Mötley Crüe: Dr. Feelgood


ช่วงเวลาที่พวกเขาห้าวสุดใจ น่าจะเป็นช่วงอัลบั้ม เกิร์ลส, เกิร์ลส, เกิร์ลส ต่อเนื่องกับ ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด  ช่วงนั้นทำอะไรก็ดูดีไปหมดเพราะกระแสแกลมเมทัลกำลังพุ่งแรงถึงขีดสุด และที่หยิบมาเขียนถึงในวันนี้ก็คือ ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด ที่ออกมาถูกที่ถูกเวลา ทั้งทิศทางดนตรีในขณะนั้น บวกกับทัศนคติและฝีมือของพวกเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ส่งให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ต่างกันสิ้นเชิงกับผลงานยุคหลัง เช่น เจเนอเรชันสไวน์ ที่เปลี่ยนแปลงไร้ทิศทางจนกระทั่งแม้พยายามกลับมาหาสำเนียงคลาสสิกในช่วงหลังก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว

มอทลีครูเป็นตัวอย่างเลวร้ายต่อเยาวชนมาตั้งแต่ยังไม่ดัง คือทำตัวแย่โดยสันดาน ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำอย่างวงร็อกบางคณะ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเพราะความเมาขาดสติของวินซ์ทำให้แรซเซิลมือกลองของวงฮานอยร็อกต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร กับเรื่องราวอีกมากมายตามวิถีชีวิตที่มีแต่คำว่า เซ็กซ์ ยาเสพติด และร็อกแอนด์โรลซึ่งปรากฏอยู่ในบทเพลงของพวกเขามาตั้งแต่ทำงานใต้ดินชุด ทูแฟสทฟอร์เลิฟ ซึ่งไปได้สวยจนกระทั่งบริษัทอิเล็กตรามาเจรจาขอเซ็นสัญญา และนำงานชุดนั้นมาจำหน่ายอีกครั้งโดยให้ รอย โธมัส เบเกอร์ซึ่งในขณะนั้นกำลังโด่งดังเป็นโปรดิวเซอร์คู่บุญบารมีของวงควีน ซึ่งทั้งรอยและสมาชิกมอทลีครูเข้ากันได้ดีโดยมีโดเคนเป็นสื่อกลาง !!!

พอได้เซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่ออกอัลบั้ม เชาท์แอทเดอะเดวิล อันโด่งดังสร้างภาพลักษณ์นอกรีตที่ไม่ค่อยจริงจัง เพลงไม่หนักมากเน้นเล่นเอามันส์เข้าว่า ทำให้พวกเขาพุ่งสู่จุดสูงสุดของอาชีพที่หลายคนใฝ่ปอง ใช้ชีวิตหรูหราตามขนบร็อกสตาร์ คบดารานางแบบสุดเซ็กซี มีข่าวเสพยาเกินขนาด ทะเลาะวิวาทเป็นระยะ

แต่ถึงพฤติกรรมส่วนตัวจะเละเทะขนาดไหนก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาคือผู้บุกเบิกดนตรีแกลมเมทัลและเป็นสัญลักษณ์ความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของแกลเมทัล

จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่พวกเขาทำอัลบั้ม ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด จึงตั้งเป้าไปที่ดนตรีโดยสมาชิกแต่ละคนบำบัดอาการติดยาก่อนทำอัลบั้ม มีการปล่อยข่าวเอาฮาว่าพวกเขาทาบทามควินซี โจนส์ (โปรดิวเซอร์สายอาร์แอนด์บี งานเด่นที่สุดของเขาคืออัลบั้ม ทริลเลอร์ ของไมเคิล แจ็คสัน) มากุมบังเหียนดูแลการผลิต แต่มันก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น โดยเหตุผลแท้จริงคือพวกเขากำลังมองหาโปรดิวเซอร์คนใหม่แทน ทอม เวอร์แมน ที่ทำงานกับพวกเขามาสามอัลบั้ม

“ทอม เวอร์แมนเป็นพวกหัวโบราณ…” มิก มาร์สมือกีตาร์หน้าตายกล่าวถึงสาเหตุการเปลี่ยน โปรดิวเซอร์ “…เราตัดสินใจว่าเราจะก้าวขึ้นไปอีกขั้น เราต้องการคนที่เด็กกว่า สดใหม่กว่า ผมคิดว่านิกกีประทับใจงานชุด โซนิกเทมเปิล ของเดอะคัลท์ เราส่งเดโม ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด ให้เขาฟัง และเขาก็ชอบมัน”

