ข้ามไปยังเนื้อหา

สดับความสงัดสี่นาทีสามสิบสามวินาทีของจอห์น เคจ


โดยทั่วไปดนตรีมักจะหมายถึงเสียง ดูอย่างพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้นิยามดนตรีว่า เสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลง, เครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก หรือ รื่นเริงเ เป็นต้น พอมาดูนิยามคำว่าเพลงก็ไม่ต่างกันมากนัก คือ สำเนียงขับร้อง, ทำนองดนตรี, บทประพันธ์ดนตรี, กระบวนวิธีรำดาบรำทวนเป็นต้น ที่น่าสนใจคือเพิ่มว่า “โดยปริยายหมายถึงแบบอย่าง”

สิ่งที่ทำให้ดนตรี (หรือเพลง) เป็นดนตรี (หรือเพลง) คือการจัดวางเสียงอย่างมีจุดมุ่งหมายโดยมนุษย์ ย้ำว่ามนุษย์ เพราะเคยมีกรณีลิงหรือช้างวาดรูป ถึงจะสวยงามยังไง ก็ไม่คิดว่ามันเป็นศิลปะ เพราะขาดการจัดวางรูปแบบและจุดมุ่งหมายโดยมนุษย์ ยกเว้นจะเป็นการจัดฉากโดยมนุษย์อย่างนั้นจะถือเป็นศิลปะ

ดนตรีก็เหมือนกัน เสียงนกร้อง เสียงน้ำตกในธรรมชาติไม่ใช่ดนตรี แต่ถ้ามีใครคิดและเอาเสียงเหล่านั้นมาใช้ มันคือเสียงดนตรี

ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะถ้าเราเข้าใจว่าดนตรีหมายถึงเสียง จะต้องเข้าใจอีกทางว่าความเงียบก็เป็นส่วนหนึ่งของเสียงด้วยเช่นกัน บิล บรูฟอร์ดเคยบอกสมัยที่มาทำเวิร์กช็อปที่กรุงเทพว่า “จังหวะไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้น แต่เป็นช่วงเวลาระหว่างเสียงที่เกิดขึ้น” ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสียงมาวางอย่างเป็นรูปแบบ การใช้เรสต์โน้ตมีความสำคัญพอกับการเลือกโน้ต

แต่ถ้าทั้งเพลงมีเพียงความเงียบงันจะถือว่าเป็นดนตรีหรือไม่

ดนตรีคลาสสิก (หรือเรียกให้ถูกคือเทรดดิชันแนลมิวสิค) เคยมีเพลงที่ใช้ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของเพลงอย่างเช่น เพลงขบวนแห่ในงานศพของชายหูหนวก (Funeral March for the Obsequies of a Deaf Man) ของอัลฟงส์ อัลเลส์ ใช้ความเงียบ 24 ห้องดนตรี ตั้งใจบรรยายงานศพของผู้ที่ไม่ได้ยินเสียง ดนตรีจึงปราศจากเสียง

หรือ “โมโนโทน-ไซเลนซ์ ซิมโฟนี” (Monotone-Silence Symphony) ของ อิฟส์ ไคล์น ที่เล่นย้ำคอร์ดเดียว 20 นาที ตามด้วยความเงียบ 20 นาที

แต่บทเพลงที่มีคนพูดถึงมากที่สุดคือ “4’33” ของจอห์น เคจ เป็นบทเพลงที่มีสามมูฟเมนท์ หรือสามองค์ ความยาว 4 นาที 33 วินาที

เป็น 4 นาที 33 วินาทีแห่งความเงียบสงัด

“4’33”” เปิดแสดงครั้งแรกที่วู้ดสต็อก นิวยอร์ค เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1952 โดยเดวิด ทูดอร์ เขาเปิดมานั่ง เปิดดูโน้ตดนตรีซึ่งเป็นเส้นบรรทัดดนตรีกั้นห้องเรียบร้อยแต่ปราศจากตัวโน้ต ใช้นาฬิกาจับเวลา เริ่มเมื่อเปิดฝาครอบลิ่มเปียโนก็คือการเริ่มองค์ที่ 1 เมื่อปิดฝาครอบลิ่มเปียโนคือจบองค์

นั่งเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียง

ชื่อเพลง 4 นาที 33 วินาทีเป็นตัวบอกความยาวเพลง จอห์น เคจเล่าภายหลังว่าเขาเลือกที่จะทำเพลง 4’33’’ ด้วยเหตุผลว่าความยาวเท่านั้นคือความยาวของเพลงป็อปทั่วไป

