What’s Going On


“มันเกิดอะไรขึ้น?”

ได้แต่ถามตัวเองหลังจากเกิดระเบิดแถวสีลม กลางเมืองหลวง และก่อนหน้านั้นก็มีความรุนแรงมาเป็นระยะ

ล่าสุดมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 80 คน เสียชีวิต 1 คน

ไม่ได้พูดถึงสีเสื้อหรือความนิยมทางการเมืองใดใด กำลังพูดถึงกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

และพูดถึงคนที่แสดงอาการสะใจ ไชโยโห่ร้อง

จิตใจคุณทำด้วยอะไร?

อารมณ์หงุดหงิดรบกวนเสียจนเลิกเขียนตอนต่อของเมทัลลิกาเพราะรู้สึกว่าสมาธิหดหาย งุ่นง่านแสดงอารมณ์ในเฟซบุ๊กอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสงบลง

ต่อให้ก่นด่า ประณาม สาปแช่ง มันก็ไม่อาจทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้น

คำถามคือ  มีทางจะทำอะไรให้เป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีกหรือไม่?

ไม่เชื่อในเรื่องความรุนแรง ไม่เชื่อในเรื่องประเภท War to end all Wars หรือสงครามครั้งสุดท้ายที่จะหยุดยั้งสงครามทั้งหลายทั้งมวล เพราะโลกนี้ไม่เคยมีสงครามครั้งสุดท้าย

ความรุนแรงไม่เคยสร้างสิ่งใด นอกจากความรุนแรง

และนึกถึงเพลงนี้ “ว็อตส์โกอิงออน” แต่เมื่อฟังอีกครั้งและอีกครั้ง รู้สึกว่าถ้าใส่โทสะเข้าไปจะเป็นตัวทำลายบทเพลงนี้อย่างน่าประณาม

Mother, mother
There’s too many of you crying
Brother, brother, brother
There’s far too many of you dying
You know we’ve got to find a way
To bring some lovin’ here today – Ya

Father, father
We don’t need to escalate
You see, war is not the answer
For only love can conquer hate
You know we’ve got to find a way
To bring some lovin’ here today

Picket lines and picket signs
Don’t punish me with brutality
Talk to me, so you can see
Oh, what’s going on
What’s going on
Ya, what’s going on
Ah, what’s going on

In the mean time
Right on, baby
Right on
Right on

Father, father, everybody thinks we’re wrong
Oh, but who are they to judge us
Simply because our hair is long
Oh, you know we’ve got to find a way
To bring some understanding here today
Oh

Picket lines and picket signs
Don’t punish me with brutality
Talk to me
So you can see
What’s going on
Ya, what’s going on
Tell me what’s going on
I’ll tell you what’s going on – Uh
Right on baby
Right on baby

ในเพลงบอกไว้ชัดเจน  war is not the answer / For only love can conquer hate สงครามไม่ใช่คำตอบ มีเพียงความรักจะเอาชนะความเกลียดชังได้

เจตนาที่แน่วแน่ของมาร์วิน เกย์คือการใช้ความรุนแรงไม่มีประโยชน์อะไร ต้องใช้ความรักสยบความเกลียดชัง

มาร์วิน เกย์ (Marvin Gaye) เป็นหนึ่งในนักร้องที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 60 ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกสไตล์โซล แต่พอในช่วงปี 1970 เขาก็ปฏิเสธที่จะบันทึกเสียงและออกแสดงสด เนื่องจากกำลังโศกเศร้ากับการเสียชีวิตของแทมมี เทอร์เรลล์ (Tammi Terrell) นักร้องสาวที่ร่วมงานกันในขณะนั้น (ทั้งคู่มีงานร่วมกัน 3 อัลบั้ม)

ที่น่าเศร้าคือแทมมีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุล้มบนเวทีระหว่างการแสดง ถึงแม้ว่ามาร์วินจะเข้าไปประคองโอบอุ้มเอาไว้ แต่อุบัติเหตุครั้งนั้นร้ายแรงและทำให้เธอเสียชีวิต