บ็อบ ร็อกเป็นทั้งนักดนตรี ซาวนด์เอนจิเนียร์ และโปรดิวเซอร์มรตั้งแต่มอทลีครูยังไม่ตั้งวง เขามีจุดเด่นด้านการสร้างเสียงหนาแน่นมีชีวิตชีวา อย่างเช่นอัลบั้มของ สลิปเพอรีเวนเวท ของบองโจวีและ เพอมาเนนท์วาเคชัน ของแอโรสมิธ ที่เขาเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ รวมถึงอัลบั้มที่เขาดูแลการผลิตทั้งหมดอย่างเช่นอัลบั้มแรกของคิงดอมคัมเป็นต้น

motley_crue_dr-_feelgood

งานแต่ละชุดของมอทลีครูมีความเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่เคยย่ำกับที่ จากดนตรีกึ่งแกลมร็อกกึ่งพังก์ในชุดแรกผ่านการขัดเกลาแบบค่อยเป็นค่อยไป มาสู่บทเพลงเน้นริฟฟ์กีตาร์ดุดันใน เกิร์ลส, เกิร์ลส, เกิร์ลส ภาพลักษณ์จากวงแกลมเมทัลสีสันฉูดฉาดเปลี่ยนมาเป็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ติดดิน สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนคติเซ็กซ์ ยาเสพติดและร็อกแอนด์โรล แต่สำหรับงานชุด ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด พวกเขางดเว้นยาเสพติดขณะทำงาน โดยได้รับคำยืนยันจากบ็อบว่าสมาชิกแต่ละคนไม่เคยเมายาระหว่างการทำงาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำตัวดีแบบนี้ได้

แต่การประกาศว่าปราศจากสารเสพติด ไม่ได้หมายความว่างดสุรา พวกเขายังดื่มจัดจนกระทั่งบ็อบ ต้องขอให้พวกเขาแยกกันบันทึกเสียงคนละที เพราะถ้ามาอยู่รวมกันแล้วเอะอะโวยวายเถียงกันน่ารำคาญ บ็อบเคี่ยวเข็นเพื่อความเนี้ยบขนาดที่เล่ากันว่าวินซ์ร้องเพลงทั้งวันแต่เอาไปใช้ได้แค่ประโยคเดียวเพราะไม่ถึงมาตรฐานของบ็อบ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดในงานชุดนี้คือเสียงกีตาร์ของมิก เขาบอกว่าสมัยทำงานกับทอมจะมีแค่ไมค์ไม่กี่ตัวกับแอมป์มาร์แชล แต่บ็อบจะทดลองอุปกรณ์มากมายเพื่อให้ได้เสียงที่ยอดเยี่ยมออกมา แต่ที่มิกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ก็ตรงที่บ็อบต้องการให้งานสมบูรณ์แบบขนาดที่ว่าเล่นโอเวอดับทับไลน์เดิม จะต้องเล่นเหมือนเดิมทุกกระเบียด แม้เสียงที่ผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย เช่นนิ้วก้อยบังเอิญไปกระทบสายนิดเดียว บ็อบผู้มีหูทองธรรมชาติบริสุทธ์ก็ยังได้ยินและบังคับให้มิกเล่นใหม่ให้เหมือนเดิมเป๊ะ ซึ่งมิกไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีแบบนี้เท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมทำตาม

“ผมฟังอัลบั้มเก่า ๆ ที่ผมชอบหลายชุด มันก็มีที่ผิดพลาดเต็มไปหมด แบบนั้นมันให้ความรู้สึกแบบมนุษย์ปุถุชนธรรมดามากกว่าเสียอีก” มิกว่าอย่างนั้น แต่ในเมื่อยอมให้บ็อบเป็นโปรดิวเซอร์ก็ต้องอยู่ในกรอบที่โปรดิวเซอร์ต้องการ

ความเปลี่ยนแปลง ที่ชัดเจนประการหนึ่งคือบทบาทของท่อนริฟฟ์และสไตล์การวางทำนองเสียงร้องที่เปลี่ยนไป จากเดิมเป็นแกลมเมทัลกลายเป็นสลีซร็อกที่ปล่อยช่องว่างให้กับท่วงทำนองของเสียงร้องและบทเพลงโดยรวมมากขึ้นแทนที่จะใช้ริฟฟ์เป็นตัวนำ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งริฟฟ์ไป เพียงแต่ละทิ้งบทบาทนำลงมาอยู่ในภาคริธึ่ม รองรับบทเพลงมากกว่าเดิม

