Led Zeppelin: Chapter 20 – Coda


เมื่อตอนที่บอนโซ่ตาย เรากำลังซ้อมสำหรับการทัวร์อเมริกาที่กำลังจะมาถึง และตอนนั้นทุกอย่างกำลังไปได้สวย วงกำลังอยู่ในช่วงที่ดีขึ้น แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องยุติลง ดนตรีของเราต้องการคนสี่คนมารวมตัวกันมันถึงจะเวิร์ค เราจะทำวงใหม่ก็ได้ เราจะหามือกลองสักคนก็ได้ แต่ว่ามันคงไม่ใช่เซพพลิน เพราะวงนี้มันตายไปพร้อมกับจอห์นแล้ว” จอห์น พอล โจนส์ พูดถึงสาเหตุการยุบวงไว้แบบนั้น

ปีค.ศ. 1982 อัลบั้ม โคดา ก็ออกมาวางจำหน่าย เป็นการทิ้งทวนส่งท้ายตำนานอันยิ่งใหญ่ของเลดเซพพลิน โดยจิมมี เพจ ได้นั่งฟังเทปที่พวกเขาเคยเล่นกันมาในอดีตแล้วคิดว่าเพลงที่พวกเขาทำมันเยี่ยมมาก และน่าจะทำอะไรที่เป็นการส่งท้ายความเป็นเลดเซพพลิน จึงเรียกโรเบิร์ต แพลนต์ และจอห์น พอล โจนส์เข้าสตูดิโอเพื่อบันทึกเสียงบางส่วนใหม่ให้ฟังดูดีขึ้น และเมื่อทำงานชุดนี้ลุล่วงเสร็จแล้วอัลบั้มก็ยังไม่ออกในทันที โดยรอให้โรเบิร์ต แพลนต์นำอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขา (พิกเจอรส์แอตอีเลแวน) ออกวางจำหน่ายเรียบร้อยไประยะหนึ่งก่อน เพื่อจะได้ไม่แย่งฐานแฟนเพลงกัน

 

อัลบั้ม โคดา วางจำหน่ายอย่างเงียบเชียบและไม่ได้โปรโมตอะไรมาก หน้าปกอัลบั้มรวมถึงอาร์ตเวิร์คด้านในก็ทำอย่างเรียบง่าย เพลง “วีร์กอนนากรูฟ” เป็นเพลงเก่าที่เขียนโดย เบน อี คิง และ เจมส์ บีเทีย วงเลดเซพพลินบันทึกเพลงนี้ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 สมัยทำอัลบั้ม เลดเซพพลินีทู แต่ไม่ได้นำมาบรรจุลงอัลบั้ม ส่วน “พัวทอม” เป็นเพลงที่บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1970 ตอนทำอัลบั้ม เลดเซพพลินทรี เป็นหนึ่งในเพลงที่เขียนขึ้นที่โบรนาไรอา ส่วนเพลง “แวริงแอนด์แทริง” ออกมาในกระแสเดียวกับเซ็กซ์พิสทอลและเดอะแดมน์มันเป็นเพลงพังก์ แต่ว่าเป็นพังก์ในแบบเลดเซพพลินที่ไม่เหมือนพังก์ทั่วไป

“บอนโซส์มอนทรีออล” เป็นเพลงที่แสดงศักยภาพของจอห์น บอนแนมได้ไม่แพ้ “โมบีดิก” ท่อนโซ่โล่กลองเพลงนี้บันทึกเสียงไว้เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1976 ที่เมาเทนสตูดิโอ ความมหัศจรรย์ของเพลงนี้อยู่ที่เครื่องดนตรีอย่างกลองสามารถทำออกมาได้หลากหลายขนาดนี้เชียวหรือ? และคงเป็นเพราะสมัยเริ่มแรกหัดเล่นกลอง ตัวจอห์น บอนแนมก็สนใจเพลงแจ๊สอยู่แล้ว เขาจึงวางจังหวะไฮแฮ็ตได้น่าสนใจแปลกหู และเป็นเพลงเด่นที่สุดในอัลบั้มนี้

