Santana


มหกรรมดนตรีวู้ดสต็อกน่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่หามหกรรมดนตรีอื่นมาเทียบได้ยากเต็มที เพราะว่าจังหวะของเวลาและวัฒนธรรมกับดนตรีมาประจวบเหมาะกันพอดี โอกาสที่จะมีความพอดีแบบนี้ยากอยู่สักหน่อย ในครั้งนั้นมีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายคนมาร่วมสร้างปรากฏการณ์ด้วย ขณะเดียวกัน มันก็เป็นสถานที่แจ้งเกิดของนักดนตรีอีกหลายคน และในจำนวนนักดนตรีที่แจ้งเกิดนั้นมีชื่อวง ซานตานา รวมอยู่ด้วย เมื่อพวกเขาบรรเลงเพลง “โซล แซครีไฟซ์” จบลงคนดูลุกขึ้นยืนปรบมือยาวนาน 

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ คาร์ลอส ซานตานา กลายเป็นนักดนตรีที่หลายคนอิจฉา ชื่อของเขาและสมาชิกวงซานตานา ยุคที่ทำสองอัลบั้มแรก (ชุดที่เล่นที่ วู้ดสต็อก) ได้รับการจารึกไว้ในร็อกแอนด์โรล ฮอลออฟเฟรม และเขาก็ยังดำรงสถานะ ซูเปอร์สตาร์ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันต่างเลือนลับดับแสงไปทีละคน

“ผมย้ายมาอยู่ซานฟรานซิสโกตอนอายุราว 14 – 15 เห็นจะได้ ตอนนั้นผมไม่ชอบที่นี่เลย ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ” คาร์ลอส ย้อนรำลึกเรื่องราวเมื่อมาถึงอเมริกาครั้งแรก ซึ่งไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าใดนัก และมีปัญหากับแม่ของเขาจนโดนส่งตัวกลับไปอยู่ที่ทิฮัวนา ทว่าเขาก็กลับมาอเมริกาในปี 1963 ซึ่งคราวนี้เขามีความคิดเห็นต่ออเมริกาเปลี่ยนไป “… ตอนผมมา ซานฟรานซิสโกอีกครั้ง มันเป็นช่วงการเคลื่อนไหวของเหล่าฮิปปี้และกลุ่มแบล็คแพนเธอร์ตอนนี้แหละที่ผมคิดว่าผมได้มาอยู่ถูกที่ ถูกเวลาแล้ว…”

ช่วงการเริ่มต้นของยุคไซคีเดลิค เปิดกว้างให้การผสมผสานของดนตรีหลายแนวทางมารวมกัน และเขาก็ทำใจกล้า ตรงไปที่ฟิลมอร์ เวสต์ของ บิล แกรห์มพร้อมกับ สแตน มาร์วิน (ซึ่งเป็นผู้จัดการของเขาในเวลาต่อมา) เพื่อที่จะขอเล่นดนตรี

“ตอนผมเข้าไปที่ ฟิลมอร์ เวสต์ครั้งแรก ผมเห็น บิล แกรห์มอยู่กับ พอล บัทเทอร์ฟิลด์ผมว่าเขากำลังเคลิ้มยาอยู่แน่ๆ เพราะเขาเอาแต่ยืนจ้องกำแพงราวกับกำลังดูทีวีอยู่ ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า โอ…ไม่มีการเล่นดนตรีกันแฮะวันนี้ แต่ว่ามันก็มีการแจมกันในวันนั้น มีสมาชิกจาก เกรทฟูลเดด และ เจฟเฟอร์สันแอร์เพลน อยู่ด้วย แล้วก็ตัว ไมเคิล บลูมฟิลด์ที่เล่นคีย์บอร์ด…”

จากสภาพบรรยากาศที่คล้ายกับเพิ่งมีงานปาร์ตี้อย่างหนักหน่วง อาจจะทำให้คาร์ลอส ดูแปลกอยู่บ้าง แต่ สแตนเพื่อนของเขาก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปหา บิล แกรห์มพร้อมกับยื่นโน้ตขอโอกาสให้คาร์ลอสแสดงฝีมือกีตาร์เสียหน่อย แต่บิลกลับบอกว่า ตอนนี้พอล บัทเตอร์ฟิลด์ส์เป็นคนคุมสถานที่นี้อยู่ให้ไปถามพอลดีกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าพอลไม่ขัดข้องที่จะให้มือกีตาร์รุ่นเยาว์ไร้ชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนได้ร่วมแจมกับเขาด้วย และการเล่นครั้งนั้นทำให้บิลประทับใจฝีมือและจ้างให้เขามาเล่นที่ฟิลมอร์ เวสต์เป็นประจำ

