R.E.M.


“ถามว่าผมเคยคิดจะลาออกจากวงมั้ยนะหรือ? ใช่ ผมคิดมาประมาณ ๒๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว” – ไมเคิล สไตป์

ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๐๑๑ วง R.E.M. ก็ประกาศยุบวงหลังจากตั้งวงกันมา ๓๑ ปี

ระหว่างการทัวร์ครั้งล่าสุด และขณะที่เราทำ Collapse Into Now และมาร่วมกันรำลึกความหลังกับเพลงฮิต  เราเริ่มถามตัวเอง,’ แล้วจะทำอะไรต่อ?” ไมค์ มิลส์ (Mike Mills) เขียนอธิบายเหตุผล (อ่านข้อความเต็มของเขาและคนอื่นได้ที่เว็บของ R.E.M.)

ย้อนกลับไปสู่อดีตแบบย่นย่อ  เพื่อเป็นการสดุดีต่อวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกที่ยิ่งใหญ่วงหนึ่งในโลกใบนี้.

จากวงใต้ดินสู่ท้องฟ้ากว้างไกล

ในอายุ ๑๕ ปี ไมเคิล สไตป์ (Michael Stipe) หันมาฟัง แพ็ตตี้ สมิธ (Patti Smith) และหลงใหลจนยกให้ สมิธ เป็นศิลปินในดวงใจ เขาเริ่มต้นเขียนบทกวี และเล่นดนตรี ต่อมา ขณะที่เขาเป็นนักศึกษาอยู่ที่ University of Georgia ก็ได้รู้จักกับ ปีเตอร์ บัค (Peter Buck)

“ไมเคิล เป็นคนเงียบๆ แต่ก็มีอะไรบางอย่างน่าสนใจ” ปีเตอร์ บัค รำลึกความหลัง เมื่อเขาได้พบสไตป์ในช่วงแรกๆ  สมัยที่เขาทำงานอยู่ที่ร้านขายแผ่นเสียง Wuxtry และ สไตป์เป็นลูกค้า “เขามีเซ้นส์ทางแฟชั่นแปลกๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเท่มาก”

และจากนั้นสไตป์ก็ได้รู้จัก ไมค์ มิลส์ และ บิล เบอร์รี่ (Bill Berry)           และวง R.E.M. ก็ได้เปิดแสดงครั้งแรกในวันที่ ๕ เมษายน ๑๙๘๐ ที่ St. Mary’s Episcopal Church, ในเอเธนส์, จอร์เจีย บ้านเกิด.

ในปี ๑๙๘๑ พวกเขาก็ออกซิงเกิ้ลแรก “Radio Free Europe” กับบริษัทเล็กๆ ชื่อ Hib Tone และมันประสบความสำเร็จด้วยดี นำไปสู่การเซ็นสัญญากับบริษัท I.R.S. Records  และพวกเขาก็ได้บันทึกเสียงเพลงนี้ใหม่และนำไปไว้ในอัลบั้ม Murmur

R.E.M ได้ชื่อว่าเป็นวงประชาธิปไตย คือทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงเท่าเทียมกัน และจากที่ซ้อมดนตรีด้วยกันในเดือนมกราคม ๑๙๘๐ พวกเขาค่อยๆ ขยับสถานะจากวงดนตรีใต้ดิน มาสู่วงระดับหัวแถวในอัลบั้ม Out of Time (๑๙๙๑) และตามมาด้วย Automatic for the People (๑๙๙๒)

“Radio Free Europe” เวอร์ชั่นจากอัลบั้ม Murmur

พวกเขาออกอีพี Chronic Town กับบริษัท I.R.S. Records ในปี ๑๙๘๒ มันเป็นอี.พี. ที่ประสบความสำเร็จพอประมาณ

“Wolves, Lower” จากอีพี Chronic Town

ออกงานชุดแรก Murmur ในปี  ๑๙๘๓ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มบุกเบิก อัลเทอร์เนทีฟ ร็อก ที่แตกต่างไปจากวงร็อกอื่นๆ ในยุคนั้นที่เสียงกีต้าร์จะเน้นดุๆ แตกพร่า แต่ ปีเตอร์ บัค เล่นกีต้าร์ด้วยเสียงใส กังวาน สไตล์ จังกลี แบบที่ The Byrds เคยทำเอาไว้.

