Michael Jackson: Thriller


ความจริงจะนำเสนออัลบั้มธริลเลอร์มาหลายหนแล้ว เพราะด้วยศักดิ์ศรีของงานที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในโลกคงจะหลงลืมงานชุดนี้ไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เขียนถึงด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่ถึงตอนนี้ หลังจากที่ไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิต ก็หยิบงานชุดนี้ขึ้นมาฟังรำลึกความหลังคู่กับอัลบั้ม ดิเอสเซนเชียล

บอกตรง ๆ เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ที่ได้ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน ยังคิดอยู่เลยว่านี่คงจะเป็นเรื่องอำกันเล่น เพราะอีกหนึ่งสัปดาห์เขาจะเปิดคอนเสิร์ตที่ว่ากันว่าจะเป็นการคมแบ็กอย่างยิ่งใหญ่  และ…รู้สึกว่าเขายังอายุไม่เท่าไหร่เลย…

“ไมเคิล แจ็กสันผู้ไม่เหมือนใคร แม้แต่ตัวเอง” หรือแว็กโคแจ็คโคเป็นถ้อยคำเสียดสีพฤติกรรมแปลก ๆ ของเขา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเขาเป็นคนที่บุกเบิกและสร้างอะไรทิ้งไว้ให้กับดนตรีของ “คนสีผิว” ค่อนข้างมาก

ไมเคิลเริ่มต้นอาชีพนักร้องในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของเดอะแจ็กสันไฟฟ์ วงดนตรีของพี่น้องตระกูลแจ็กสัน ภายใต้การกำกับของโจเซฟ แจ็กสัน ผู้เป็นบิดา ซึ่งเปลี่ยนผันจากวงดนตรีท้องถิ่นเล็ก ๆ มาสู่ร่มเงาของอาณาจักรโมทาวน์อันยิ่งใหญ่ของเบอรี กอร์ดี ซึ่งผลักดันให้วงเดอะแจ็กสันไฟฟ์กลายเป็นวงดนตรีระดับประเทศที่ออกงานมาถึง 13 ชุดในเวลา 7 ปี แน่นอนว่าจุดเด่นของวงตกอยู่กับเด็กน้อยที่ชื่อไมเคิล แจ็กสัน แต่ภายหลังจากที่เดอะแจ็กสันไฟฟ์แยกตัวออกจากบริษัทโมทาวน์ ความนิยมก็ตกต่ำลงไป (ช่วงที่ออกจากโมทาวน์มาออกงานกับอีพิก พวกเขาเปลี่ยนชื่อเป็นเดอะแจ็กสัน และเปลี่ยนตัวสมาชิกคนหนึ่ง เพราะเจอร์ไมน์ แจ็กสันตัดสินใจที่จะทำงานกับโมทาวน์ ต่อ  ทางเดอะแจ็กสันเลยนำแรนดี แจ็กสันน้องคนสุดท้องเข้ามาแทน แต่จุดเด่นของทางคณะก็ยังอยู่กับ ไมเคิลเหมือนเดิม

จนกระทั่งปีค.ศ. 1979 เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของไมเคิลซึ่งมีอายุครบ 21 ปี เป็นช่วงที่เขากำลังกังวลกับเสียงของตัวเองที่ไม่แหลมใสเหมือนเดิมเพราะโตเป็นหนุ่มเต็มตัว ขณะเดียวกันเขาก็อยากปลดแอกตัวเองจากบิดาจอมบงการ และตัดสินใจที่จะมาใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระที่นิวยอร์ก หลังจากที่ได้ทราบความจริงว่าบิดาของเขาแอบไปมีความสัมพันธ์ลับกับหญิงสาวคนหนึ่งนานหลายปีและมีลูกด้วยกัน

และไมเคิล ได้ก้าวเดินต่อไปด้วยการทำอัลบั้มเดี่ยว งานชุดแรก ออฟเดอะวอล ได้ควินซี โจนส์ เป็นคนดูแลภาคการผลิต และกลายเป็นงานที่ประสบความสำเร็จมากกว่างานในนามเดอะแจ็กสันเสียอีก เมื่อบวกกับเหตุผลอีกหลายอย่าง (คงไม่ใช่เพียงแค่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ได้โดยไม่ต้องถึงพาคนอื่นแล้วไม่อยากแบ่งความสำเร็จกับใคร) ทำให้เขาตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าสู่การเป็นศิลปินเดียวเต็มตัว ในอัลบั้ม ธริลเลอร์ โดยทำงานร่วมกับ ควีนซี โจนส์ อีกครั้ง