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า จอห์น เคจ ไม่เชื่อว่ามันจะมีความเงียบที่แท้จริงเกิดขึ้นแม้ในขณะที่เครื่องดนตรีไม่บรรเลง มันก็มีเสียงอื่นอยู่รอบตัวเรา ขณะที่ 4’33” บรรเลง มันก็มีเสียงอื่น เช่นเสื้อผ้าเสียดสีจากคนข้าง ๆ ขยับ เสียงกระแอม เสียงพลิกกระดาษ มากมายนับไม่ถ้วน

โรเบิร์ต โรเชนเบิร์ก เพื่อนศิลปินของเคขเพิ่งผลิตงานที่น่าจดจำมาชุดหนึ่ง คือ “สีขาว” เป็นผ้าใบขาวสะอาด… ตามมาด้วย “สีดำ” ประมาณปี 1951 ก่อน 4’33” จะออกแสดง แต่เผยแพร่หลังภาพ “สีเดียว” (โมโนโครม – Monochrome) ของอีฟส์ ไคล์น (ผลงานคล้ายกัน แต่แนวคิดคนละแบบ) น่าสนใจคือผลงานของอิฟส์ ไคลน์ จอห์น เคจ โรเบิร์ต โรเชนเบิร์ก และลา มอนท์ ยัง สร้างงานมาคล้ายกันทั้งที่แนวคิดต่างกัน

ถ้ามองงานของโรเบิร์ต โรเชนเบิร์กกับจอห์น เคจ สองคนนี้มีแนวคิดเรื่องเดียวกัน โรเบิร์ต โรเชนเบิร์กอธิบายว่า ผ้าใบขาวสะอาด แท้จริงมันไม่ได้ว่างเปล่า คนดูในห้อง หรือคนที่กำลังดูอยู่คือส่วนหนึ่งของภาพ เช่นเดียวกับจอห์น เคจที่มองว่าเสียงรอบตัวขณะการแสดง แม้เสียงดนตรีจะหยุดนิ่งแต่จริง ๆ ยังมีเสียงอยู่

ในช่วงเวลานั้นทั้งสองคนกำลังสนใจศึกษาปรัชญาตะวันออก ทั้งพุทธ ฮินดู และเซน บางที สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการศึกษาปรัชญาเหล่านั้นจะสะท้อนออกมาในงานศิลปะที่พวกเขาทำ

4’33” คือแนวคิดใหม่ จะเรียกว่าการทดลอง หรือการค้นพบทฤษฎีใหม่ก็ตามแต่ นี่คือจุดเปลี่ยนที่แสดงทัศนคติของจอห์น เคจได้ชัดเจนมาก การที่เราตั้งใจฟังดนตรี เราจะไม่สนใจเสียงอื่น แต่ 4’33” คือการให้คนฟังสนใจฟังเสียงรอบตัว…ถ้าเขาใส่ใจจะฟัง

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอ 4’33” ครั้งแรก จบลงด้วยข้อโต้แย้งหลายประการ เช่นนักวิจารณ์บางคนคิดว่านี่คือการดูถูกคนฟัง เรื่องนี้จอห์นปฏิเสธเสมอว่าเขาไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น และถ้าเราศึกษาผลงานของจอห์น เคจเรียงตามลำดับมา จะเห็นทิศทางพัฒนาของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จอห์น เคจ ขอแนะนำสั้น ๆ ว่าเขาเป็นคนบุกเบิกดนตรีคลาสสิกแนวทดลอง คำว่าทดลองนี้ทดลองจริง ๆ คือทั้งทดลองกับเครื่องดนตรีเพื่อให้ได้เสียงที่แปลกออกไป (รวมถึงนำเสียงที่ไม่ใช่เสียงจากเครื่องดนตรีมาใช้เป็นเครื่องดนตรี) และการทำเพลงในแบบ “นอกกรอบ” คำว่า “นอกกรอบ” นี้ ตรงตามตัวอักษร คือ จอห์น เคจ รู้จักกรอบของดนตรีเทรดดิชันแนลเป็นอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงเอามาปรับเปลี่ยนใส่ทฤษฎีของตัวเอง เขาเคยศึกษาเรื่องดนตรีกับอาร์โนลด์ เชินแบร์ก อัครศิลปินผู้รังสรรค์ทฤษฎี 12 โทน ซิสเต็ม (12 tone system) ซึ่งใช้กันอยู่ทุกวันนี้ (ถ้าคุณฟังแธรชเมทัล หรือแม้แต่ไกรน์คอร์ คุณกำลังรับรู้บางส่วนของทฤษฎี 12 โทนซิสเต็ม /อโทนัลลิตี โดยไม่รู้ตัว)

