Latin Music


ดนตรีที่เรียกว่า Latin Music เป็นการเรียกรวมๆ ของดนตรีที่มาจากแถบ Latin America ซึ่งมีลักษณะของ rhythm และเครื่องดนตรีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างไปกันในแต่ละประเทศ ทว่าก็มีการแลกเปลี่ยนทางดนตรีบ้างเหมือนกัน

อย่างเช่นแถบเทือกเขา Andes Cordillera ที่ยาวเหยียดคลุมหลายประเทศ อดีตตั้งเดิมมันเป็นถิ่นพำนักของชาวอินคา และชนเผ่าโบราณอื่นๆ ปัจจุบันเป็นอาณาเขตของโบลีเวีย, ชิลี, เปรู และเอควาดอร์ แถบนี้ก็จะมีดนตรีที่สืบทอดกันมายาวนาน  ดนตรีแฝงกลิ่นอายลึกลับ ดูโบราณ โดยเฉพาะจากเสียงเครื่องเป่าประเภท flutes และ panpipes แต่เมื่อชาวสเปนเข้ามาถือสิทธ์ครอบครองดินแดน ก็นำเอากีต้าร์และ harp และมีการพัฒนาเครื่องดนตรีที่เรียกว่า Charango ที่มีรูปร่างคล้ายๆ กับ แมนโดลิน

ช่วงปลายทศวรรษหกสิบมีดนตรีที่เรียกว่า Nueva Cancion (แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตัวว่า New Song) จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากของดั้งเดิมให้ร่วมสมัย ซึ่งในช่วงนั้นชิลีและอาร์เจนติน่าอยู่ในการปกครองแบบเผด็จการ นักดนตรีหลายๆคนโดนปิดกั้นทางความคิดสร้างสรรค์ไม่ให้ทำอะไรนอกลู่นอกรอยนัก ทำให้ดนตรีแบบนี้ต้องดำเนินไปอย่างหลบ ๆ ซ่อนๆ ในช่วงแรก  วงที่น่าสนใจก็มี Inti-Illimani วงนี้เป็นวง Chilean Ensemble ซึ่งนำเอาดนตรีแบบดั้งเดิมเข้ามาเล่นโดยมีทั้งของเก่าและใหม่ผสมกัน.

ดนตรี Latin บางส่วนจะมีลักษณะของ Afro เข้ามาผสมด้วยจากดั้งเดิมที่มีแรงงานทาส แต่ถ้าไปทางแถบ โคลัมเบีย จะได้เห็นลักษณะของ ดนตรีที่เรียกว่า Cumbia ซึ่งเด่นขึ้นมาในช่วงทศวรรษห้าสิบโดย Carlos Vives ซึ่งผสมดนตรี rock เข้ากับ vallenato (เป็นดนตรีจากแถบตะวันออกของโคลัมเบียที่มีเครื่องแอคคอร์เดียนเป็นตัวผสมผสาน หลังๆ มีการผสานเข้ากับดนตรี salsa ด้วยศิลปินอย่าง Joe Arroyo, Grupo Niche

ที่ เวเนซุเอล่า ดนตรีของจะเป็นสไตล์ Caribbean คล้ายๆกับโคลัมเบีย แต่ว่าจะมีเครื่องดนตรีเรียกว่า cuatro venezolano (เป็นคล้ายๆกับกีต้าร์ย่อส่วนเล็กๆ และมีสี่สาย) ใช้จังหวะที่เรียกว่า jaropo (ใน time signature แบบ 6/8 ) กับเครื่องดนตรีอื่นให้จังหวะ (อย่างเช่น harp flute  หรือว่าแมนโดลิน)  ถ้าเป็นทางตอนเหนือก็จะมีลักษณจังหวะดนตรีที่เรียกว่า merengure (ทางสาธารณรัฐ โดมินิกันก็มีจังหวะดนตรีที่เรียกว่า merengore เหมือนกัน แต่ว่าจังหวะเป็นคนละอย่างกันเลย) ซึ่งมักจะเล่นในแบบ ¾ หรือว่า 6/8 และมีส่วนผสมของพวกเครื่องเคาะอย่างกลอง