เหตุการณ์นั้นมันหลอกหลอนทำให้เขารู้สึกแย่จนกระทั่งคิดหันไปเล่นอเมริกันฟุตบอลละทิ้งอาชีพนักร้องที่สร้างชื่อให้เขาไปอย่างไม่ไยดี

แต่โชคดี (หรือร้าย?) ที่การคัดเลือกตัวเข้าร่วมทีมดีทรอยต์ไลอ้อนไม่ประสบความสำเร็จ

แล้วเขาก็ได้ฟังเพลง “ว็อตส์โกอิงออน” ของโรนัลโด้ เบนสัน (Renaldo “Obie” Benson) จากวง โฟร์ท็อป ซึ่งในขณะนั้นโรนัลโด้กำลังประพันธ์เพลงนี้ร่วมกับอัล คลิฟแลนด์ (Al Cleveland) แต่เพลงยังไม่เสร็จดีนัก

โรนัลโด้ เบนสันได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างตำรวจกับฝูงชนในซานฟรานซิสโก ซึ่งเข้าไปเจอมากับตัวระหว่างการออกทัวร์  มันทำให้เขาเริ่มนึกถึงความรุนแรงที่อยู่ใกล้ตัวและเริ่มคิดถึงสิ่งที่ลึกไปกว่านั้นอย่างสงครามเวียดนาม เขาตั้งคำถามถึงวัยรุ่น คนผิวดำ ผิวขาว ชนชั้นแรงงาน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?  เรากำลังทำอะไรกันอยู่?

แต่เพลงนี้ก็ไม่ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุอยู่ในอัลบั้มของวงโฟร์ท็อป โดยแรงคัดค้านคนสำคัญก็คือเบอร์รี่ กอร์ดี้ (Berry Gordy) เจ้าของบริษัทโมทาวน์ (Motown) ที่ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองซึ่งกำลังเข้มข้นอยู่ในสมัยนั้น

ช่วงนั้น (ปีค.ศ. 1968 – 1971) ดูจะเป็นปีที่ยุ่งเหยิงพอสมควรสำหรับคนอเมริกัน เพราะในขณะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังก่อสงครามเวียดนาม คนกลุ่มใหญ่ของประเทศกลับไม่เห็นด้วยที่จะส่งคนไปตายในดินแดนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

ในเมื่อความคิดเห็นมันขัดกันก็เลยมีการรวมกลุ่มกันมากมายหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง องค์กร สหภาพแรงงาน  และที่สำคัญคือกลุ่มคนผิวดำที่รวมตัวกันในนามแบล็กแพนเธอร์ (Black Panther – เป็นพรรคการเมืองด้วย) วีรบุรุษผิวดำที่โดดเด่นอย่าง มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) ด็อกเตอร์ มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ (Dr. Martin Luther King, Jr) ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง

ทุกสิ่งเหล่านี้ดูวุ่นวายสับสน และเบอร์รี กอร์ดี้ไม่อยากเอาโมทาวน์เข้าไปข้องเกี่ยว

สำหรับมาร์วิน เกย์แล้ว; เพลง “ว็อตส์โกอิงออน” นี้เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเขามาก เพราะในปีค.ศ. 1968 ญาติของเขาคนหนึ่งเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม และน้องชายของเขาก็ไปรับใช้ชาติในเวียดนามถึงสามปี ทำให้เขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสงครามและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับสงคราม ดังนั้นเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหาของบทเพลง และขอร่วมประพันธ์เพลง “ว็อตส์โกอิงออน” บางส่วน จนสำเร็จออกมา

แต่ก็เหมือนเดิม, เบอร์รี่ กอร์ดี้คัดค้านเรื่องการทำเพลงเกี่ยวกับสงครามและการประท้วงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่มากพอสมควร และไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหาอย่างเดียว ยังมีเรื่องดนตรีไม่ตรงรสนิยมของ เบอร์รี่ กอร์ดี้เอาเสียเลย จนถึงขึ้นหลุดปากบอกว่า “มันเป็นเพลงที่ห่วยที่สุดที่เขาเคยได้ฟัง”