จอห์น เคจศึกษาดนตรีกับอาร์โนลด์ เชินแบร์กประมาณ 2 ปี เกิดความคิดขัดแย้งในเรื่องปรัชญาทางดนตรีเขาจึงปลีกตัวออกจากอาร์โนลด์ เพราะอาร์โนลด์ไม่เห็นด้วยกับความคิด “นอกกรอบ” ของจอห์น เพราะอาร์โนลด์ยังให้ความสำคัญกับการเรียบเรียงเสียงประสาน (ฮาร์โมนี) แต่สำหรับจอห์น เคจเขาเริ่มคิดเรื่องจังหวะ (ริธึม) เขาเขียน ควอเต็ต, สำหรับเครื่องเคาะสี่ชิ้น (Quartet, for any four percussion instruments – 1935) กับ ทรีโอ, สำหรับเครื่องเคาะสามชิ้น (Trio, for three percussionists – 1936) และเริ่มแนวคิดว่า เสียงที่ไม่ใช่เสียงดนตรีมีความเสนาะโสตเทียบเท่ากับเสียงดนตรีอื่น ซึ่งผลงานสำคัญถัดมาคือภูมิทัศน์จินตนาการหมายเลข 1 (Imaginary Landscape No. 1 -1939) เขาทำเสียงที่ไม่ใช่เสียงเครื่องดนตรีมาทำเป็นดนตรี (และนี่คือเพลงอิเล็กทรอนิกเพลงแรก ๆ ของโลก)

จอห์น เคจให้ความสำคัญกับเสียงทุกเสียง แม้จะไม่ใช่เสียงมาตรฐานทางดนตรี ยกตัวอย่างเช่นระดับเสียง ปัจจุบันเรายอมรับมาตรฐานโน้ตเอ – 440 มาตรฐานนี้เพิ่งยอมรับช่วงต้นศตวรรษ 19 นี่เอง ความหมายของมาตรฐาน เอ-440 คือโน้ตเอเหนือโน้ตซีกลาง (middle C) จะมีความถี่ 440 เฮิร์ตซ แต่ ย้อนกลับไปศตวรรษ 17 โน้ตเอแต่ละที่เสียงไม่เท่ากัน พบว่าเสียงเอมีตั้งแต่ความถี่ 309 เฮิร์ตซ  ถึง 455 เฮิร์ตช ถ้าเราไปจำกัดว่าเสียงที่ถูกต้องคือเอต้องเป็น 440 เฮิร์ตช หมายความว่าหากใครเล่นโน้ตเอความถี่ 350 หรือ 450 คือเล่นโน้ตเพี้ยน เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นเสียงรบกวน

จอห์น เคจจึงหันไปให้ความสำคัญกับจังหวะแทนที่จะเป็นเรื่องของเสียงประสาน เขาประพันธ์บัคคาเนล (Bacchanale – 1938) เพื่อใช้กับเปียโนที่โดนดัดแปลงเอาบางอย่างไปขัดไว้ในสายเปียโน ทำให้เสียงออกมาเหมือนเล่นเครื่องเคาะ

ก็คงเป็นแบบนี้อาร์โนลด์ เชินแบร์กถึงคิดว่าที่จอห์น เคจทำใช้ไม่ได้เพราะอาร์โนลด์ยังคงเชื่อในเรื่องการเรียบเรียงเสียงประสาน และภายหลัง อาร์โนลด์อ้างอิงถึงเคจในแง่อัจฉริยะผู้คิดค้นสิ่งใหม่ แต่ไม่ใช่ในฐานะนักประพันธ์เพลง (ถ้ามีเวลาจะเอาคำอธิบายความแตกต่างที่อาร์โนลด์ เชินแบร์กอธิบายถึงจอห์น เคจมาเขียนให้อ่าน)

ทีนี้ ลองกลับไปฟังที่จอห์น อธิบายแนวคิดของเขาอีกครั้ง (ในลิงค์วิดีโอด้านบน) เขาบอกว่าเสียงมันก็คือเสียง มันไม่ได้พูดกับคนฟังอย่างที่คนคิด ปัญหาคือถ้าดนตรีไม่ใช่การสื่อสารจากผู้ประพันธ์เพลงสู่คนฟัง แล้วมันจะเป็นอะไร

ก็พอดีว่าช่วงกลางทศวรรษ 1940 เขามีลูกศิษย์ชาวอินเดีย ซึ่งในทางกลับกัน ลูกศิษย์คนนั้นสอนดนตรีอินเดียให้เขา รวมถึงความเชื่อของทางฮินดูเกี่ยวกับดนตรีในฐานะสื่อกลางทำให้จิตสงบเพียงพอที่จะเปิดรับการติดต่อจากเทพเจ้าทั้งหลาย และเขาก็สนใจปรัชญาอินเดียมากจนไปศึกษากับอนันดา กุมาราสวามี อาจารย์ผู้สอนปรัชญาฮินดูผู้โด่งดัง