การได้เล่นที่ ฟิลมอร์ เวสต์ถือเป็นเครื่องหมายรับประกันคุณภาพไปในตัวเพราะว่า บิล แกรห์มได้ชื่อว่าเป็นโปรโมเตอร์ที่พิถีพิถัน และมีรสนิยมทางดนตรีสูงมาก แต่ละวงที่เขาเลือกให้มาเล่นที่ ฟิลมอร์ (ทั้ง อีสต์ และ เวสต์) ล้วนแล้วแต่เป็นวงระดับสุดยอดทั้งนั้นอย่างเช่น ออลแมนบราเธอร์สแบนด์ เป็นต้น

และการได้รู้จัก บิล แกรห์มส่งผลดีต่อ ซานตานา อีกอย่างก็คือบิลมาเป็นผู้จัดการวงร่วมกับ สแตน และชักนำให้ ซานตานา ได้เซ็นสัญญากับ แอทแลนติค ซึ่งในตอนนั้น คาร์ลอส ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก “ บิล โทรหาผม แล้วบอกว่ามีคนจาก แอทแลนติค ต้องการที่จะออดิชันพวกเรา ผมก็ตอบไปว่า เมินซะเถอะ ผมไม่ต้องการเซ็นสัญญากับพวกเขา แต่ว่า บิล ยังบังคับให้ผมไปเล่นให้พวกเขาดู ผมก็เลยไปเล่นแบบแย่ๆ ให้พวกเขาฟัง…”

อันที่จริงมันเป็นเรื่องแปลก เพราะถ้าเป็นนักดนตรีทั่วไปแล้วหากมีโอกาสที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่มักจะไม่ค่อยยอมให้พลาดหลุดมือไป ทว่า คาร์ลอสก็มีเหตุผลของเขาเอง “ผมรู้ว่าศิลปินระดับอารีธาหรือว่าครีมทำสัญญากับ แอทแลนติค แต่ผมก้ได้ข่าวมาว่ามีนักดนตรีมากมายที่ไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ แอทแลนติค จัดการมากนัก ทั้งเรื่องการจัดจำหน่ายและการออกโปรโมท  ต่อมาตอนที่เราเล่นเป็นวงเปิดให้เกรทฟูลเดด ที่ซานตาบาร์บารา ก็มีคนจากซีบีเอสมาดูเราเล่น และตกลงที่จะเซ็นสัญญากับพวกเรา ตอนที่เราเซ็นสัญญานั่น บิลก็ยืนอยู่ข้างๆพวกเราแล้วพูดว่า เฮ้ พวกคุณอย่าลืมนะว่าถ้าคุณจะทำอัลบั้ม พวกคุณยังไม่มีเพลงจริงๆ ในมือเลยซักเพลง พวกคุณมีแต่การแจมยาวเหยียดเท่านั้น  พวกเราเลยถามเขาว่า อ้าว แล้วนั่นมันไม่ดีเหรอ? เขาก็ตอบมาว่า ไม่ดีเลย คุณต้องมีเพลงอยู่ในมือบ้าง”

จากนั้น บิล ก็พา ซานตานา ไปที่ออฟฟิศของเขาและช่วยเลือกเพลงอย่าง “อีวิล เวย์” ของวิลลี โบโบ และตอนนั้นเองที่คาร์ลอสได้ฟังเพลง “โอเย โคโม วา” และ “แบล็ค เมจิค วูแมน” ซึ่งมันก็เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเพลงอย่าง “โอเย โคโม วา” และเพลงดังอื่น ๆ น่าจะเคยผ่านหูคาร์ลอส มาเนิ่นนาน แต่กลายเป็นว่า บิลเป็นคนแนะนำให้เขารู้จักกับเพลงพวกนี้ โดยที่คาร์ลอสกล่าวยอมรับว่า “ตอนนั้นผมรู้จักพวกแมงโก ซานตามาเรีย  และ เรย์ บาร์เรตเต  เพราะว่าพวกเขาดังเหลือเกินโดยเฉพาะเพลง “เดอะ วาตูชี” แต่ว่าผมไม่เคยรู้จักดนตรีอัฟโฟ-คิวบัน-เปอร์โตริกัน มาก่อนจนกระทั่งเราไปอยู่ที่นั่น…”

