Led Zeppelin: Chapter 19 – in Through the Outdoor


หลังจากนั้น โรเบิร์ต แพลนต์ก็หมดอาลัยตายอยาก เขาหันหลังกับเลดเซพพลิน หรืออย่างน้อยก็กับปีเตอร์ แกรนต์ จอห์น พอล โจนส์ และจิมมี เพจ ที่ดูไม่ค่อยใส่ใจกับข่าวร้ายของเขาเท่าไหร่ ซึ่งโรเบิร์ต แพลนต์พูดกับริชาร์ด โคลหลังจากกลับไปเก็บตัวที่ฟาร์มของเขาว่า ดูเหมือนทั้งสามคนจะไม่ใช่เพื่อนอย่างที่เขาคิดว่าพวกนั้นเป็น และปฏิเสธที่จะพูดคุยกับคนอื่นในวงยกเว้นจอห์น บอนแนม และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเขาก็เริ่มไปซ้อมมือกับเพื่อนเก่าสมัยก่อนที่จะเข้าร่วมวงเลดเซพพลิน

ช่วงนั้นเริ่มมีข่าวออกมาอีกระลอกว่าวงเลดเซพพลินจะยุติบทบาทและแยกย้ายกันไป จนจิมมี เพจต้องออกมาประกาศว่าวงเลดเซพพลินยังไม่แยกวงกันแน่นอน ระหว่างนั้นจิมมี เพจจัดการปรับปรุงบ้านตัวเองให้เป็นสตูดิโอบันทึกเสียง และลองบันทึกเสียงที่ว่ากันว่าจะเป็นงานเดี่ยวของเขา เดโมที่ว่าเต็มไปด้วยท่อนกีตาร์อันยาวเหยียด แต่ก็ไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน โดยริชาร์ด โคลออกความเห็นว่าเขาหมดสภาพเพราะเฮโรอีน! ส่วนสมาชิกคนอื่นก็ไม่ได้ทำอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันมากนักนอกจากไปช่วยงานคนอื่นตามสมควร

ผ่านไปเป็นปีเลดเซพพลินกลับมาซ้อมดนตรีด้วยกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1978  และย้ายไปทำงานในสตูดิโอโพลาร์ในกรุงสต็อกโฮมส์ประเทศสวีเดน (สตูดิโอแห่งนี้เป็นของสมาชิกวงแอ็บบา) ซึ่งโรเบิร์ต แพลนต์และจิมมี เพจทราบข่าวมาว่าสตูดิโอแห่งนี้มีเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงแห่งหนึ่งของโลกในเวลานั้น แถมยังมีลีฟ มาซเสสและเลนนาร์ต ออสลุนด์ ซาวนด์เอนจิเนียร์ที่มือชื่อเสียงมาช่วยควบคุมอุปกรณ์ นอกจากสภาพแวดล้อมในสตูดิโอยังมีบรรยากาศผ่อนคลาย ตรงข้ามกับสมัยทำอัลบั้ม พรีเซนซ์ จากหน้ามือเป็นหลังมือ

คนที่มีบทบาทมากที่สุดในงานชุดนี้คือจอห์น พอล โจนส์ ซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังมีไฟอยู่ ก่อนหน้านั้นการทำงานหลักจะขึ้นอยู่กับจิมมี เพจ แต่มาถึงในชุดนี้จิมมี เพจเองก็หมดไฟ และเขากล่าวในภายหลังว่า งานชุดนี้คงไม่สำเร็จถ้าไม่มีจอห์น พอล โจนส์

งานชุดนี้ได้แสดงถึงความก้าวหน้ากล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ของเลดเซพพลิน ที่ต้องต่อกรกลับกระแสดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งวงเลดเซพพลินเองก็ได้ชื่อว่าเป็นวงที่ทดลองทำอะไรใหม่อยู่ตลอดอยู่แล้ว หลังจากบันทึกเสียงกันเสร็จเรียบร้อย จิมมี เพจก็นำเอาเทปทั้งหมดกลับไปทำงานต่อที่อังกฤษ และสำเร็จออกมาเป็นอัลบั้ม อินธรูดิเอาต์ดอร์ และประกาศจะเล่นดนตรีที่เน็บเวิร์ธในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1979

