Artist and Band Profiles,Glamorous Days

Guns N’ Roses: The Making of Appetite for Destruction


ปลายปีค.ศ. 1985 กันส์แอนด์โรเซส กลายเป็นวงดังประจำเมืองแอลเอ และมีที่เล่นประจำที่คลับ ทรับบาดัวร์ ซึ่งที่นี่ พวกเขาได้แสดงสดได้เมามันส์จนได้เซ็นสัญญากับเกฟเฟนเร็คคอร์ด ในปีค.ศ. 1986

แต่ว่าก่อนที่จะทำอัลบั้มแรกออกมาพวกเขาก็ออกอีพีในชื่อ ไลฟ์ ไลก์อะซูไซด์ (Live ?!*@ Like a Suicide) เป็นอีพีรวมแสดงสด (แบบหลอก ๆ) 4 เพลง ออกมาภายใต้ชื่อบริษัทอูซีซูไซด์ของพวกเขาเอง สี่เพลงที่ว่าเป็นเพลงคัฟเวอร์สองเพลงคือ “มามาคิน” ของแอโรสมิธ กับ “ไนซ์บอย” ของวงโรสแทตทู ส่วนอีกสองเพลง คือ “เรคเรสไลฟ์”  เพลงนี้ประพันธ์โดยสแลช ดัฟฟ์ แม็คคาแกน และอีซซี สตราดลิน และอีกเพลงเก็บตกมาจากสมัยเป็นวงฮอลลิวู้ดโรส คือ “มูฟทูเดอะซิตี” เพลงนี้ประพันธ์โดยอีซซี สตราดลิน, เดล เจมส์ และ คริส เว็บเบอร์

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าอีพีชุดนี้จะใช้ชื่อว่า ไลฟ์ แต่ความจริงบันทึกเสียงในห้องอัดแล้วอัดเสียงคนดูทับลงไปทีหลัง

กันส์แอนด์โรเซสเซ็นสัญญากับเกฟเฟน ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1986 แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนานไปกับเหล้ายากันเหมือนเคยจนเป็นที่หนักใจว่าจะทำอัลบั้มแรกออกมากันได้หรือไม่

The Making of Destruction

กันส์แอนด์โรเซส ได้เซ็นสัญญากับเกฟเฟนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1986 ภายใต้การดูแลจัดการของ อลัน นีเว่นผู้จัดการของวงเกรตไวต์

ก่อนหน้าที่จะได้เซ็นสัญญาพลพรรคกันส์แอนด์โรเซส อาศัยหลับนอนและซ้อมดนตรีในห้องที่หัวมุมถนนซันเซ็ต์กับการ์ดเนอร์ และอาศัยเงินทุนจากบรรดานักระบำเปลื้องผ้า “พวกเธอเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ…” สแลช บอก “พวกเธอจ่ายค่าเหล้า บางทีก็ค่าอาหาร” ซึ่งการคบหากับเหล่านักระบำเปลื้องผ้าเหล่านี้ทำให้สมาชิกกันส์แอนด์โรเซสได้เรียนรู้ดนตรีที่พวกเธอชอบใช้ในการทำงาน อย่างดัฟฟ์กับสตีเวนฝีกฝนฝีมือกับเพลงของพรินซ์หรือคาเมโอ ซึ่งมันอาจจะดูเหมือนไม่เข้ากับขนบธรรมเนียมของพวกฮาร์ดร็อกเท่าไหร่ แต่ดัฟฟ์บอกว่า ลองฟังจังหวะใน “ร็อกเกตควีน” ดูดี ๆ จะมีอิทธิพลของวงคาเมโออยู่ในนั้นด้วย

สมาชิก กันส์แอนด์โรเซสได้ซ้อมดนตรีร่วมกันครั้งแรกในสตูดิโอซิลเวอร์เลคในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1985 ซึ่งมันออกมาเยี่ยมมาก “ตั้งแต่ตอนที่เรากระแทกคอร์ดแรก  มันมีบางอย่างที่ใช่เลย และเรารู้ว่ามันต้องมีอะไรพิเศษ” ดัฟฟ์ แม็คคาเกน กล่าวถึงการซ้อมด้วยกันครั้งแรก “เราเพิ่งอายุราวๆ 20 แต่เรารู้สึกเหมือนว่าเรามันมืออาชีพเต็มตัว มันเหมือนกัน นี่คือวงดนตรี นี่คือสิ่งที่เราทำ นี่คือสิ่งที่เรากำลังค้นหามาตลอด…”

ดัฟฟ์กับอิซซีร่วมกันกำหนดทิศทางของวงในช่วงนั้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนชุดกลองที่ใช้กลองหลายใบแบบพวกป็อปเมทัลที่สตีเวนใช้ในตอนนั้นให้มาเล่นแบบเรียบง่ายใช้ชุดกลองน้อยใบลงในแบบพังก์ร็อก

ในตอนนั้นแอ็กเซิลกับอิซซีได้เขียนเพลงเก็บไว้แล้วจำนวนหนึ่ง อย่าง “เอนีธิงโกส์” “ธิงค์อะเบาต์ยู” “แบ็กออฟบิตช์ ”  “ดอนต์คราย” และ “โนเวมเบอร์เรน”  แต่เพลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมาเล่นดนตรีด้วยกันในอีกหลายเดือนต่อมา อย่างเช่น “เวลคัมทูเดอะจังเกิล” เกิดขึ้นที่ห้องใต้ดินบ้านแม่ของสแลช เขาลองเล่นท่อนริฟฟ์ซึ่งแอ็กเซิลชอบมาก และอยากเอาไปทำให้เป็นเพลง ดัฟฟ์เป็นคนทำโครงร่างของเพลง และอิซซีมาทำท่อนบริดจ์

คนดังที่เกือบจะมาเกี่ยวข้องในงานชุดแรกนี้ มีชื่อ พอล สแตนลีย์จากจูบอสุรกาย (KISS) เขาได้รับการติดต่อจากทีมจัดการของบริษัทเกฟเฟน ให้ไปพบกับสมาชิกกันส์แอนด์โรเซส ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งที่บริษัทเช่าไว้ให้สมาชิกกันส์แอนด์โรเซสพำนักอาศัย เขาได้ฟังเพลงเดโม “ไนต์เทรน” แต่พอเขาแนะนำว่าทางวงต้องใส่ท่อนคอรัสติดหูเข้าไปอีกหน่อย ผลก็คือแอ็กเซิล โรส ไม่ยอมร่วมงานกับเขาอีกเลย ไม่ยอมพูดและไม่แม้แต่จะมองหน้า

(หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวเข้าหูพอลว่า สแลชปล่อยข่าวว่าพอลเป็นเกย์ ซึ่งเรื่องนี้พอลไม่ได้โมโหโกรธาแต่อย่างใด “นักร้องนำของพวกเขาน่ะ ใส่ชุดของผู้หญิงสีแดงบนเวทีพร้อมกับแต่งหน้าสุดฤทธิ์ แล้วยังมาจะมาหาว่าผมเป็นเกย์”)

คนที่เข้ามารับหน้าที่ดูแลในห้องบันทึกเสียงคือ ไมค์ คลิงค์ ซาวนด์เอนจิเนียร์ / โปรดิวเซอร์ ซึ่งมีทักษะและความอดทนเพียงพอจะรับมือกับวงดนตรีที่บ้าระห่ำคณะนี้

ทางวงซ้อมกับไมค์ คลิงค์อยู่หลายสัปดาห์ ก่อนจะเข้าห้องบันทึกเสียงรัมโบเร็คคอรดส์ (ของ เดอะกัปตันจากวงเดอะกัปตันแอนด์เทนนิล) ในเดือนมกราคมค.ศ. 1987 ใช้เวลาสองสัปดาห์ในการทำแทร็กทั่วไป  จากนั้นไมค์จะมาคัดเลือกเอาแทร็กที่ชอบมาใช้

“เราใช้เครื่องดนตรีและแอมป์ระดับคลาสสิก” ไมค์ คลิงค์ กล่าว เครื่องดนตรีระดับคลาสสิคที่เขาพูดถึงนั้น รวมถึง การเช่ากีตาร์ กิ๊บสันเอสจี มาให้สแลชใช้ แต่สแลชเอามันฟาดเข้ากับหน้าต่างรถแวน เพราะเขา ค้นหาเสียงกีตาร์ไม่ได้อย่างใจ จึงต้องกลับไปใช้กีตาร์เลียนแบบเลสพอลร่วมกับแอมป์มาร์แชลล์ เขาจะใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงกับไมค์เพื่อที่จะหาท่อนโซโล่และลิกต่าง ๆ ที่น่าพอใจ “มันเป็นช่วงที่เยี่ยมจริง ๆ เราได้ทำอย่างที่เราอยากทำ” สแลชหวนรำลึกความหลัง

ไมค์ คลิงค์ใช้เวลาทำงาน 18 ชั่วโมงต่อวันอยู่เป็นเดือน โดยสแลชจะเข้ามาเล่นเพิ่มและซ่อมให้ในช่วงกลางวันและกลางคืน ส่วนแอ็กเซิลจะมาร้องเพลงช่วงเย็นย่ำไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น พวกเขาพยายามสร้างเสียงต่าง ๆ เข้าไปอย่างประณีตบรรจง โดยเฉพาะเสียงร้องของแอ็กเซิลที่จะมีเทคนิคการร้องและการใช้เสียงที่หลากหลาย อย่างเช่นการร้องเสียงต่ำช่วงต้นเพลง “พาราไดซ์ซิตี”  หรือเสียงกู่ร้องในช่วงต้นเพลง “เวลคัมทูเดอะจังเกิล” นั้นไมค์ให้แอ็กเซิลร้องหลายครั้งกว่าจะได้เสียงที่ถูกใจ