หลังจากเลดเซพพลินยุบวง สมาชิกที่เหลือทั้งสามคน เคยกลับมารวมตัวกันในงาน ไลฟ์เอด ซึ่งดำเนินงานโดย บ็อบ เกลด็อฟ โดยมีฟิล คอลลินส์และโทนี่ ธอมป์สันเป็นมือกลอง บรรเลงเพลง “ร็อกแอนด์โรล” “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” และ “โฮลลอตตาเลิฟ” งานนี้ฟิล คอลลินส์บินตรงข้ามมหาสมุทรมาเพื่อเล่นให้กับสมาชิกที่เหลือทั้งสามคนโดยเฉพาะทั้งที่ไม่ได้มีการซ้อม จริงตอนนั้น ผมกำลังทัวร์อเมริกาอยู่” ฟิล คอลลินส์อธิบาย “แต่สติง (ซึ่งต้องแสดงในอังกฤษ) อยากจะให้ผมไปช่วยร้องเพลง แต่ตอนนั้นผมอยากจะตีกลองกับคนอื่นด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ผมจะเล่นด้วยได้ โทนี่ สมิธผู้จัดการของผมก็เลยบอกว่า งั้นไปหาคนเล่นที่อเมริกาก็ได้ เพราะถ้านั่งคองคอร์ดบินตรงไปอเมริกามันก็ยังสามารถทำได้  ผมเลยไปพบกับโรเบิร์ต แพลนต์ที่กำลังซ้อมดนตรีอยู่ในดัลลัส เขาบอกว่าจะเล่นในงาน ไลฟ์เอด และจะชวนเพื่อนเก่าจากเลดเซพพลินมาเล่นด้วย  ใครจะไม่สนใจล่ะ? ดังนั้น ผมก็เลยไปเล่นกับสตริงในอังกฤษ จากนั้นก็นั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนาม เวมบลีย์ไปสนามบินฮีธโรว์ ขึ้นเครื่องคองคอร์ด ไปที่สนามบินเคนเนดี และนั่งเฮลิกอปเตอร์ ไปเจเอฟเคสเตเดียม พอไปถึงก็เจออีริก แคลปตันคุยกันถึงเพลงที่จะเล่น ซึ่งเขาบอกว่าจะเล่น “ไวต์รูม” และ “เลย์ลา” แล้วก็ไปเจอโรเบิร์ต แพลนต์ในห้องแต่งตัว ผมก็ถามเขาว่าจะเล่นเพลงอะไรบ้าง? เขาบอกว่า “ร็อกแอนด์โรล” “สแตร์เวย์ทูเฮฟเวน” และ “โฮลลอตตาเลิฟ” หลังจากนั้น ผมก็ขึ้นเวทีไปตีกลองให้อีริก และเล่นเพลงของผมเอง จากนั้นก็เล่นให้เลดเซพพลิน จากนั้นผมก็ขึ้นเฮลิกอปเตอร์ไปนิวยอร์ก กลับอังกฤษด้วยเครื่องคองคอร์ด การเล่นให้กับ เลดเซพพลิน เป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก โทนี่ ธอมป์สันที่ตีกลองด้วยยังได้ซ้อมกับวงเลดเซพพลินบ้าง แต่ผมไม่ได้ซ้อมกับพวกเขาเลยเพราะว่าผมต้องออกทัวร์ที่ยาวนาน”

การแสดงของ เลดเซพพลินในไลฟ์เอดถือว่าอยู่ในระดับต่ำว่ามาตรฐานที่เคยทำเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมือกลอง ซึ่งโรเบิร์ต แพลนต์ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นเพราะฟิล คอลลินส์เหนื่อยจากการเดินทาง แต่ คอลลินส์บอกว่ามไม่ใช่ “การเล่นกับมือกลองคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องละวางอีโก้ออกไปเพื่อจะเล่นให้ได้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งมันไม่เกิดขึ้นในวันนั้น! หลังจากที่ขึ้นเวทีได้  5 นาทีผมได้แต่คร่ำครวญในใจว่า เอาผมออกไปจากที่นี่เหอะ ขณะที่เล่นสเตรตไทม์นั้นคุณไม่สามารถแทรกทริปเปตฟิลส์ได้เลย ไม่งั้นมันจะต้องออกมามั่วแน่ การตีกลองมันไม่ประสานกันเลย เพราะผมไม่ได้ซ้อมกับพวกเขามาก่อน…”