ผลงานช่วงที่เขาศึกษาปรัชญาฮินดูก็คือโซนาตาและอินเทอร์ลูดส์ 20 บท ช่วงปีค.ศ. 1946 – 1948 เขาบันทึกวิธีการดัดแปลงเปียโนไว้ถึง 45 วิธีเพื่อจะใช้เล่นโซนาตาและอินเทอร์ลูดส์ของเขา อย่างเช่น ใช้ยางลบคั่นสายเปียโน และใช้วิธีคำนวณความยาวของเสียงแบบใหม่ทำให้เรื่องห้อง (bar) ดนตรีไม่ใช่เครื่องกำหนดกั้นแบบเดิม (เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องเขียนต่างหาก)

ความจริงแล้ว ดนตรีเทรดดิชันแนลมิวสิคของโลกตะวันตกในสมัยก่อนยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาเองก็เกี่ยวกับศาสนาโดยตรงแบบเดียวกับดนตรีเก่าแก่ของฮินดู  การแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประพันธ์เข้าไปในบทเพลงเพิ่งเริ่มในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา

เชื่อว่าด้วยเหตุนี้ทำให้เคจหันมาสนใจปรัชญาและศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะปรัชญาทางฝ่ายตะวันออกเช่น เซน ในช่วง 1948 – 1951 เขาได้ประพันธ์ภูมิทัศน์จินตนาการหมายเลข 4 (Imaginary Landscape No. 4) กับดนตรีเปลี่ยนแปลง (Music of Change) ในปี 1951 เขาใช้หลักการทางพุทธมหายาน (ลัทธิเต๋า) เข้ามาสร้างหลักการเขียนเพลงใหม่

ภาวะ “ซาโตริ” หรือ การรู้แจ้ง เป็นสิ่งแวดล้อมสำคัญสำหรับทัศนคติของจอห์น เคจตั้งแต่ช่วงนั้น เขาเริ่มค้นหาความสงบ หลุดพ้นจากความชอบและชัง  เพราะความชอบและชังเป็นสิ่งกักขังล่อหลอกให้เวียนวนอยู่ในกำแพงของตัวเอง การที่คุณชอบ(หรือชัง) สิ่งใดสิ่งหนึ่งคือการเอากรอบอคติไปใส่ในสิ่งนั้น ทำให้ความคิดคับแคบ ในภาวะแบบนั้นไม่มีทางพบความสงบที่แท้จริง

แล้วดนตรีแบบไหนจึงจะหลุดพ้นจากความชอบและชัง ที่ไม่ได้ตอบสนองต่อความเริงรมย์ และไม่เป็นสื่อกลางการถ่ายทอดความคิด ความคิดใดใดที่เกิดขึ้นจากการได้ฟัง ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของผู้ฟัง ซึ่งผูกพันประสบการณ์ ความหยั่งรู้

ดนตรีไม่ใช่เครื่องมือพาคนหลบหนีจากธรรมชาติ หรือจากชีวิต

ในช่วงปลายทศวรรษค.ศ. 1940 จอห์น เคจสนใจงานของอิริก ซาที ศิลปินผู้สรรค์สร้าง “เฟอร์นิเจอร์ มิวสิค” อย่างเช่นเพลงเวซาชันส์ (Vexations) ปีค.ศ. 1893 เป็นท่อนเปียโนสั้น ๆ ที่เล่นซ้ำกัน 840 ครั้ง ด้วยแนวคิดว่ามันคือดนตรีแบ็กกราวน์ที่คนได้ยินแต่ไม่ได้สนใจจะฟังมันจริง ๆ ลองนึกถึงเวลาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าหรือรับประทานอาหารในร้านบางแห่งจะเปิดดนตรีคลอ เราไม่ได้สนใจจะฟังเพลงนั้น ได้ยิน แต่ไม่ได้ใส่ใจ นี่คือแนวคิดของอีริก ซาที

และนี่คือเนื้อหาของ 4’33” ที่จะทำให้คนฟังเปิดใจรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว จากความคิดที่ว่าผู้ประพันธ์ดนตรีคือผู้วางกรอบกำหนดเสียง ซึ่งจะตัดเสียงที่ไม่ต้องการออกไป กลายเป็นว่า เสียงทุกเสียง แม้แต่เสียงที่ผู้ประพันธ์เพลงไม่ต้องการหรือไม่รู้ว่ามีอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเพลง

ดังนั้นภายใต้ความสงัดสี่นาทีสามสิบสามวินาที ได้ซ่อนปรัชญา ทัศนคติ และการบุกเบิกสิ่งใหม่ให้กับวงการดนตรีอย่างเกริกก้อง ครึกโครม ถึงทุกวันนี้

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: