เกริ่นนำก่อนฟังลูลู


“มันเป็นเรื่องราวทางจิตวิทยา…” ลู รี้ด อธิบายคอนเซ็ปต์ของอัลบั้ม “มันเป็นจิตวิเคราะห์บุคลิกภาพ แรงจูงใจ และความรู้สึก…เหมือนวิธีที่นักแสดงชอบบทบาทการแสดงที่พวกเขาสวมรอยอยู่ เพราะคุณจะเป็นใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวคุณเอง และคุณก็ปล่อยตัวไปกับมัน? (หัวเราะ) คุณฆ่าใครสักคนแล้วคุณก็ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง โอเค จบ คุณกลับบ้าน…”

ลู รี้ด กำลังพูดถึงงานล่าสุดของเขาลูลูซึ่งเป็นการร่วมงานกับยอดวงเมทัลแห่งยุคสมัย เมทัลลิกา

เมื่อมีข่าวว่าลู รี้ดจะทำงานกับเมทัลลิกาคงทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอด้วยจิตระทึกในดวงหทัย…

ขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนที่ไม่เคยฟังเพลงของเขามาก่อน  (บ้างอาจจะได้ยินชื่อของเขาครั้งแรกเมื่อเห็นข่าวคู่กับชื่อเมทัลลิกา)

ถ้าอย่างนั้น ลู รี้ด เป็นใครมาจากไหน?

สรุปอย่างย่อ  ลู รี้ด นี่ล่ะโคตรพ่อพังก์ทุกสถาบันทั่วโลก!

จุดเริ่มต้นการร่วมงานระหว่าง ลู รี้ด กับเมทัลลิกาเริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2009 ที่เมดิสัน สแควร์การ์เดน เมื่อเขาและเมทัลลิกาขึ้นมาบรรเลงเพลงร่วมกันในงานฉลอง 25 ปีร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ในวันนั้นเล่นเพลง “สวีตเจน” และ “ไวท์ไลต์/ไวท์ฮีต” (ของเดอะเวลเวตอันเดอกราวนด์) และนั่นทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักและพัฒนาความสัมพันธ์จนกระทั่งตัดสินใจร่วมงานกันในที่สุด.

ลู รี้ด เตรียมเพลงทำละครเวทีเรื่อง ลูลู ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ.2009  แต่เมื่อมีการพูดคุยและเจรจาเรื่องการทำงานร่วมกัน เขาก็เสนอบทเพลงที่เตรียมไว้ทำ ลูลู ให้เมทัลลิกาลองฟัง  ณ เวลานั้นไม่มีอะไรแน่นอนว่าพวกเขาจะตอบตกลงทำงานชุดนี้หรือไม่.

อย่าลืมว่าสไตล์ของ ลู รี้ด กับเมทัลลิกามันต่างกัน

“ลาร์ส กับ ผมนั่งฟังในคอนโทรลรูม…” เจมส์ เฮ็ทฟิลด์เล่า  “…มันมีเสียงอคูสติกกีต้าร์ เราหลับตาแล้วฟังมันอย่างตั้งใจแยกแยะสิ่งที่ได้ยิน มันเป็นอะไรนะ? เสียงร้อง หรืออาจจะเป็นเสียงสะท้อนของคำบางคำที่เขาร้องออกมา มีเสียง คอนตินุ่ม (คีย์บอร์ดแบบหนึ่ง) ซึ่งอาจจะเล่นซ้ำๆ กันซักสองสามรอบ อ๊ะ หรือว่าจะเป็นริฟฟ์?  มันสนุกมากและไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย”

ขณะที่ลาร์สกับเฮตฟิลด์กำลังสนุกกับการฟังเดโมของ ลู รี้ด ทางฝ่ายลูกลับไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่

“ต้องบอกตามตรงว่าผมกลัว…” ลู รี้ดเล่า “มันมีเหตุผลมากมายที่ผมยกมาอ้างที่จะไม่ทำมันต่อไปก็ได้ เกือบทุกคนที่ผมรู้จักบอกผมว่า ถ้าคุณต้องการจะจบบทบาทอาชีพของคุณละก็….ผมก็ได้แต่บอกว่า มันเป็นปัญหาที่ผมเป็นอยู่มาตลอดชีวิตของผมนั่นแหละ ผมเคยพูดมานานแล้ว และดูเหมือนว่าจะเป็นการอวดโอ่ตัวเองอยู่สักหน่อย ที่ผมไม่อยากจะพูดในที่สาธารณะมานาน  แต่…เอาเถอะ คุณดู ลาสต์เอ็กซิตทูบรูคลิน สิ หรือ ดู ฮาวล์, รีเควียมฟอร์อะดรีม แค็ตออนอะฮ็อตทินรูฟ ผมหมายถึงว่าทำไมคุณจะทำแบบนั้นในดนตรีร็อก โดยที่มันยังร็อกอยู่ไม่ได้? ผมชอบแบบนี้ และจะไม่ละทิ้งสิ่งที่ผมชอบ ผมอยากทำมันกับพวกเขาด้วย Lulu ต้องการความสนใจในการผสมผสานระหว่างพลังและความอ่อนไหว ไม่เช่นนั้นมันก็คือหายนะ…มันอาจจะเป็นเศษเสี้ยงของงานศิลป์  แต่มันเขียนโดยคนร็อก  และคนร็อกก็แสวงหาพลัง, ความจริงใจ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เห็น มันเป็นความฝันของผมที่จะเป็นจริง ถ้าหากพวกเขาฟังมันในวิถีที่ผมฟัง และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