“เราอยากจะให้มันได้อารมณ์แบบเก่าๆ สมัยทศวรรษ 60 และต้นทศวรรษ 70” วิกเตอร์ เดย์จิโอผู้ช่วยซาวน์ดเอนจิเนียร์ (เครดิตว่าวิกเตอร์เดอะฟักกิงเอนนิเนียร์ในปกอัลบั้ม) กล่าวถึงการทำงานในอัลบั้มนี้   แต่ว่าสิ่งที่กลายเป็นที่จดจำจากฝีมือเขากลับเป็นตอนที่เขาบันทึกเสียงเสียงระหว่างการดำเนินเพศสัมพันธ์ระหว่างแอ็กเซิลกับเอเดียน่า สมิธแฟนสาวอายุ 19 ปี (ในขณะนั้น) ของสตีเวน แอ็ดเลอร์มือกลองซึ่งกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวประจำอัลบั้มแอปปิไทต์ฟอร์เดสทรักชัน

ในตอนนั้นเอเดียนาเพียงต้องการจะแก้เผ็ดสตีเวนที่มักนอกใจเธอเสมอ และในวันนั้นเธอกำลังเมาได้ที่ เมื่อแอ็กเซิลขอให้เธอมีเซ็กซ์กับเขาแล้วบันทึกเสียงเก็บเอาไว้ เธอก็ทำและนั่นคือที่มาของเสียงครวญครางเมื่อถึงจุดสุดยอดซึ่งเอามาใช้ในเพลง “ร็อกเกตควีน”

“มันจบลงด้วยการที่ฉันเป็นคนติดเหล้าและใช้ยาต่อเนื่องยาวนาน เพราะเสียงนั่นมันหลอกหลอนฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกผิดและละอายใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป” เอเดียนา สมิธ  เปิดปาก…

ท่อนสุดท้ายเพลงนี้กลับมาสู่ท่อนสว่างร่าเริงเพราะแอ็กเซิลคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าให้จบแบบมีความสุขหลังจากที่ฟังอะไรหม่นหมองมาทั้งอัลบั้มแล้ว ท่อนริฟฟ์เพลงนี้ได้มาจากสแลชที่ใช้เล่นในช่วงฝึกฝน  อิซซีได้ยินเลยเล่นคอร์ดเสริมเข้าไป พอดีแอ็กเซิลได้ยินเลยเขียนเนื้อเพลงเข้าไป

กันส์แอนด์โรเซส เช่าบ้านที่เคยเป็นของ ซีซิล บี เดอมิล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังในช่วงต้นศตวรรษ 20 ซึ่งเหล่าสมาชิกใช้เวลากันอย่างสุดเหวี่ยง อาร์โนลด์ สตีเฟลโต้ หนึ่งในทีมจัดการวงเล่าว่า “มันยิ่งกว่าหนังเรื่องแพลเน็ตออฟดิเอปส์หรือว่าแวลลีออฟเดอะดอลส์” ปัญหาเรื่องยาเสพติดกับสุราของวงทำให้ อาร์โนลด์ สตีเฟลโตต้องส่งวงกันส์แอนด์โรเซสคืนให้กับเกฟเฟนแล้วทิ้งวงไป ต้องอาศัย ทอม ซูท็อตเป็นคนจัดการการทำงานในอัลบั้มที่ใช้เวลานาน ทำให้อัลบั้มนี้ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 370,000 เหรียญสหรัฐ แต่ในจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ให้กับเจ้าของสถานที่และสิ่งของที่สมาชิกกันส์แอนด์โรเซส ทำลาย ถึง 22,000 เหรียญสหรัฐ

หลังจากวางจำหน่ายไป 5 เดือน (ธันวาคม 1987) แอปปิไทต์ฟอร์เดสทรักชัน จำหน่ายได้ประมาณ 200,000 ชุด ซึ่งทางเกฟเฟนก็คิดว่าสำหรับวงดนตรีหน้าใหม่ทำได้เท่านี้ก็ไม่เลว แต่ทอมขอร้องให้เดวิด เกฟเฟน เจ้าของบริษัท (ในตอนนั้น) ให้ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยอาศัยบารมีส่วนตัวผลักดันให้เอ็มทีวีช่วยเล่น “เวลคัมทูเดอะจังเกิล” ในช่วงบ่ายๆ วันอาทิตย์สักครั้ง

ผลลัพท์ที่ได้ออกมาดีทีเดียว เพราะหลังจากที่มันออกอากาศเพียงครั้งเดียว มันก็เป็นที่พูดถึงและเรียกร้องให้เอามาออกอากาศซ้ำอีกหลายครั้ง หลายเดือนต่อมา เพลง “สวีตไชลด์โอมายน์” ก็ออกมา เพลงนี้ดังระเบิดมีแฟนเพลงเพิ่มขึ้นนับล้าน  และไม่นานนัก แอปปิไทต์ฟอร์เดสทรักชัน ก็กลายเป็นปรากฏการณ์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s