คำว่าที่นั่น…หมายถึงนิวยอร์คที่ซานตานาเพิ่งจะไปเยือนเป็นครั้งแรก นิวยอร์คในขณะนั้นก็ไม่ได้ต้อนรับซานตานาดีเท่าไหร่นัก เพราะพวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ซานตานากำลังนำเสนอ พวกเขาคิดเพียงว่าต้องการวงที่เล่นซัลซา ถ้าไม่เล่นก็จงลืม ๆ ไปซะ สู้เรย์ บาร์เรตเต หรือว่า ติโต พูเอนเต ไม่ได้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่การปรับตัวของพวกเขา (ภายใต้การแนะนำของบิล) ทำให้ทุกอย่าง ราบรื่นขึ้นทีละน้อย และเมื่อเขาได้ไปเล่นที่วู้ดสต็อกทำให้พวกเขากลายเป็นคนดังในเวลาข้ามคืน   เพลง “โอเย โคโม วา” กลายเป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับคาร์ลอส แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนประพันธ์เองก็ตาม (เป็นเพลงเก่าของติโต พูเอนเต) แต่ก็เช่นเดียวกับ “แบล็ค เมจิค วูแมน” (เพลงเก่าของฟลีทวูดแม็ค) คือถึงแม้ว่า คาร์ลอส ไม่ได้เป็นคนประพันธ์มันขึ้นมา ทว่ากลับทำให้มันโด่งดังและผู้คนทั่วไปรู้จักในเวอร์ชั่นที่เขาเป็นคนบรรเลงมากกว่า โดยเฉพาะการจังหวะแบบ อัฟโฟร – คิวบัน ที่ได้กีตาร์แบบร็อกและแจ๊สเป็นตัวดำเนินเรื่องราว

สิ่งที่ทำให้ ซานตานา ต่างไปจากวงบลูส์อื่นคือการเอาส่วนของแจ๊สและดนตรีอัฟริกันมานำเสนอ แล้วต่อมาก็ยังนำเอาลาตินมาใช้ด้วย ซึ่งในจุดนี้ทำให้ต่างไปจากวงบลูส์ร็อกคนอื่นที่ช่วงนั้นเริ่มจะเน้นไปที่ความแรงและความหนักหน่วง และในช่วงนั้นมันเปิดทางสำหรับดนตรีแบบแปลกๆ เสียด้วยงานสองชุดแรก เป็นการทำงานที่สดใหม่มากๆ แต่หลังจากทำงานได้สามชุด สมาชิกคนอื่นก็ทยอยกันเดินจากไป เกร็ก โรลีและ นีล ฌอนแยกไปทำวงเจอร์นีย์แทน แต่ คาร์ลอส ก็ยังใช้ชื่อวงว่า ซานตานา และหานักดนตรีสับเปลี่ยนหมุนเวียนทำงานต่อไปเรื่อย ๆ

คาร์ลอสไม่คิดอะไรมากกับการเปลี่ยนสมาชิกในวงที่มีเรื่อย ๆ “ผมไม่ใช่พวกที่จะทำงานเป็นวงกันเหนียวแน่นอย่าง โรลลิงสโตนส์, เกรทฟูลเดด นะ มักจะมีคนพูดกับผมเสมอว่า คุณแน่ใจเหรอที่จะเล่นกับคนนี้ หรือว่า คนนั้นอ่ะ มันจะเป็นการฆ่าอาชีพคุณเชียวนะ คุณจะเสียกลุ่มคนฟังไป …ก็ใช่นะ ผมอาจจะต้องยอมเสียกลุ่มคนฟังไปบ้าง เพราะผมต้องการที่จะก้าวไปข้างหน้า ผมได้เล่นกับเวนย์ ช็อตเตอร์ ได้เล่นกับ จอห์น ลี ฮุคเกอร์ ผมเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องทำอัลบั้มกับ อลิส โคทรานสักครั้ง หรือกับฟาโรห์ แซนเดอร์ส, อาลี อักบาร์ ข่าน  บิล แลสเวลล์ และอยากจะทำงานร่วมกับนักดนตรีอัฟริกัน อย่างไอดิสโซ ไดออป, อิสมาแอล โล ทัวร์ คุนโด ซาลิฟ ไคตา มอรี เคนเต อยากจะจับทุกอย่างมาผสมรวมกัน.”