ตอนที่ออกอัลบั้ม ออฟเดอะวอล นั้นก็ได้สร้างความเป็นซูเปอร์สตาร์ให้กับไมเคิลอยู่แล้ว ตอนนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า ธริลเลอร์ จะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ถึงแม้ว่า ออฟเดอะวอล จะเป็นงานที่ขายได้ดี แต่ธริลเลอร์ทำยอดขายระดับ 100 ล้านชุดมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครก็ตาม แม้แต่ตัว ไมเคิลเอง

พยายามฟังงานนี้หลายรอบก่อนที่จะเขียน อยากจะรู้จริง ๆ ว่าอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของงานชุดนี้ เพราะฟังอย่างไร มันก็เป็นงานที่เจริญรอยตาม ออฟเดอะวอล มีทั้งเพลงบัลลาดอย่าง “เดอะเลดีอินมายไลฟ์” “ฮิวแมนเนเจอร์” และ “เดอะเกิร์ลอิสมายน์” มีเพลงฟังก์อย่าง “บีลลี จีน” “วอนนาบีสตาร์ติงซัมติง” มีเพลงดิสโกอย่าง “เบบีบีมายน์ ” กับ “พีวายที (พริตตียังธิง)”

ทั้งหมดนี้มันก็ไม่ได้ต่าง ออฟเดอะวอล แต่อย่างใด บางทีจุดเด่นของงานชุดนี้ที่เรียกแฟนเพลงได้กว้างมากขึ้น อาจจะมาจากการร่วมงานกับศิลปินคนอื่นอย่างพอล แม็กคาร์ตนี ในเพลง “เดอะเกิร์ลอิสมายน์” กลายเป็นเพลงที่นำพาดนตรีของคนผิวสีไปสู่อีกระดับหนึ่ง หรือการทำลายกำแพงอคติที่คิดว่าดนตรีของคนผิวดำจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เนื้อหา “เดอะเกิร์ลอิสมายน์” ไม่มีอะไรมากไปกว่าชายสองคนแย่งหญิงคนเดียวกัน เพลงนี้ตอนแรกแฟนเพลงของไมเคิลไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะรู้สึกเหมือนว่าลดตัวลงไปทำเพลงป็อปและร้องเพลงร่วมกับพอลเพื่อหวังผลทางการตลาด  ซึ่งถ้าไมเคิลคิดแบบนั้นจริงๆผลลัพธ์ทีได้มันก็คงจะตรงกับความตั้งใจของเขา

หรือการเชิญเอ็ดดี้ แวน เฮเลน มาร่วมโซโลกีตาร์ในเพลง “บีตอิต” ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคิดว่ามือกีตาร์ในสายฮาร์ดร็อกจะมาร่วมเล่นกับดนตรีดิสโก แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และทำให้เพลงนี้แพร่กระจายไปสู่หูคนฟังเพลงร็อกโดยที่ไม่ทิ้งแฟนเพลงดั้งเดิม เนื้อหาของเพลงพูดถึงการต่อสู้บนท้องถนนของเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มาก

อิทธิพลของเพลงฟังก์จะครอบคลุมงานชุดนี้มาก อย่าง “พีวายที (พริตตียังธิง)” ก็ทำได้เด่นและคึกคัก มีพี่สาวและน้องสาวมาร่วมคอรัสให้ความรู้สึกสนุกสนานอย่างเดียวกับเพลงเปิดอัลบั้มนี้ด้วย “วอนนาบีสตาร์ติงซัมติง” เป็นเพลงฟังก์แรง สนุกในแบบดิสโก ที่ในช่วงนั้นถึงกาลเวลาแตกดับไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ไมเคิลนำกลับมาใช้ใหม่อีกรอบอย่างรู้จักดัดแปลงเอาดนตรีฟังก์มาเพิ่ม เพลงนี้ เขียนสมัยทำอัลบั้ม ออฟเดอะวอล แต่ไม่ได้เอาไปใช้ เลยนำมาบันทึกเสียงลงในอัลบั้มนี้แทนท่อนคอรัสปิดท้ายเพลงมาจากเพลงของมานู ดิแบงโก เป็นลักษณะการร้องแบบคนอัฟริกันที่ติดหูและทำให้เพลงโดดเด่นขึ้นมามากทีเดียว

เพลงฮิตของงานชุดนี้ “บิลลี จีน” นั้นเป็นเพลงอิงแอบฟังก์อย่างไม่ต้องสงสัย การใส่เสียง ฟอลเซตโตเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็เข้ามาได้อย่างเหมาะเจาะ เนื้อหาได้แรงบันดาลใจมากจากแฟนเพลงที่คลั่งไคล้จนเกินเหตุ ถึงขนาดเขียนจดหมายไปถึงไมเคิลว่าเป็นพ่อของลูกเธอ เขาเลยเอามาเขียนเป็นเพลง