การแสดงที่เน็บเวิร์ธถือเป็นการแสดงครั้งแรกในรอบ 4 ปีในอังกฤษ และห่างจากการแสดงครั้งสุดท้ายที่อเมริกา 2 ปี งานนี้จึงเต็มไปด้วยแฟนเพลงของเลดเซพพลินที่คิดถึงพวกเขา แถมยังมีการประกาศอีกว่าพวกเขาเหนื่อยกับการทัวร์ ดังนั้นการทัวร์จะน้อยลง เลดเซพพลินบรรเลงยาวนานถึง 3 ชั่วโมง ในวันที่ 4 สิงหาคม แต่ในวันที่ 11 สิงหาคมกลับไม่ค่อยดีนัก เหตุผลมันมาทั้งจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความขลุกขลักไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยที่สร้างความรำคาญใจให้คนดู

led-zeppelin-in-through-the-out-door-2

ในอัลบั้มนี้ เปิดด้วยเพลง “อินดิอิฟนิง” ซึ่งให้เสียงแบบเทคโนร็อกสมัยใหม่ ตามรอยเยสมาติด ๆ โดยเฉพาะการใช้เสียงคีย์บอร์ดของจอห์น พอล โจนส์ที่ยอดเยี่ยมเสมอ

ถึงแม้ว่าแฟนเพลงหลายคนจะมองข้ามความโดดเด่นของ อินธรูดิเอาต์ดอร์ เพราะในสมัยที่ออกมานั้นพวกเขากำลังอยู่ในกระแสดนตรีดิสโกต่อเนื่องกับกระแสพังก์ที่กำลังก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ในอังกฤษ แต่ว่าถ้าลองฟังงานชุดนี้ให้ดี จะพบว่างานชุดนี้ก็ยังคงเป็นงานที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเลดเซพพลิน  โดยเฉพาะความหลากหลายในเรื่องดนตรีที่ยังคงหาคนอื่นมาเทียบได้ยาก

คนที่โดดเด่นที่สุดในงานชุดนี้ก็ต้องยกให้กับจอห์น พอล โจนส์ที่เรียกได้ว่าอัลบั้มนี้เป็นงานชุดเดียวที่จิมมี เพจแทบจะวางมือในการทำงาน ซึ่งในอีกแง่หนึ่งมันทำให้ได้เห็นว่าเลดเซพพลินมีศักยภาพสูงกันทุกคน ไม่ได้เพียงแค่อาศัยความสามารถของคนใดคนหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น “ฟูลอินเดอะเรน” ที่จอห์น บอนแนมโชว์ความสามารถในการหวดกลองแพรวพรายควบคู่ไปกับการเล่นคีย์บอร์ดในจังหวะแซมบ้าของจอห์น พอล โจนส์ หรือ “โครัสเซลเลมบรา” ที่มีความยาวร่วม 10 นาทีแต่ว่าเป็นเพลงที่ออกป็อปติดหูด้วยริฟฟ์จากคีย์บอร์ด เพลงนี้แสดงศักยภาพในเรื่องความแม่นยำของจอห์น บอนแนมได้ดี ที่ยังรักษาจังหวะเอาไว้ได้โดยตลอดโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยอื่น รวมไปถึงเพลง “ออลมายเลิฟ” ที่ออกไปทางป็อปร็อกโดย จอห์น พอล โจนส์ โชว์ฝีมือการเล่นซินธ์ได้ยอดเยี่ยม