การหลอมรวมและความเอาจริงเอาจังในเรื่องดนตรีเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ร่วมงานกับ คาร์ลอส ยิ่งก่อนจะขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ทุกคนที่อยู่แถวนั้นจะต้องทำสมาธิอย่างสงบประมาณสิบหรือสิบห้านาที  แน่นอนว่าไม่ได้มีการบังคับ แต่ถ้าใครไม่ทำก็จะต้องออกจากห้องนั้นไป

การชำระจิตใจให้บริสุทธ์ และการมุ่งเข้าหาหลักปรัชญาบางครั้งก็เป็นการกระทบศาสนากลายๆ เพราะเขาเคยพูดถึงศาสนาว่าเป็นการฉ้อฉล “คนทั่วไปคิดว่าเราเกิดมาพร้อมกับบาป เราไม่บริสุทธ์เหมือนกับพระเยซู ซึ่งจะมาเป็นผู้ไถ่บาปให้กับเรา ซึ่งมันเป็นทัศนะที่ผิดอย่างมาก” คาร์ลอส กล่าวถึงมุมมองทางปรัชญาของเขาไว้แบบนั้น “…ผมจะกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงความจริงให้ได้มากที่สุด ว่าเราก็บริสุทธ์ไม่แพ้พระเยซู พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ พระอัลเลาะห์ พระยะโฮวา พวกเราต่างมาในโลกนี้เหมือนๆกัน พระเจ้าสร้างเรามาจากฉายาลักษณ์ของพระองค์ เราไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับบาป หรือว่าโดนทอดทิ้ง หรือว่าไม่บริสุทธ์ เหมือนอย่างที่ใครๆ พูดกัน…”

“พวกเด็กๆ ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ พวกเขาต้องการสิ่งเดียวกับที่เราต้องการ พวกเขาต้องการที่จะรู้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เอ่ยปากก็ตาม..เขาต้องการที่จะให้คนอื่นคิดว่าเขาเป้นคนสำคัญ และต้องการที่จะให้คนอื่นภาคภูมิใจในตัวเขา นั่นทำให้เขาต้องทำตัวเท่ๆ เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ หรือจริงๆ แล้วก็ทุกวัยนั่นแหละ ต้องการที่จะหาสิ่งมารองรับความมีตัวตนอยู่ของพวกเขา ถ้าคุณแสวงหาการยอมรับจากคนอื่นไมได้ คุณก็จะไม่มีความสุข..”

บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะติดตัวเขามาตั้งแต่เขาเข้าร่วมเป็นศิษย์ของ ศรี ชินมอย ซึ่งจะถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาก็ได้ ในปี 1972  จอห์น แม็คลาฟลินมือกีตาร์แจ๊สฝีมือฉกาจแนะนำให้เขาได้พบกับ ศรี ชินมอย คุรุที่จอห์นเคารพนับถือ ต่อมาคาร์ลอสก็เข้ามาศรัทธาในกูรูผู้นี้เป็นอย่างมาก และ ศรี ชินมอย ก็ตั้งชื่อให้ คาร์ลอส ใหม่ว่า เทวทิพย์ เคียงข้างกับจอห์น ที่ได้ชื่อใหม่ว่ามหาวิษณุ

และเทวทิพย์กับมหาวิษณุก็มาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในอัลบั้ม เลิฟ ดีโวชัน เซอร์เรนเดอร์ (Love Devotion Surrender) ในปี 1972 งานที่บรรเลงกันในแบบสุดยอด และเป็นดนตรีที่ออกมาจากจิตวิญญาณของคนสองคนที่มีศรัทธาร่วมกัน  คาร์ลอสเชื่อว่าดนตรีเป็นภาษาสากล และสำหรับการแสดงเขาจะเต็มที่กับมันเสมอ