วงดนตรีเด่นๆ อย่าง Gurrufio และ Soledad Bravo ซึ่งร้องทั้งเพลงพื้นเมืองเวเนซูเอล่าไปจนถึง Salsa และยังมีดาวเด่นอีกคนคือ Oscar D’Leon  และถ้าจะพูดถึงดนตรี salsa ก็ต้องพูดถึงดนตรีจาก  Cuba ดินแดนภายใต้ระบบเผด็จการของท่านคัสโตรเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับดนตรี Latin Jazz และ Salsa และดนตรี Bolero เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านดนตรีมา อย่าง Mariachi ที่ใช้ trumpets และ violin เป็นหลักก็เป็นดนตรีขึ้นหน้าขึ้นตา และยังมีอีกอย่าง  a son jarocho (ถ้ายังจำเพลงดัง La Bamba ได้ นั่นคือดนตรี son jarocho

ดนตรีจาก คิวบาเข้ามาในอเมริกันในราวๆ ทศวรรษสามสิบ โดยมีนักดนตรีจากคิวบาเข้ามาเล่นดนตรีในนิวยอร์ค  อย่างเช่นวง Machito, Mario Bauza และอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งในช่วงปฎิวัติในคิวบาช่วงปี 1959 ยิ่งทำให้ชาวคิวบาและเปอร์โตริโกทะลักเข้ามาอยู่ในไมอามี่และนิวยอร์กเป็นจำนวนมาก และเมื่อมันเข้ามาผสมผสานเข้ากับดนตรีอเมริกันมันก็กลายเป็นดนตรี Salsa  ดนตรีที่ผสมระหว่างดนตรีร้องและเต้นรำ อันเป็นพื้นจากดนตรีพื้นบ้านของคิวบา และยังนำเอาเครื่องดนตรีอย่าง Tres (เป็นกีต้าร์ของคิวบา มีสายเพิ่มเท่าตัว) และพวก bongos และ claves  และมีพวกกีต้าร์  contrabass  และวงอย่าง Los Munquitos de Matanza เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่เล่นในแบบดั้งเดิม  และมีจังหวะแบบ African  นอกจากนี้ ยังมีวงดนตรีอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Charanga ซึ่งหมายถึงวงที่ประกอบด้วย flute, violin piano bass pailas หรือว่า timbales  และ guiro ซึ่งวงประเภท Charanga มักจะเล่นสามช่า และสอดแทรกจังหวะของ Latin เข้าไปด้วย

ดนตรีทีเด่นๆ ในกลุ่ม Latin ก็คงจะหนี่ไม่พ้นดนตรีจาก บราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่มีลักษณะดนตรีหลากหลายแบบ ตามสภาพภูมิประเทศ โดยดนตรีเด่นๆ ที่ทั่วโลกรู้จักก็คือ Samba กับ Bossa Nova แต่จริงๆ แล้วยังมีแนวดนตรีอีกมากมาย ที่มีจังหวะสนุกสนานไม่แพ้กัน

ตัวอย่างที่เด่นชัดก็คือ Sambas de Enredo เป็น theme ของงานขบวนพาเหรดคาร์นิวาล ที่จะมีลักษณะเด่นๆ ที่เครื่อง เพอร์คัสชั่นที่มากมาย พร้อมนักร้องและนักเต้นรำเป็นหลายร้อย  นอกจากนี้ บราซิลยังมีโรงเรียนสอนแซมบ้าเป็นงานเป็นการ คนที่จบจากโรงเรียนสอน samba ก็มีเช่น Martinho Da Vila , Beth Carvalho, Paulinho Da Viola, Clara Nunes และอื่นๆ อีกมากมาย

นักดนตรีจากบราซิลที่ดังๆ ก็มี Antonio Carlos Jobim และ Joao Gilberto (คนหลังเป็นมือกีต้าร์)  ได้รับอิทธิพลจากดนตรี cool jazz จากสหรัฐ ในช่วงปลายๆ ทศวรรษห้าสิบ  และเขาก็เอาจังหวะ samba ของถิ่นเกิดมาผสมผสานเข้าไป จนเกิดเป็นดนตรี Bossa Nova  ซึ่งต่อมากลายเป็นดนตรี jazz อีกแขนงหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่ามีถิ่นเกิดในบราซิล  อัลบั้ม ที่เป็นตำนานของดนตรี bossa nova ก็มีอัลบั้ม Getz/Gilberto [1964] ของ Joao Gilberto กับ Stan Getz  ซึ่งมีเพลงฮิตอมตะ “Girl From Ipanema” จากบทประพันธ์ของ Antonio Carlos Jobim

