าลางให้เห็นประปรายในเพลงนี้ (และในเพลง “จูดาสคิส” ด้วยเช่นกัน) แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียหาย คือมันเป็นกลิ่นอายที่แทรกเข้ามา แต่หลักแล้วยังคงเป็นเพลงที่น่าสนใจไม่น้อย ก็ต้องยอมรับว่ามีบางส่วนที่ยังเป็นลักษณะของงานในแบบยุคหลัง อย่างเล่นเพลง “โบรกเคน, บีต แอนด์สคารร์ด” ทำให้นึกถึงแบล็กอัลบั้มด้วยความเรียบง่ายของท่อนริฟฟ์ที่ลดระดับความแรงลงมาหน่อย งานนี้พูดถึงภาคดนตรีก็คือเมทัลลิกาสมัยคลาสสิกที่แฟนเพลงดั้งเดิมโหยหา แต่ว่ามันไม่ค่อยมีซาวนด์ที่หนาแน่นแบบเดิม เพลงแรง อย่าง “ออลไนท์แมร์ลอง” คือการผสมความแรงแบบเดิม เข้ากับเสียงในแบบช่วงหลังเป็นความลงตัวที่ทำให้เพลงนี้โดดเด่นที่สุดในอัลบั้มนี้ไปเลย

“เดอะเดย์แดตเนเวอร์คัมส์” ซิงเกิลนำร่องของอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่เล่นขึ้นมาแล้วก็ต้องนึกถึงเพลงอย่าง “เฟดทูแบล็ก” ซึ่งปิดท้ายด้วยความหนักหน่วงป่วงประสาทอย่างใน “วัน” ครบเครื่องตามสไตล์ของ เมทัลลิกาแบบเดิม และก็ยังมีเพลงคือ “ดิอันฟอร์กิฟเวนทรี” ที่มาในเสียงเปียโนที่ให้บรรยากาศเหงาเยือกเย็น เป็นอีกด้านของเมทัลลิกาที่แซมเข้ามาให้รู้ว่าไม่ได้มีแต่เพลงแรงเร็วเท่านั้น เพลงช้าก็ยังทำได้ดีไม่มีตก

ที่น่าประหลาดใจคือ “ซูไซด์แอนด์รีเดมชัน” เพราะมันเป็นเพลงบรรเลงเพลงแรกในรอบหลายปี จำได้ว่าเพลงบรรเลงเพลงสุดท้ายของเมทัลลิกาคือ “ทูลีฟอิสทูดาย” ในงานแอนด์จัสติซฟอร์ออลและก่อนหน้านั้นมันก็จะมีเพลงบรรเลงแทรกเข้ามา 1 เพลงเสมอในช่วงสี่อัลบั้มแรก เพลงนี้ไม่ค่อยมีความโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ว่าได้ฟังเสียงกีตาร์ของเคิร์ก แฮมเม็ตต์กันเต็มอิ่ม และเสียงเบสที่ได้ฟังการสร้างทางเดินของตัวเองได้มีสีสันไม่เลวเหมือนกัน ถึงแม้ว่าในงานชุดนี้เสียงเบสไม่ค่อยมีพลังยังไงพิกลอยู่ แต่ถ้าฟังจากไลน์การเล่นแล้วรู้สึกว่าเล่นเบสได้ไม่เลวเหมือนกัน

ปิดท้ายด้วย “มายอโพคาลิปส์” เพลงแธรชแรงที่ให้อารมณ์เหมือนสเลเยอร์ขึ้นมานิด ๆ เล่นกันลืมตาย ท่อนริฟฟ์ที่ได้ยินในเพลงนี้ (รวมไปถึงเพลงอื่นในอัลบั้มด้วย) ทำให้นึกถึงท่อนริฟฟ์แบบเดิมในสมัย 4 อัลบั้มแรก คือมีทั้งความแรงเร้าใจ แต่ว่าติดหูจำได้ง่ายว่าเป็นสไตล์ส่วนตัวของเมทัลลิกาที่วงดนตรีหลายวงเลียนแบบกันเป็นแถวในสมัยปลายทศวรรษ 80 ซึ่งเมทัลลิกาได้ทอดทิ้งสไตล์การเล่นริฟฟ์แบบนี้ไปตั้งแต่สมัยทำ โหลด/ รีโหลด เมื่อมันกลับมาอีกครั้งก็น่าประทับใจไม่น้อย และที่น่าประทับใจมากก็คือเคิร์ก แฮมเม็ตต์เล่นกีตาร์เต็มที่ในงานชุดนี้ ฝีมือกีตาร์มีเท่าไหร่ปล่อยออกมาหมด เหมือนกับว่าอัดอั้นตันใจมาสิบกว่าปีที่โดนกดไว้ไม่ให้แสดงออกทางด้านฝีมือโซโล โดยเฉพาะใน เซนต์แองเกอร์ ที่เสียงกีตาร์ของเขาแทบไม่มีบทบาทเอาเสียเลย แต่ในอัลบั้มนี้ทุกเพลงจะได้ยินเสียงโซโล่เต็มอิ่ม

เนื้อหาของบทเพลงในอัลบั้มนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของความตายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเจมส์ เฮตฟิลด์ซึ่งเขียนเพลงในเนื้อหามุมมองแบบนี้มาตั้งแต่สมัยแบล็กอัลบั้มแล้ว ข้อบกพร่องของงานนี้อยู่ที่การบันทึกเสียงในงานชุดนี้ไม่ค่อยดีเท่าที่คิด อย่างไรก็ตามต้องถือว่าเดธแม็กเนติกเป็นงานที่ออกมาถูกเวลา คือหลังจากก้าวพลาดไปในหลายอัลบั้ม ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดได้ว่าพวกเขาควรจะหันไปทางไหน งานนี้ถ้าออกมาต่อจากแอนด์จัสติซฟอร์ออลก็จะต่อได้เนียนสนิท แต่คงจะ “งั้นๆ” เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แฟนเพลงคาดหวังไว้แล้วว่าจะได้ฟังงานในสไตล์นี้ …แต่นี่มันออกหลังอัลบั้ม เซนต์แองเกอร์ ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้ฟัง เมทัลลิกา เล่นเพลงแบบนี้อีกแล้ว มันเลยโดดเด่นเป็นพิเศษ

ถือเป็นงานที่น่าประทับใจชุดหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

Metallica

  • James Hetfield – lead vocals, rhythm guitar, piano
  • Kirk Hammett – lead guitar, backing vocals
  • Robert Trujillo – bass, backing vocals
  • Lars Ulrich – drums, percussion

Track Listing:

  1. “That Was Just Your Life” – 7:08
  2. “The End of the Line” – 7:53
  3. “Broken, Beat & Scarred” – 6:25
  4. “The Day That Never Comes” – 7:57
  5. “All Nightmare Long” – 7:57
  6. “Cyanide” – 6:40
  7. “The Unforgiven III” – 7:47
  8. “The Judas Kiss” – 8:03
  9. “Suicide & Redemption” (Instrumental) – 10:00
  10. “My Apocalypse” – 5:06
Advertisements

One thought on “Metallica: Death Magnetic

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s