“เมื่อเราแสดงสดๆ เราจะใช้เวลาสองชั่วโมงทำให้คุณรู้สึกถูกปลุกเร้าตั้งแต่ปลายเส้นผมจนถึงนิ้วเท้า ผมมีความปรารถนาที่จะเข้าถึงจิตใจของคนฟัง ถ้าคุณเข้าถึงจิตใจของคนฟังได้ คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโลก ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาและจะผ่านไป… และก็คงจะด้วยความทุ่มเทที่จะสัมผัสให้ถึงใจคนฟังแบบนี้ ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นคนที่แสดงสดได้สนุกเร้าใจมากคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยมีความประทับใจถึงบิดาของเขาในวัยเด็กอยู่เสมอ “ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมยังจำดวงตาของคนที่มองพ่อผมขณะที่เขากำลังเล่นไวโอลินได้เลย ตอนนั้นผมถึงตระหนักถึงพลังของดนตรี..” แต่ถึงแม้ว่าจะมีพ่อเป็นคนจุดประกายดนตรี แต่แรงบันดาลใจหลักของเขามาจากแม่ พี่สาวและน้องสาว และที่สำคัญก็คือภรรยาของเขา เขาเปรียบดนตรีของเขาว่า ท่วงทำนองของผู้หญิงและริธึมของผู้ชาย

แต่พอถึงกลางทศวรรษแปดสิบ ชื่อเสียงและความนิยมในเชิงธุรกิจของ คาร์ลอส ซานตานา ก็เริ่มตกต่ำลง แต่การแสดงสดของเขาก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากบรรดาแฟนเพลง และถ้าพูดถึงในแง่ของความยอมรับนับถือของนักดนตรีรุ่นหลังๆ แล้วเขายังคงเป็นที่เคารพของรุ่นหลังๆ อยู่ ทว่าดนตรีของเขามันกลับเงียบงันในด้านยอดขาย จนหลายๆคนคิดว่าเขาคงจะไม่สามารถกลับมาวาดลวดลายในอันดับสูงของชาร์ทบิลบอร์ดได้อีกแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังเป็นที่เชื่อมั่นของ คลิฟ เดวิสซึ่งเป็นคนจับ คาร์ลอส เซ็นสัญญากับโคลัมเบีย ในช่วงปลายทศวรรษหกสิบ ซึ่งคิดว่า คาร์ลอส ยังมีจุดขายได้อยู่ และเขาก็ตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญากับ คาร์ลอส อีกครั้ง คลิฟเป็นประธานบริษัทอริสตาซึ่งเขาเองก็มุ่งหวังว่ามุมมองและความเชื่อมั่นที่คลิฟมีต่อเขาจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ

การตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญากับ คลิฟ เดวิสน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะอัลบั้ม Supernatural กลายเป็นงานที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ดได้อย่างน่าประหลาดใจ ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ ซานตานา โดยมีเพลง “Smooth” ที่ได้ Rob Thomas มาเป็นนักร้องนำที่กลายเป็น single ฮิตไปในที่สุด

จุดเด่นที่น่าจะเป็นจุดสำคัญให้งานชุดนี้ขายได้ก็คือ การหาแขกรับเชิญที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวช่วย อย่างเช่น Lauryn Hill, Wyclef Jean, Dave Mattehews และ Rob Thomas เป็นต้น การเลือกศิลปินที่มีฐานแฟนเพลงของตัวเอง ก็เหมือนการเปิดตัว ซานตานา ไปสู่ฐานแฟนเพลงของพวกเขาเหล่านั้นด้วย

ขณะเดียวกัน ซานตานา ก็ยังคงยึดมั่นต่อดนตรีที่เป็นรากฐานของเขา การใส่จังหวะแบบ ลาติน เป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนไป และด้วยการสนใจในหลักปรัชญาและความใส่ใจในเรื่องการกุศลทำให้เขาช่วยเหลืองานกุศลอีกหลายๆ งาน อย่าง บลูส์ for Salvador ที่เล่นหาทุนให้กับผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวใน ซานฟรานซิสโกต่อมาเขาก็ก่อตั้งองค์กร Milagro ที่จะนำผลประโยชน์ที่ได้ไปช่วยเรื่องเรื่องการศึกษา ยา และ ที่อยู่อาศัยให้กับเด็กทั่วโลก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.