ต่อด้วยการแพร่ของ Sergio Mendes ซึ่งสร้างชื่อเสียงมาตั้งแต่ทศวรรษหกสิบ แต่อัลบั้มที่น่าสนใจออกมาช่วงทศวรรษเก้าสิบ ในอัลบั้ม “Red Hot + Rio” ซึ่งนำเอาการผสมผสานกับ pop star ชื่อดังอย่าง Sting, David Byrne, George Michael ได้เป็นดนตรีลูกผสม pop อันน่าสนใจ แต่ถ้าอยากจะฟังดนตรีแบบดั้งเดิม ก็ยังมี Rosa Passos เป็นต้น

ในช่วงปลายทศวรรษหกสิบ มีดนตรีที่หลากหลายเข้ามา อย่างเช่นดนตรี rock ซึ่งส่งผลต่อการเล่นของนักนตรี samba อยู่ไม่น้อย แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะเอาจังหวะของชาวบราซิเลี่ยน เข้ามาผสมผสานเข้าไปด้วย ซึ่งมันทำให้เกิดเป็นดนตรีที่หลากหลายและมีลักษณะทดลองมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันทำให้เกิดดนตรีที่เป็นส่วนผสมของ Samba, Bossa Nova , Jazz, Rock และดนตรีพื้นบ้านต่างๆ  และเรียกมันว่า MPB หรือว่า Musica Popular Brasileira

แต่ที่น่าสนใจก็คือดาวเด่นที่บุกเบิก MPB ยุคแรกๆ มักจะโดนตรวจตราอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งในยุคนั้น บราซิลค่อนข้างจะมีนโยบายที่เข้มงวดมาก บทเพลงในยุคแรกๆ นั้นจึงมักจะโดนเซ็นเซอร์ หรือไม่ก็อาจถึงขั้นอยู่ในประเทศไม่ได้ อย่างเช่น Chico Buarque , Caetano Veloso, และ Gilberto Gil. เป็นต้นในจำนวนนี้ Chico เป็นคนที่เล่นดนตรีโดยใช้จังหวะ Samba ที่เข้มข้น ส่วน Caetano เป็นคนได้ชื่อว่าเขียนเนื้อหาสวยงามราวบทกวี และมักจะขยายขอบเขตดนตรีออกไปอยู่เสมอ และได้รับการยอมรับอย่างสูงจากนักดนตรีรุ่นหลัง Gilberto เป็นคนที่ใช้จังหวะแบบ African ในงานของเขาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมี Elis Regina ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องสาวเสียงดีที่สุดในบราซิล

.ดนตรีที่น่าสนใจในบราซิลก็ยังมีจากทางตอนเหนือของบราซิล ที่ใช้ accordion บรรเลงร่วมกับ zabumba (เป็นกลองแบบหนึ่ง) และ triangle ดนตรีที่เป็นแนวนี้ก็จะมี Luiz Gonzaga ที่ดังมาในช่วงทศวรรษสี่สิบกับเพลง “Asa Branca” ซึ่งมีลักษณะของ rhythm แบบดนตรีเต้นรำพื้นเมืองที่เรียกว่า forro

นอกจากนี้ยังมีดนตรีที่มาจาก Bahia (ทางตอนเหนือของบราซิล) เป็นดนตรีที่เน้นไปในทาง African ที่จะมีเรียกว่า bloco afro (ปกติจะมีเสียงกลองกับเสียงร้องเป็นหลักอย่างเช่น Olodum) และ ดนตรีที่เรียกว่า afoxe ซึ่งเป็นดนตรีที่คล้ายๆกัน ต่อมามีการผสมผสานดนตรีโดยอาศัยรากฐานจากดนตรีของสองรูปแบบนี้เรียกว่า samba-reggae ซึ่งมีนักดนตรีอย่าง Margareth Menezes, Timbalada, Daniela Mercury, Carlinhos Brown ซึ่งนำเอาดนตรีมาใช้