Billie Jean is not my lover
She’s just a girl who claims that I am the one
But the kid is not my son
She says I am the one
But the kid is not my son

ว่ากันว่าเพลงที่ลองเอามาทำร่วมกันก่อนจะเป็น ธริลเลอร์ นั้นราว 300 เพลง และเลือกเอามาเพียงแค่ 9 เพลง ในจำนวนนี้มีเพลงที่ไมเคิลเป็นประพันธ์เพลง 4 เพลงคือ”วอนนาบีสตาร์ติงซัมติง” “เดอะเกิร์ลอิสมายน์” (ร่วมกับพอล แม็กคาร์ตนี) “บีตอิต” และ “”บีลลี จีน”

ระหว่างการบันทึกเสียงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างควินซีกับไมเคิลเป็นระยะ อย่างเพลง “บิลลี จีน” ที่ไมเคิลคิดว่ามันยอดเยี่ยม แต่ควินซีคิดว่าเพลงมันอ่อนเกินไปและไม่มีเป้าหมายทางการตลาดที่ชัดเจนจนอยากจะคัดเพลงนี้ออกจากอัลบั้ม แต่ไมเคิลไม่ยอม และเมื่อควินซีต้องการตัดท่อนอินโทรที่เขาคิดว่ามันยาวเกินไปออก ตัวไมเคิลยืนกรานที่จะเก็บท่อนไว้ เพราะเขารู้สึกว่าเมื่อได้ฟังท่อนอินโทรแบบนี้แล้วอยากจะเต้นรำ

อัลบั้ม ธริลเลอร์ กลายเป็นงานประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไปในเวลาต่อมา ด้วยการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าของเอ็มทีวีทำให้เพลง “บีตอิต” และ “บิลลีจีน” กลายเป็นเพลงฮิต และท่าเต้นมูนวอล์กกลายเป็นท่าเต้นสุดฮิตของโลก ไม่ทราบว่าเด็กรุ่นนี้จะยังรู้จักท่านี้หรือเปล่า คือเป็นท่าที่เหมือนจะเดินไปข้างหน้าแต่ว่าจริง ๆ แล้วถอยหลัง สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนจะเป็นท่าฮิตมาก ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะทางเอ็มทีวีส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างดี

ไมเคิล แจ็กสันเคยพูดถึงเรื่องการทำเพลงที่ “ฮิตทุกเพลง” ก่อนหน้าที่จะออกอัลบั้มนี้ออกมา ในตอนนั้นหลายคนคงคิดว่าเป็นความมุ่งมั่นที่ออกจะเพ้อฝันเกินไปหน่อย แต่อัลบั้มนี้มีเพลงฮิตขึ้นท็อป 10 ถึง 7 เพลง จากเพลงในอัลบั้มนี้ที่มีเพลงทั้งหมดเพียง 9 เพลง

ฟังอัลบั้มชุดนี้จบจะไม่แปลกใจเลยที่เขาเป็นคิงออฟป็อปเพราะถ้าเขาไม่คู่ควรกับคำนี้ ก็คงไม่มีใครในโลกที่คู่ควรกับคำนี้อีกแล้ว

Track Lists:

  1. Wanna Be Startin’ Somethin’
  2. Baby Be Mine
  3. Girl Is Mine
  4. Thriller
  5. Beat It
  6. Billie Jean
  7. Human Nature
  8. Y.T. (Pretty Young Thing)
  9. Lady in My Life

Special Edition Bonus Material:

  1. Someone in the Dark
  2. Billy Jean (Home Demo)
  3. Voice and Interview
  4. Carousel

Cradit:

  • Michael Jackson (vocals, percussion)
  • Paul McCartney (vocals)
  • Vincent Price (spoken vocals)
  • Steve Lukather (guitar, bass)
  • Larry Williams (flute, saxophone)
  • Jerry Hey (trumpet, flugelhorn)
  • Bill Reichenbach (trombone)
  • David Paich (piano, synthesizer)
  • Greg Phillinganes (Fender Rhodes piano, synthesizer, programming)
  • Steve Porcaro (synthesizer, programming)
  • David Foster, Rod Temperton (synthesizer)
  • Tom Bahler (Synclavier)
  • Louis Johnson (bass)
  • Ndugu Chancler, Jeff Porcaro (drums)
  • Paulinho Da Costa (percussion)
  • Brian Banks (programming)
  • Eddie Van Halen, Dean Parks, Paul Jackson (guitar)
  • LaToya Jackson, Julia Waters, Maxine Waters, Oren Waters, Becky Lopez, Janet Jackson (background vocals).
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.