ตามด้วย Reckoning ในปี ๑๙๘๔ ซึ่งในชุดนี้ บัค บอกว่าพวกเขากำลังมีไฟ และกระหายที่จะทำงานใหม่เร็วๆ และทำงานชุด Reckoning เสร็จใน ๑๖ วัน (แต่ในปกอัลบั้มเขียนว่า ๑๔ วัน)  โดย ดอน ดิกสัน (Don Dixon) กับ มิทซ์ เอสเตอร์ (Mitch Easter) โปรดิวเซอร์พยายามเก็บความสดแบบเล่นกันสดๆ เอาไว้ในงานนี้

ดิกสัน ได้ไปดู R.E.M. แสดงสด และประทับใจกับเสียงกีต้าร์แรงๆ ของปีเตอร์ บัค เวลาแสดงสดที่ต่างไปจากที่บันทึกเสียงไว้ในอัลบั้ม Murmur จึงพยายามจะให้ บัค เล่นแบบนั้นในอัลบั้ม แต่ทั้งวง R.E.M. และทาง I.R.S. คิดว่าเสียงกีต้าร์มันแรงเกินไป.

มีเรื่องเล่าว่า ที่พวกเขาพยายามบันทึกเสียงงานชุดนี้ให้เสร็จเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทางบริษัท I.R.S. เข้ามายุ่งกับบทเพลงของพวกเขา  เพราะผู้บริหารของ I.R.S แนะนำให้ทางวงหันมาทำเพลงที่ “พาณิชย์” มากขึ้น และพยายามกดดันให้โปรดิวเซอร์ปรับซาวนด์ในอัลบั้มให้ “ขาย” มากขึ้น ถึงขนาดที่ว่า เจย์ โบเบิร์ก (Jay Boberg) ประธานบริษัทมาถึงห้องบันทึกเสียงด้วยตัวเอง แต่โปรดิวเซอร์ทั้งสองก็ยังคงแนวทางเดิมของวงเอาไว้.

เมื่อมองย้อนหลังกลับไป ปีเตอร์ บัค รู้สึกขอบคุณที่โปรดิวเซอร์ยังคงดำเนินตามแบบเดิมเอาไว้ และเป็นคนกลางระหว่างวงกับบริษัท ไม่ให้ต้องปะทะกันโดยตรง.

“So. Central Rain (I’m Sorry)”

งานชุด Fables of the Reconstruction ออกมาในปี ๑๙๘๕ มีการเปลี่ยนซาวนด์ดนตรีเล็กน้อย

“Driver 8”

งานชุด Lifes Rich Pageant ออกมาในปี ๑๙๘๖

“Fall on Me”- เพลงโปรดของไมเคิล สไตป์

งานชุด Document ออกมาในปี ๑๙๘๗ ร่วมงานกับ สก็อต ลิทท์ (Scott Litt) เป็นครั้งแรก และร่วมงานกันต่อมาอีก ๑๐ ปี เป็นช่วงขาขึ้นของ R.E.M ความเข้มทางดนตรีและการเน้นเนื้อหาสาระของงานชุดนี้ทำให้ Lifes Rich Pageant แทบจะกลายเป็นเพลงฟังสบายๆ เอาสนุกไป น่าจะเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ของทางวง

“It’s The End Of The World”

งานชุด Green ออกมาในปี ๑๙๘๘  ย้ายบริษัทมาอยู่กับ Warner Bros.

“Orange Crush”

งานชุด Out of Time ออกมาในปี ๑๙๙๑

“Losing My Relegion”

งานชุด Automatic for the People ออกมาในปี ๑๙๙๒ ยังตอกย้ำความสำเร็จเดิมด้วยสไตล์ป็อป แต่ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ ทำให้ ไมเคิล สไตป์ เริ่มเบื่อหน่าย และให้สัมภาษณ์น้อยลง แถมยังโกนหัว มีข่าวลือ(ในตอนนั้น) ว่าเขาเป็นเกย์ ก่อนที่เขาจะขึ้นหน้าปกนิตยสาร Out (นิตยสารเกย์) เพื่อเปิดตัว…

หลังจากนั้นก็มีข่าวลือว่า ไมเคิล สไตป์ ติดเชื้อ HIV

ช่างเป็นช่วงเวลาวุ่นวายของ R.E.M.

“Everybody Hurts” เพลงที่งดงามมากของ R.E.M.

งานชุด Monster ออกมาในปี ๑๙๙๔

“Crush with Eyeliner”

งานชุด New Adventures in Hi-Fi ออกมาในปี ๑๙๙๖

“E-Bow the Letter”

หมาสามขา

บิล เบอร์รี่ หมดสติขณะกำลังเล่นคอนเสิร์ตในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ๑๙๙๕ และถึงจะกลับมาทำงานต่อได้  เขาก็ตัดสินใจลาออกถาวรในปี ๑๙๙๗ เพื่อไปนำฟาร์มในบ้านเกิดแทน

ไมค์ สไตป์ ปล่อยวาทะไว้ในครั้งนั้นว่า “หมาสามขา มันก็ยังเป็นหมา เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีการวิ่งใหม่”

“มันก็ไม่แย่เท่าไหร่นะ อย่างน้อยผมก็คิดว่าเราเป็นหนึ่งวงที่ยังทำงานดีๆ ได้ในช่วงสุดท้ายของอาชีพ” ปีเตอร์ บัค บอก