นอกจากเพลงร้องแล้วยังมีเพลงบรรเลง เรียกว่า Choro ซึ่งมีลักษณะดนตรีคล้ายๆ ส่วนผสมระหว่าง ragtime กับภาค rhythm ในแบบ samba  เครื่องดนตรีหลักๆ ที่ใช้ก็จะมีแมนโดลิน (หาฟังไดจาก Jacob Do Bandolim) flute หรือ คลาริเน็ทอย่าง Paulo Moura หรือว่ากีต้าร์กับแทมโบลีน ซึ่งมีหลายๆคนที่เอาดนตรีคลาสสิกมาผสมเข้ากับดนตรีjazz โดยผสมจังหวะอันหลากหลายแบบดนตรีของบราซิลเข้าไปด้วย เช่น ๔Egberto Gismoniti & Hermeto Pascoal หรือที่เป็นมือกีต้าร์ก็จะมี Baden Powell, Rafael Rabello,

ส่วนทางอาร์เจนตินาไม่ได้มีแต่ฟุตบอลที่เป็นของขึ้นหน้าขึ้นตา ทางดนตรีก็ยังมีดนตรี tango ที่ท่วงท่าการเต้นรำมันยั่วเย้าและสง่างาม วงที่เล่นดนตรี tango orchesta มักจะมีเครื่องดนตรีอย่าง bandoneon (คล้ายๆกับ accordion) ไวโอลิน เปียโนและคอนตร้าเบส ส่วนกีต้าร์ไม่ค่อยจะเน้นเท่าไหร่นัก

Carlos Gardel ทำให้โลกรู้จักกับ tango ในช่วงทศวรรษสามสิบ และหลังจากนั้นก็มีคนที่โดดเด่นอย่าง Astor Piazzolla (นักประพันธ์เพลง) ซึ่งเป็นคนที่บุกเบิกดนตรี tango แนวใหม่จากของดั้งเดิมเรียกว่า Nuevo tango ซึ่งจะนำเอาดนตรี jazz และคลาสสิกสมัยใหม่ เข้ามาผสมผสานด้วย แนะนำ Canta Asi ให้ฟังสำหรับเสียงร้องและดนตรีเต้นรำแบบ tango ผสมเข้ากับดนตรีพื้นบ้านของอาเจนติน่า และยังมีดนตรี rock อย่างเช่น Los Fabulosos Cadillacs และ Fito Paez

เคยมีคนบอกว่าดนตรีของเปอร์โตริโกกับคิวบา เป็นปีกคนละข้างของนกตัวเดียวกัน หมายถึงว่าดนตรีมันช่างคลับคล้ายและสอดคล้องกันเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เปอร์โตริโกก็มีดนตรีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเรียกว่า bomba และ plena (อันที่จริง plena จะไปคล้ายๆดนตรีของสเปนในอดีตอีกที ส่วน bomba เป็นดนตรีที่ออกไปทาง African )  ดนตรีที่เรียกว่า plena จะคล้ายๆ  danza จะเล่นด้วยกีต้าร์ตัวเล็กๆ ที่มี 10 สาย เรียกว่า cuatro (คล้ายๆกีต้าร์ห้าสายที่ใส่สายเพิ่มเท่าตัว) คนเล่นเก่งๆ ก็มี Yomo Toro  จะมีดนตรี Mambo ไปจนถึง Salsa อย่างเช่น Eddie Palmieri นักเปียโน

สาธารณรัฐ โดมินิกัน ได้สร้างแนวดนตรีที่แพร่หลายในแถบ Caribbean อย่างมาก คือ Merengue ที่เป็นดนตรีเต้นรำรวดเร็ว ของดั้งเดิมจะใช้ accordion เป็นตัวชูโรงแต่ในวง orchestra ยุคใหม่จะเอา horns  มาใช้แทน อย่างเช่น John Ventura ส่วนดนตรีอีกแบบเรียกว่า bachata จะเป็นดนตรีที่นุ่มนวลโรแมนติก หรือเต้นรำช้าๆ  เช่น Juan Luis Guerra ซึ่งทำดนตรีทั้ง Merengue และ bachata

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.