เบอร์รี กอร์ดี้อาจจะไม่ได้หมายความตามที่เขาพูดจริง ๆ เพียงแต่เพลงมันไม่เป็นไปตามขนบและสไตล์โมทาวน์ที่สั่งสมชื่อเสียงมานาน (จะเป็นโซลออกไปทางป็อปมากหน่อย)

แต่หลังจากถกเถียงกันอย่างหนัก เบอร์รีซึ่งไม่อยากเสี่ยงกับการสูญเสียมาร์วิน เกย์ซึ่งมีฐานแฟนเพลงกลุ่มใหญ่จึงตกลงที่จะปล่อยเพลง “ว็อตส์โกอิงออน” ออกมาเป็นแผ่นซิงเกิ้ล โดยมีข้อตกลงว่าถ้าเพลงไปได้ดี เขาจะยอมให้ทำอัลบั้มต่อ แต่ถ้าไปไม่สวยอย่างที่ควรก็เลิกทำอัลบั้มเกี่ยวกับเรื่องหนัก ๆ แบบนั้นไป

และก็อย่างที่รู้กัน คือ “ว็อตส์โกอิงออน” กลายเป็นเพลงฮิตตามสถานีวิทยุ และทำให้มีอัลบั้มเต็มออกมา

มาร์วิน เกย์ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการทำเพลงที่เหลืออีก 9 เพลงออกมา โดยเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม สิ่งที่พิเศษคือการวางเสียงร้องของมาร์วิน เกย์จะใช้วิธีอัดทับเสียงตัวเอง นอกจากนี้ยังทำดนตรีโดยรับอิทธิพลมาจากดนตรีแจ๊สเข้ามาผสมกับดนตรีโซล ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้ศิลปินโมทาวน์รุ่นถัดมานำเอามาเป็นแนวทางการใช้เสียงของมาร์วิน เกย์ในเพลงนี้ทำให้เพลงดูเหมือนจะไม่รุนแรง แต่เป็นความร้าวรานเจ็บปวดมากกว่า นอกจากนี้ซาวนด์ยังแปลกไปจากสไตล์โมทาวน์ อย่างเช่นใช้คอร์ดจำพวกเมเจอร์เซเวนธ์ กับไมเนอร์เซเวนธ์ค่อนข้างมาก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นิยมในยุคนั้น

อัลบั้ม ว็อตส์โกอิงออน? เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่รีดเร้นอารมณ์ออกมาได้มหัศจรรย์ และเป็นหนึ่งในอัลบั้มยอดเยี่ยมจากโมทาวน์ภายใต้การคุมบังเหียนของเบอร์รี่ กอร์ดี้ โดยเฉพาะตัวมาร์วิน เกย์ใช้น้ำเสียงลุ่มลึกถ่ายทอดความเจ็บป่วยของสังคมเมือง ทั้งเรื่องยาเสพติด ความรุนแรง ความเปลี่ยวเหงา เรื่องของสภาพแวดล้อม ทุกสิ่งทุกอย่างที่พบได้ในเมืองใหญ่อย่างดีทรอยต์ในช่วงยุคปลาย 60 แสดงภาพของคนชั้นกรรมาชีพ คนยากจนในอเมริกาที่ต้องอยู่ในเมืองใหญ่  ราวกับเป็นบทเพลงสะท้อนความเป็นจริงของตัวตนของเรา ผ่านทางดนตรีที่มีทั้งอาร์แอนด์บี ฟังก์ แจ๊ส สปิริช่วลและป็อป

เป็นหนึ่งในเพลงโซลยุคแรกที่หันเข้ามามีเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สังคม การเมืองและยาเสพติด ซึ่งเนื้อหายังไม่ตกสมัย แม้จะฟังในสมัยปัจจุบันนี้

และยิ่งทำให้เกิดความซาบซึ้งเป็นส่วนตัว  เมื่อเกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ คืนวันที่ 22 เมษายน 2553

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.