การลาจากของ บิล เบอร์รี่ ส่งผลต่อ R.E.M. บ้าง เมื่อพิจารณาว่าเขาคือคนที่สร้างท่วงทำนองให้กับวง (อย่าง Everybody Hurts) ผลงานแรกหลังจากเบอร์รี่ลาออกก็คือ งานชุด Up ออกมาในปี ๑๙๙๘  ดนตรีมีทิศทางที่หันไปหาดนตรีอิเล็คทริกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างใน “Daysleeper” สำหรับคนชอบซาวนด์อคูสติกอย่างในช่วงที่พวกเขาทำ Automatic for the People อาจจะรู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่  แต่บทเพลงก็ยังเป็น R.E.M. เหมือนเดิม

“Daysleeper”

“At My Most Beautiful” – ไมเคิล สไตป์ บอกว่าเขาอยากจะเขียนเพลงให้มันงดงามและอ่อนโยนที่สุดในเพลงนี้

งานชุด Reveal ออกมาในปี ๒๐๐๑ ซึ่งเริ่มเป็นช่วงขาลงของพวกเขา ในช่วงระหว่างอัลบั้ม Up และ Reveal สไตป์ให้สัมภาษณ์ว่า บัค ไม่ค่อยเข้าร่วมกับวงเท่าไหร่ ส่วนบัคเองก็ให้สัมภาษณ์ว่าเวลาอยู่ในวงเหมือนกับ สไตป์ กับ มิลล์ อยู่ข้างหนึ่ง และเขาอยู่อีกข้างหนึ่ง ทำให้เกิดเสียงลือว่าอาจจะมีการลาออกจากวงเกิดขึ้น

“Imitation of Life”

งานชุด Around the Sun ออกมาในปี ๒๐๐๔ อัลบั้มนี้กลายเป็นงานที่ล้มเหลวทางการตลาดที่สุดของ R.E.M. ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นถึงอันดับ ๑ ในอังกฤษ แต่มันไม่ติด ๑๐ อันดับแรกในบ้านเกิด และมันกลายเป็นงานที่ขายได้น้อยที่สุด

“โดยส่วนตัว ผมเกลียดอัลบั้มนั้นเลยล่ะ…” ปีเตอร์ บัค บอกพร้อมหัวเราะ … “ ไม่หรอก ไม่ได้เกลียดตัวอัลบั้ม แต่เกลียดความจริงที่ว่า มันไม่ออกมาดีอย่างที่มันควรจะเป็น มันไม่ใช่ว่าเป็นจินตภาพที่ล้มเหลว แต่มันเนียนและขัดเกลาแต่งเติมมากเกินไป”

“บางทีอาจจะเพราะว่าเราเหนื่อยเกินไป  คุณทำงานอัลบั้มใหม่อยู่ แต่แล้วระหว่างนั้นก็ต้องหยุดเพื่อทำอัลบั้มรวมฮิตอีก ต้องออกทัวร์เพื่อโปรโมท (รวมฮิต) จากนั้นก็กลับมาและพยายามตั้งสมาธิทำอัลบั้มกันต่อ…มันเป็นบทเรียนบทหนึ่งน่ะ” ไมค์ มิลส์ อธิบาย

“ปีเตอร์ไม่มีความสุขกับงานชุดนั้น แต่ผมคิดว่าปีเตอร์ลืมไปว่าเราทำ Around the Sun แล้วเราก็ตัดสินใจไปทำ Best Of ซึ่งมันต้องใช้เวลานาน เป็นกระบวนการที่ยืดเยื้อ เรายังคงมีเป้าเหมาแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำความเข้าใจกันให้ดีอย่างที่เราต้องการเพื่อที่จะทำอัลบั้มเยี่ยมๆ สักชุด ผมคิดว่าวัตถุดิบสำหรับอัลบั้มนั้นมันเยี่ยม แต่ว่ามันออกมาดีกว่าเวลาที่เราเล่นมันบนเวที ไม่ใช่ในอัลบั้มนั้น” สไตป์ ออกความเห็น

“Leaving New York”

อัลบั้ม Accelerate ออกมาในปี ๒๐๐๘ เหมือนกับเป็นการเดินในทิศทางที่ต่างจาก Around The Sun ที่บัคไม่ชอบ  เพราะงานชุดนี้ทำแบบสดๆ ใช้เวลาสั้น และทำให้แฟนเพลง R.E.M. รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง

“Supernatural Superserious”

อัลบั้ม Collapse into Now ออกในปี ๒๐๑๑ และเป็นสตูดิโออัลบั้มสุดท้ายของวง เมื่อพวกเขาประกาศยุบวง.

“Oh My Heart”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.