เนื้อหาของเพลงเกือบทุกเพลงเกี่ยวพันกับเรื่องเซ็กซ์ ยาเสพติดและร็อกแอนด์โรลเหมือนเดิม แทบไม่มีเรื่องอื่นมาเจือปน คือมีแต่เพลง “ไทม์ ฟอร์ เชนจ์” แค่เพลงเดียวที่มีเนื้อหาสาระหน่อย นอกนั้นเนื้อหาแบบเดิมซึ่งในปัจจุบันต้องถือว่าตกรุ่นไปแล้ว ยิ่งเรื่องมัวเมากับเรื่องเซ็กซ์นี่โดนสกัดจากโรคเอดส์เสียจนเงียบเหงาไปพอสมควร  สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เนื้อหาเพลงเปลี่ยนไปเหมือนกัน

อัลบั้มนี้มีเพลงบัลลาดสุดฮิต “วิธเอาท์ ยู” ที่หลายคนโปรดปราน เพลงนี้เกี่ยวกันความรักและความสูญเสียคนที่รักเป็นเพลงแรกของมอทลีครูก็ว่าได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปในอดีตไม่เคยแต่เพลงหวานแหววแบบนี้มาก่อน ในอัลบั้ม เกิร์ลส, เกิร์ลส, เกิร์ลส อาจจะมีเพลงบัลลาดหวานเย็นชื่อ “ยู’วร์ ออล ไอ นี้ด” ที่หลายคนอาจจะเคลิ้มตามไปกับท่วงทำนองที่รื่นหูดูดี แต่เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับการฆาตกรรม คือฉันรักเธอแต่ถ้าเธอคิดจะไปหาคนอื่นฉันฆ่าเธอเสียดีกว่า ฉันไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ ดังนั้นการเขียนเพลง “วิธเอาท์ ยู” เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า มอทลีครูอยากทำอะไรตามใจตลาดบ้างแล้ว หลังจากที่ปล่อยให้วงดนตรีแฮร์แบนด์รุ่นน้องขึ้นถึงอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดชาร์ตแซงหน้าไปหลายต่อหลายวง

เพลงอื่นล้วนแล้วแต่มีท่วงทำนองและท่อนฮุคติดหู โดยเฉพาะเพลง “โดนท์ โก อะเวย์ แมด (จัสท์ โก อะเวย์) มีท่วงทำนองติดหูมาก แต่ดนตรีฟังหนักแน่นอย่างที่เรียกว่าป็อปเมทัล หรือ “คิกสตาร์ท มาย ฮาร์ท” ที่นิกกีเขียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเองเมื่อปีค.ศ. 1987 ระหว่างออกทัวร์ร่วมกับวงกันส์แอนด์โรเซส ขณะพักอยู่ในโรงแรม เขาไปคุยเล่นสังสรรค์อยู่ในห้องของสแลช เกิดเสพยาเกินขนาด เข้าสู่สภาวะช็อกและหัวใจหยุดเต้นเกือบสองนาที (ในรายการบีไฮด์เดอะมิวสิค เขาเล่าว่ามีประสบการณ์วิญญาณหลุดจากร่างแล้วด้วยซ้ำ) ซึ่งเรื่องนี้สแลชได้ออกมาพูดภายหลังว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนั้น

การเล่นกีตาร์เลียนเสียงเริ่งเครื่องรถจักรยานยนต์ในช่วงเริ่มเพลง เหมือนจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง “แบด มอเตอร์ สกูทเตอร์” ของมอนโทรส และท่อนริฟฟ์ก็เหมือนว่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก “เฮล เรซเซอร์” ของเดอะสวีทมาอย่างน่ากังขา ทว่าริฟฟ์เพลง “เฮล เรซเซอร์” เองก็เคยมีคนกังขาถึงความละม้ายกับริฟฟ์ “โฮล ล็อททา เลิฟ” ของเลดเซพพลินเช่นกัน และเพลง “โฮล ล็อททา เลิฟ” ก็มีข้อกังขา (แบบหมดข้อกังขาไปแล้ว) ว่าคล้ายกับ “ยู นี้ด เลิฟ” ที่วิลลี ดิกสันเขียนไว้

ก็อย่างว่า…โลกนี้อยู่ได้โดยแรงบันดาลใจและรับอิทธิพลกันมาเป็นทอด มิได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด มียอดจำหน่ายเกินหกล้านชุดในอเมริกา และขึ้นถึงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตเป็นครั้งแรก ว่ากันโดยส่วนตัวแล้วงานของมอทลีครูน่าฟังเกือบทุกชุด แต่ชุดที่เด่นที่สุดของพวกเขาก็คืออัลบั้มนี้ เพราะมันแสดงถึงการเติบโต ความฮึกเหิม ห้าว เหมือนเด็กวัยรุ่นไม่มีความรับผิดชอบใช้ชีวิตอยู่กับความสนุกสนานเฮฮาได้ตลอดเวลา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.