แต่จิมมี เพจ ก็ยังรักษาหน้าที่ของตัวเองแบบไม่ให้เสียหาย การโซโล่ในเพลง “ไอม์กอนนาครอว์ล” ออกไปทางบลูส์โซลยุคเก่าที่โดดเด่นที่สุดในงาน ลดเซพพลิน ยุคหลัง และเสียงร้องของโรเบิร์ต แพลนต์ในเพลงนี้ก็ได้รับการพูดถึงในแง่ของการใช้เสียงที่ดีที่สุดในยุคหลัง โดยรวมแล้วอัลบั้ม อินธรูดิเอาต์ดอร์ เป็นอัลบั้มที่สมาชิกทุกคนกำลังอยู่ในภาวะที่เหนื่อยมาก ถ้าไม่ได้ จอห์น พอล โจนส์เข้ามาจัดการเห็นหัวแรงหลัก อัลบั้มนี้ก็อาจจะยังไม่สำเร็จออกมา

อัลบั้ม อินธรูดิเอาต์ดอร์ ทำหน้าปกออกมา 6 แบบ ด้วยฝีมือของ ฮิปนอกซิส โดยเป็นภาพบรรยากาศในบาร์แถบนิวออลีนส์  โดยให้คนแสดงเป็น 6 โดยโฟกัสไปที่นักเปียโน บาร์เทนเดอร์ และคนใส่ชุดขาวที่ดูเหงาๆ  และเอามาทำกราฟฟิกให้มันดูเก่าเหมือนมีรายปัดเป็นรอยอย่างจงใจ ปีเตอร์ แกรนต์ออกไอเดียให้หากระดาษมาหุ้มอัลบั้มไว้อีกที คนที่ซื้อไปจะได้ไม่รู้ว่าซื้อหน้าปกแบบไหนไป ถ้าแฟนเพลงอยากได้ครบเซ็ตทั้ง 6 แบบคงต้องใช้การค้นหากันมากหน่อย

ความเหนื่อยหน่ายนี้ยังปรากฏต่อในการทัวร์เมื่อ โรเบิร์ต แพลนต์ปฏิเสธที่จะออกทัวร์ยาวนาน แม้ว่าปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการวงจะเห็นว่าความสำเร็จจากการเล่นที่เน็บเวิร์ธน่าจะเป็นตัวส่งให้ทางวงกลับไปทวงความยิ่งใหญ่ในอเมริกาที่ในตอนนั้นกำลังคลั่งไคล้ดนตรีดิสโก้ได้ไม่ยากนัก แต่โรเบิร์ต แพลนต์ปฏิเสธที่จะไปออกทัวร์ในอเมริกา ปีเตอร์ แกรนต์เลยให้ทางวงออกทัวร์ยุโรปกันก่อน

แต่ในการทัวร์ครั้งนี้ ริชาร์ด โคลผู้จัดการทัวร์ที่ทำงานร่วมกับเลดเซพพลิน มาตั้งแต่ต้นกลับโดนปลดก่อนที่ทัวร์จะเริ่มต้นขึ้น โดยปีเตอร์ แกรนต์ให้เหตุผลว่าริชาร์ด โคลติดยาเสพติดอย่างหนัก เขากลัวว่าริชาร์ดจะยิ่งทำให้สมาชิกในวงเตลิดไปกับยาเสพติดมากยิ่งขึ้น รวมถึงความเสียหายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหากโคลไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอในการทำงาน (ช่วงนั้นริชาร์ด โคลโอเวอร์โดสถึง 2 ครั้ง)

เลดเซพพลิน เริ่มออกทัวร์ยุโรปในเดือนมิถุนายน โดยมีฟิล คาร์โลเป็นผู้จัดการทัวร์แทน ช่วงแรกของการทัวร์ออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะจิมมี เพจยังมีอาการ “ป่วยไข้” แสดงให้เห็นเป็นระยะทำให้เล่นไม่เต็มที่ ส่วนจอห์น บอนแนมเองก็มีปัญหาเรื่องติดเหล้า การทัวร์ยุโรปปิดท้ายกันที่เบอลินในเยอรมัน ซึ่งปีเตอร์ แกรนต์เกลี้ยกล่อมให้โรเบิร์ต แพลนต์ออกทัวร์ที่อเมริกาได้สำเร็จ แต่โรเบิร์ต แพลนต์มีข้อแม้ว่าจะยอมไปอเมริกาเพียงแค่สี่สัปดาห์เท่านั้น

