Black Sabbath: Heaven and hell


งานเก่าของแบล็กซับบาธยังคงทยอยออกมาเรื่อย ๆ ขายได้เรื่อย ๆ ผลงานคลาสสิกอย่างไรก็มีคนหามาฟัง แม้ว่าส่วนใหญ่คนจะมองกันว่างานของแบล็กซับบาธยุคคลาสสิกคือยุคที่ออสซี ออสบอร์นเป็นนักร้องนำ แต่ยุคที่รอนนี เจมส์ ดีโอเป็นนักร้องนำก็มองข้ามไม่ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเฮฟเวนแอนด์เฮลถือเป็นการกลับมาเกิดใหม่สดใสมากของแบล็กซับบาธ

ถึงแม้ใครต่อใครจะบอกว่ายุคคลาสสิกของแบล็กซับบาธคือยุคที่ ออสซี ออสบอร์น แต่จะปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของแบล็กซับบาธสมัยรอนนี เจมส์ ดีโอ เป็นนักร้องนำได้อย่างไร ?

ช่วงท้ายก่อนที่ออสซีจะออกจากแบล็กซับบาธ เป็นช่วงที่ตกต่ำใกล้เคียงกับคำว่าหายนะ และคงหายนะจริง ๆ ถ้าหานักร้องนำที่มีความเป็นตัวตนแข็งแกร่งมาทำหน้าที่แทนออสซีไม่ได้! ออสซีเคยออกจากวงไปช่วงทำอัลบั้มเนเวอร์เซย์ดาย ตอนนั้นได้ เดฟ วอล์คเกอร์ (เป็นที่รู้จักมาจากวงซาวอยบราวน์) รับหน้าที่ช่วงสั้น ๆ แต่ดูแล้วอนาคตไม่ค่อยสวย หลายคนหวั่นเกรงว่าอนาคตคงง่อนแง่น โทนี ไอออมมี ตรึกตรองและได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ดึงออสซีกลับมา

แต่การกลับมาของออสซีไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เป็นแค่การตอกย้ำว่าวันเวลาในการร่วมงานกับแบล็กซับบาธหมดลงแล้ว หลังทัวร์เนเวอร์เซย์ดายจบลง พวกเขาซุ่มทำอัลบั้มใหม่แต่ผ่านไปเกือบปีไม่มีอะไรคืบหน้า โทนีจึงตัดสินใจว่าจะหานักร้องนำคนใหม่มาแทน ออสบอร์น

ชารอน อาร์เดน บุตรสาวของดอน อาร์เดน ผู้จัดการวงแบล็กซับบาธเป็นคนแนะนำให้ทางวงลองติดต่อทาบทามรอนนี เจมส์ ดีโอ ซึ่งตอนนั้นเพิ่งออกจากวงเรนโบว์ของริทชี แบล็คมอร์ ให้มาเป็นนักร้องนำของวง  แต่ตัวเธอกลับตัดสินใจไปเป็นผู้จัดการให้กับออสซี (และต่อมาก็แต่งงานกัน…ทุกวันนี้เรารู้จักเธอในนาม ชารอน ออสบอร์น)

และเฮฟเวนแอนด์เฮลคือการเดิมพันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นที่ยอมรับของแฟนเพลงหรือไม่?

การเข้ามาร่วมวงของรอนนี เจมส์ ดีโอ คือการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับแบล็กซับบาธ ไม่ใช่แค่ ได้นักร้องนำคนใหม่ แต่เป็นช่วงที่แบล็กซับบาธได้สร้างสรรค์แนวทางการเล่นดนตรีแบบแผนใหม่ แตกต่างไปจากสมัยที่ออสซีเป็นนักร้องนำอีกด้วย การได้รอนนีมาช่วงนี้เป็นประโยชน์อย่างสูงต่อวง เพราะเขามีพลังในตัวเองมากพอจะเพิ่มศักยภาพให้กับดนตรีของแบล็กซับบาธ

จะเรียกว่าถ่ายเลือดใหม่หรือว่าเกิดใหม่ก็ว่าได้

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างแรกคือโทนเสียงของออสซีกับรอนนีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ออสซีมีเสียงแหลมสูง แต่รอนนีมีเนื้อเสียงห้าว ทรงพลัง

ประการต่อมาที่เห็นได้ชัดเจนคือ ในสมัยที่ออสซีเป็นนักร้องนำ เขาจะทำท่วงทำนองการร้องตามท่อนริฟฟ์ (ลองนึกเพลง “ไอออน แมน” “เอ็นไอบี” ) แต่สไตล์การร้องเพลงของรอนนีไม่ได้ยึดกับริฟฟ์กีตาร์อย่างที่ออสซีเคยทำมา เปิดเส้นทางใหม่กับแบล็กซับบาธกลายเป็นสร้างเอกลักษณ์ใหม่จากนั้นเป็นต้นมาอย่างเช่น “นีออน ไนทส์” ด้วยท่อนริฟฟ์อันเป็นเครื่องหมายการค้าของโทนี เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวแบบอัศวินสมัยโบราณ (ถ้าฟังงานในนามดีโอจะได้ยินธีมแบบนี้บ่อย ๆ) แต่สิ่งที่งานในนามดีโอไม่มีก็คือการคิดริฟฟ์ทรงพลังตามแบบฉบับของโทนี ซึ่งไม่เน้นความเร็วแต่ความหนักแน่นอยู่ในระดับต้นของวงการเมทัลที่มีคนเลียนแบบเขาเกลื่อนเมือง เป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่สมศักดิ์ศรีของแบล็กซับบาธ และยังบอกตัวตนของรอนนีที่เข้ามาเสริมทัพปรับแต่งแบล็กซับบาธว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

นี่คือรูปแบบใหม่ของแบล็กซับบาธที่ดำรงต่อมา แม้ว่าจะผ่านยุครอนนีไปแล้ว

ในช่วงที่รอนนีเข้าร่วมวง กีเซอร์ บัตเลอร์ตัดสินใจออกไปพักผ่อน เพราะมีปัญหาส่วนตัวมากมายจนต้องออกห่างจากวงไปสักพัก ตอนนั้นโทนีมองหาทางเลือกอื่น เชาให้เจฟฟ์ นิโคลส์ (มือเบสวงควอตซ์) มาเล่นเบสตอนทำเดโมเทป และเมื่อบันทึกเสียงจริง ทางวงใช้บริการ เกร็ก กรูเบอร์ อดีตมือเบสวงเอลฟ์ร่วมกับรอนนี เจมส์ ดีโอ และเป็นมือเบสวง เรนโบว์ยุคแรก โดยรอนนีเป็นคนทาบทามให้เข้ามาเป็นมือเบสแทนกีเซอร์ ส่วนเจฟฟ์หันไปเป็นมือคีย์บอร์ดแบบไม่เป็นทางการ

หลายเพลงในงานชุดนี้ เป็นแบบฉบับของรอนนีที่จะพบได้ในวงดีโอ และเขายังเป็นคนเขียนเนื้อร้องเพลงทั้งหมดในงานชุดนี้อีกด้วย นั่นหมายถึงเขาแย่งหน้าที่ของกีเซอร์มาเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะทำให้กีเซอร์ไม่พอใจก็ได้ที่โดนแย่งหน้าที่นี้ไป (ในหนังสือออรัลฮิสทอรี ดูเหมือนกีเซอร์จะไม่ค่อยชอบรอนนีเท่าไหร่) แต่ความจริงคือในขณะนั้นกีเซอร์มีปัญหาส่วนตัวจนไม่อาจร่วมวงได้ในขณะนั้น

และยิ่ง “ชิลเดรน ออฟ เดอะ ซี” ที่ขึ้นมาด้วยเสียงกีตาร์ใสสะอาด เป็นเพลงช้าออกแนวดูมเมทัล โดดเด่นด้วยภาคริธึมที่แน่นหนา เสียงกลองของ บิล วาร์ด เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจริง ๆ คือคล้ายตีกลองแบบไม่มีลูกเล่น แต่ลองฟังดูเถอะ มันจะมีเสียงกลองที่หนาและครอบคลุมไปหมด เมื่อรวมเข้ากับท่อนริฟฟ์อันทรงพลังของ โทนีทำให้งานของแบล็กซับบาธทรงพลังและเร้าใจ ถึงแม้ว่าหลายเพลงจะเป็นมิดเทมโปหรือไม่ก็ช้า ก็ไม่เกิดความรู้สึกว่าน่าเบื่อเลย

ยิ่งมาคิดว่าตอนทำอัลบั้มนี้ บิล วาร์ด ติดเหล้างอมแงม แต่ยังทำได้ถึงเพียงนี้ ต้องคารวะจริง ๆ

ส่วนเพลงเด่นของอัลบั้ม “เฮฟเวน แอนด์ เฮล” มีท่อนเบสที่น่าสนใจมาก ยิ่งเข้าคู่กับท่อนริฟฟ์กีตาร์แล้วช่วยกันผลักดันให้เสียงออกมายิ่งใหญ่ทรงพลัง และหลากหลายลีลา ลากไปจนถึงไคลแม็กซ์ในท่อนสุดท้าย งานนี้ออกทางดูมเมทัลเสียด้วยซ้ำ มีท่อนคอรัสติดหู บทเพลงมีพลังไม่เน้นความเร็วของบทเพลง แต่ละเพลงล้วนมีคุณค่าน่าฟังในตัวเอง งานนี้ระดับคลาสสิกของวงการที่ไม่ควรพลาด

….ให้บทเพลงของพวกเขาแนะนำตัวเองดีกว่า…

Black Sabbath – Heaven and Hell

Vertigo, April 25, 1980

Line Up:

  • Ronnie James Dio – vocals
  • Tony Iommi – guitar
  • Geezer Butler – bass guitar
  • Bill Ward – drums
  • Geoff Nicholls – keyboards

Track listing

  1. “Neon Knights” – 3:49
  2. “Children of the Sea” – 5:30
  3. “Lady Evil” – 4:22
  4. “Heaven and Hell” – 6:56
  5. “Wishing Well” – 4:02
  6. “Die Young” – 4:41
  7. “Walk Away” – 4:21
  8. “Lonely Is the Word” – 5:49
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.