Saturday Night Fever


มีภาพยนตร์หลายเรื่องเหมือนว่าจะเป็นภาพยนตร์ตามกระแส หมายถึงเป็นภาพยนตร์ที่หยิบเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสนใจมาเป็นตัวนำเสนอ ซึ่งมันก็ได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง แต่หลายเรื่องกลายเป็นบทบันทึกความเคลื่อนไหวทางสังคมที่น่าสนใจไม่น้อย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สารคดีก็ตาม

อย่างเช่น แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ (Saturday Night Fever) อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ให้สาระระดับเร้นลึกมากนัก โดยเนื้อหาหลักยังเน้นความบันเทิง อิงกระแสบทเพลงดิสโกที่กำลังดังในช่วงนั้น โดยมีแรงบันดาลใจจากบทความ Tribal Rites of Saturday Night (http://nymag.com/nightlife/features/45933/) ของนิก โคห์นนักเขียนด้านดนตรีร็อกชาวอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในนิวยอร์กแมกกาซีนเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1976 มีเนื้อหาเกี่ยวกับวีถีชีวิตและวัฒนธรรมดิสโก้ในย่านบรูคลิน นิวยอร์ก โดยอ้างว่าเป็นเรื่องจริง

– ทุกอย่างที่เขียนในบทความนี้คือเรื่องจริงและที่ผมพบเห็นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเล่าให้ผมฟังโดยตรง มีเพียงชื่อที่ใช้นามแฝง –

เมื่อดัดแปลงมาเป็น แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวตัวละครโทนี มานีโรที่ล้มเหลวในชีวิตการงานแต่กลายเป็นดาราในดิสโกเธค บทนี้ส่งให้จอห์น ทราโวลตากลายเป็นดาราดัง รวมไปถึงอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับอานิสงค์ตามไปด้วย ความกลมกลืนระหว่างเนื้อหาของ “ผู้แพ้” ที่ได้ดิบได้ดีในชีวิตอีกแบบหนึ่งอาจจะเป็นเนื้อหาที่พบได้ทั่วไป แต่ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่นกับดนตรีดิสโก้ที่กำลังครองโลกในขณะนั้น และนำเสนอทุกอย่างทั้งดนตรี ท่าเต้น เสื้อผ้า แฟชั่น กลมกลืน อย่างในขั้นตอนการตัดต่อหนัง สมาชิกบีจีส์ก็ได้มาดูตัวอย่างหนังด้วย “เรายืนอยู่ด้านหลัง สิ่งแรกที่พวกเราคิดก็คือเสียงดนตรีในภาพยนตร์มันเบาไป เสียงรองเท้าของคนที่เต้นรำมันยังดังกว่าเสียงดนตรีเสียอีก พวกเขาอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นมากว่าเสียงดนตรี แต่เราบอกโรเบิร์ตไปว่า เร่งเสียงดนตรีหน่อย เพราะในคลับจริง ๆ ไม่มีใครได้ยินเสียงคนเต้นรำแบบนั้นหรอก จะมีแต่เสียงดนตรีดังกระหึ่มไปทั่ว” และนั่นเป็นสิ่งที่โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ยอมรับความคิดนี้ไปปรับใช้ เสียงเพลงใน แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ จึงโดดเด่นออกมา และให้อารมณ์คนดูเหมือนกับเข้าไปอยู่ในเธคจริง ๆ

การเต้นรำในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการหลีกหนีจากโลกความจริงของโทนี่ ตัวเอกในเรื่อง แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นการดึงคนดูให้หลุดจากความเป็นจริงในขณะนั้นตามไปด้วย …และบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ประสบความสำเร็จ

หลังจาก แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ โด่งดัง มีหลายคนอ้างตัวว่าเขาคือ โทนี มานีโร (หรือวินเซนต์ใน Tribal Rites of Saturday Night) แต่นิกบอกชัดเจนว่าไม่ใช่สักคน ต่อมาเขาสารภาพว่าเรื่องนี้เขา “หลอก” เขาไปนิวยอร์กจริงแต่ไม่ได้ไปสัมผัสชีวิตผู้คนในท้องถนนเมืองบรูคลินอย่างที่เขียนใน Tribal Rites of Saturday Night ตัวเอกวินเซนต์ที่เขาอ้างว่าได้พูดุคยสัมภาษณ์ได้แรงบันดาลใจมาจากชาวม็อดคนหนึ่งเจ้าถิ่นถนนโกลฮ็อก ในย่านเชฟเพิร์ดบุชที่เขารู้จักดีในช่วงทศวรรษ 1960

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

หลังจากความสำเร็จของ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ แล้ว จอห์น ทราโวลตาแสดงภาพยนตร์เพลงอีกคือ กรีส (Grease) ในปี ค.ศ. 1978 และ สเตอิงอะไลฟ์ (Stayin’ Alive) ในปีค.ศ. 1983 (ซึ่งเป็นภาคต่อจาก แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ กำกับโดยซิลเวสเตอร์ สตาโลน)

มิวสิกวิดีโอเพลง “ฮังอัป” ของมาดอนนา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉากต่าง ๆ ใน แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์

เดิมทีฝ่ายออกแบบชุดเสื้อผ้าออกแบบเสื้อผ้าของจอห์น ทราโวลตาเป็นสีดำ แต่เปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อมาดูภายหลังเห็นว่ามันกลืนไปกับฉากมืด ๆ ของดิสโกเธคทำให้คู่เต้นรำเด่นกว่า

มีคนประมูลชุดที่จอห์น ทราโวลตาสวมใน แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ในราคา 145,000 เหรียญสหรัฐ

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ กลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดจำหน่ายสูงสุดในสหรัฐฯ ก่อนที่จะโดนอัลบั้ม ธริลเลอร์ ของ ไมเคิล แจ็คสัน แย่งตำแหน่งไปครอง

เมื่อออกฉายครั้งแรก แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ได้เรท R แต่มีเวอร์ชันที่ตัดทอนบางส่วนออกและได้เรท  PG

แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ทำเงินได้ราว 140 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงมากในปี 1977

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.