ลูลูได้แรงบันดาลใจมาจากบทละครเมื่อปีค.ศ. 1895 เรื่องเอิร์ดจิสต์ (Erdgeist แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ความว่า “เอิร์ธสปิริต”) ของแฟรงก์ เวเดคิน (Frank Wedekind) เรื่องเอิร์ดจิสต์นี้ดังมาก มีภาคต่อคือแพนโดราส์บ็อกซ์ ทั้งสองเรื่องเมื่อนำมารวมกันได้กลายเป็นละครเวทีและโอเปราภายใต้ชื่อ ลูลู และเคยทำเป็นภาพยนตร์และสร้างสรรค์ออกมาในหลากหลายรูปแบบ

(สำหรับเรื่องราวอย่างย่อ ของเรื่องนี้ จะมีตัวละครสำคัญก็คือ ลูลู ที่ใช้ชีวิตในคณะละครสัตว์  และได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่โดยนักหนังสือพิมพ์ผู้ร่ำรวยให้เธอได้รับการศึกษาและนำพาชีวิตเธอไปสู่สังคมอีกระดับ… แต่การใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณดั้งเดิมของเธอทำให้เกิดเรื่องราวมากมายเรื่องราวของตัณหา ความทะเยอทะยาน ความเพ้อฝัน จนทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับเธอต้องเสียชีวิต และสุดท้ายเธอก็ต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของแจ็ค เดอะริปเปอร์…)

การเขียนและบันทึกเสียงเพลง เริ่มทำในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 จากบทเพลงในสไตล์ของลู รี้ด ออกทางมินิมอลแอมเบียนต์เน้นบรรยากาศและอารมณ์บทเพลงเวิ้งว้างมันต่างจากสไตล์เมทัลของเมทัลลิกาเหลือเกิน แต่ส่วนสำคัญคือเนื้อร้อง จะมาจากลู รี้ด ซึ่งเขายอมรับว่ามันเป็นงานหนัก

“แย่หน่อยที่การเขียนมันส่งผลสะท้อนกลับมากกว่านั้น  การร้องเพลงตามเนื้อร้องมันแตกต่างจากการเขียนเนื้อร้อง  การเขียนมันยุ่งยากกว่า เพราะมันเป็นกระบวนการใช้ความคิด…”

ลู รี้ดได้รับการยอมรับในฐานะกวีที่ประพันธ์บทเพลงลึกซึ้ง เรื่องนี้พลพรรคเมทัลลิกายอมรับมันอย่างเต็มใจ เพราะเนื้อเพลงหนึ่งที่เขาเขียนในงานชุดนี้ กระแทกใจเคิร์ก แฮมเม็ตต์เมื่อเขาได้ฟังเพลงจบถึงกับหลั่งน้ำตา…

“ก่อนหน้านั้นสามหรือสี่สัปดาห์ ผมเพิ่งเสียพ่อไป…”เคิร์กเล่าให้ฟัง  “…ผมเดินออกจากห้องคอนโทรลรูม แล้วไปยืนเงียบๆ ในห้องครัว แต่มันไม่ใช่ผมแค่คนเดียวที่สัมผัสความซาบซึ้งนั้น เพราะเจมส์ (เฮ็ทฟิลด์) ก็เดินเข้ามาห้องครัวด้วยอาการเดียวกัน มันบ้าชัด ๆ เขาทำให้มือกีตาร์สองคนของเมทัลลิการู้สึกได้พร้อมกันแบบนี้ เขาเป็นกวีที่มหัศจรรย์จริง ๆ แล้วเขาก็เข้าห้องครัวมา หัวเราะใส่พวกเรา แล้วถามว่า เพลงมันเยี่ยมใช่มั้ย ฮึ?”   

แค่อินโทรเท่านี้  น่าจะเรียกน้ำย่อยให้อยากฟังงานชุดนี้กันแล้วใช่มั้ย?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.