หลังจากจบไลฟ์เอดก็มีข่าวคราวการกลับมารียูเนี่ยน ซึ่งโรเบิร์ต แพลนต์ยอมรับว่าในช่วงปี 1986 มีการซ้อมดนตรีกันจริง โดยโทนี่ ธอมป์สันเป็นมือกลอง แต่ว่าระหว่างซ้อมโทนี่ ธอมป์สันเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้การซ้อมต้องหยุดชะงัก และตัวเขาก็กลับไปออกทัวร์โปรโมตอัลบั้มเดียวของเขาต่อ ส่วนจิมมี เพจก็หันไปสนใจอัลบั้มที่สองของเดอะเฟิร์มทำให้โครงการรียูเนี่ยนต้องล้มเลิกไป

ในปีค.ศ. 1988 วงเลดเซพพลินกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเล่นในงานฉลอง 40 ปีบริษัท แอตแลนติก คราวนี้ได้เจสัน บอนแนม ลูกชายของจอห์น บอนแนมเป็นมือกลอง  และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจสัน บอนแนมเล่นกับ เลดเซพพลิน เพราะย้อนกลับไปในปี 1979 ตอนที่เลดเซพพลินเล่นในงานเนบเวิร์ธ เขาก็ตีกลองกับเลดเซพพลินในช่วงซ้อมมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเจสันเพิ่งอายุสิบกว่าขวบเท่านั้นเอง

เล่นดนตรีกับเจสัน เป็นเรื่องสนุกมาก เขารู้จักเพลงของเลดเซพพลินดีกว่าผมเสียอีก” จิมมี เพจเอ่ยชื่นชมบุตรชายของเพื่อนร่วมวง เขาจำได้ทุกช็อตทุกเม็ด อย่างใน “เดอะซองรีเมนส์เดอะเซม” เขาจะเล่นแบบที่อยู่ในแผ่นเป๊ะ แต่ว่าพวกเราเสียอีกที่จำได้แต่ว่าครั้งสุดท้ายที่เราเล่นสมัยทัวร์ยุโรปครั้งสุดท้าย มันเป็นยังไง มันสนุกและน่าสนใจมาก พ่อของเขาเป็นมือกลองที่ยิ่งใหญ่มาก และเจสันก็เจริญรอยตามพ่อของเขามาติดๆ”

และในปี ค.ศ. 2007 สมาชิกทั้ง 3 คนของเลดเซพพลิน พร้อมกับเจสัน บอนแนมเล่นดนตรีร่วมกันอีกครั้งในงานการกุศลเพื่อรำลึกถึง อาร์เหม็ด เอเทกันผู้ก่อตั้งบริษัท แอตแลนติก ผู้ล่วงลับ โดยจะจัดแสดงคอนเสิร์ตที่ โอทูอารีนา ในลอนดอน วันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2007

ค่าบัตรชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ราคา 125 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,000 บาท โดยบัตรชมคอนเสิร์ตจะใช้วิธีให้คนมาลงทะเบียนที่เว็บ http://www.Ahmettribute.com และระบบจะสุ่มเอาผู้โชคดีขึ้นมา ปรากฏว่ามีคนลงทะเบียนถึง 20 ล้านคน

หลังจากนั้นมีข่าวว่าเลดเซพพลินจะกลับมารวมตัวกันเพื่อออกทัวร์ แต่โรเบิร์ต แพลนต์กลับปฏิเสธ มีข่าวว่าพวกเขาทดลองจะให้นักร้องนำคนอื่นมาทำหน้าที่แทน อย่างสตีเวน ไทเลอร์แห่งแอโรสมิธหรือไมล์ เคนเนดีแห่งอัลเทอร์บริดจ์แต่ก็ล้มเลิกไปในที่สุด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.