หลังจากเสร็จสิ้นการทัวร์ในยุโรป สมาชิกแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน และกลับมารวมตัวกันที่บ้านของจิมมี เพจอีกครั้งในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งโรเบิร์ต แพลนต์ขับรถไปรับจอห์น บอนแนมมาที่บ้านของจิมมี เพจ แต่ว่าระหว่างทางโรเบิร์ต แพลนต์ก็พบว่าเพื่อนเก่าที่คบกันมานานของเขากำลังมีปัญหา

บอนโซ่กำลังอยู่ในช่วงที่คิดว่าตัวเองเจ๋งไม่พอ เขาเอาแต่พูดว่า ผมมันแย่ลงแล้ว คุณมาตีกลองแทนผมได้มั้ย เดี๋ยวผมไปร้องนำเอง…คุณเชื่อมั้ย ตอนเราไปถึงบ้านของจิมมี่ ผมไปตีกลองให้เขาร้องแทนผม”  โรเบิร์ต แพลนต์กล่าวถึงวันที่เขาไปซ้อมดนตรีเพื่อเตรียมทัวร์อเมริกาที่บ้านจิมมี เพจไว้อย่างนั้น และยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าช่วงนั้นจอห์น บอนแนมไม่ค่อยอยากออกทัวร์อเมริกาเท่าไหร่ รวมถึงการทัวร์ยุโรปครั้งล่าสุด จอห์น บอนแนมก็ไม่ได้โซ่โล่กลองอย่างที่เคยทำมาในอดีต ทั้งที่สมาชิกวงที่เหลือลงความเห็นว่าการตีกลองของจอห์น บอนแนมในอัลบั้ม อินธรูดิเอาต์ดอร์ แสดงถึงศักยภาพของจอห์น บอนแนมในระดับที่ดีกว่าที่เขาเคยทำเมื่อก่อนเสียอีก แต่ว่าการออกทัวร์อย่างหนักทำให้พลังของจอห์น บอนแนมสูญหายไป

ในวันนั้น จอห์น บอนแนมดื่มว้อดก้าไปถึง 40 ขวดในรอบ 24 ชั่วโมง มีลูกทีมของวงคนหนึ่งเห็นเขานอนฟุบอยุ่ที่พื้นจึงอุ้มเขาไปนอนบนเตียง เที่ยงของวันรุ่งขึ้น สมาชิกเลดเซพพลินยังไม่เห็นจอห์น บอนแนมมาซ้อมดนตรีจอห์น พอล โจนส์จึงเข้าไปปลุกเขาเพื่อให้มาเตรียมซ้อมดนตรี และพบว่ามือกลองของวงไม่หายใจเสียแล้ว!

ผมคิดว่าเขาก็คงเมาหลับไปตามปกติ เพียงแต่คราวนี้เขานอนผิดท่า ทำให้หายใจไม่ออก ถ้ายังมีสติอยู่เขาคงไม่เป็นอะไร แต่นี่เขาเมาจนกระทั่งไร้สติ แค่นอนผิดท่าก็ทำให้เขาหายใจไม่ออก” จอห์น พอล โจนส์กล่าวถึงวันที่เขาพบศพจอห์น บอนแนม

พิธีศพของจอห์น บอนแนมจัดขึ้นที่ โบสถ์รัชโชกแพริชในโวร์เชสเตอร์ไชร์ (Worcestershire) ในวันที่ 10 ตุลาคม หลังจากนั้นทางวงก็อยู่ในภาวะที่สับสน จิมมี เพจปรึกษากับริชาร์ด โคลและปีเตอร์ แกรนต์เกี่ยวกับมือกลองคนใหม่ ซึ่งแต่ละชื่อที่ได้มาล้วนแล้วแต่ไม่อาจทำให้เลดเซพพลินทั้งสามรู้สึกว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าจอห์น บอนแนม (ในชื่อทีได้รับการเสนอมามีทั้งโคซี่ พาวล์ และคาร์ไมน์ อะพีซี )

4 ธันวาคม ค.ศ. 1980 เลดเซพพลิน ประกาศยุบวงอย่างเป็นทางการ!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.