สถานการณ์ร็อก ๒๕๕๔


จากผู้ประท้วงหนึ่งคน สู่การเปลี่ยนแปลงโลก

ปีนี้นิตยสารไทม์ยกให้ผู้ประท้วงเป็นบุคคลแห่งปี และเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจจริง ๆ จากเหตุการณ์ที่โมฮัมเหม็ด บูอาซีซี พ่อค้าผลไม้ริมถนนคนหนึ่งในเมืองซีดี โบซิด, ตูนีเซีย จุดไฟเผาตัวเองเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ เพื่อประท้วงตำรวจที่เรียกรับส่วยขูดรีดเขามานาน ทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมในหมู่ประชาชนตูนีเซีย แผ่ขยายการประท้วงจากประชาชนไปสู่เมืองต่าง ๆ ของตูนีเซีย จนกระทั่งรัฐบาลของประธานาธิบดี ซิเน เอล อาบิดีน เบน อาลี ที่ปกครองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๐ ต้องล่มสลายไป

การเปลี่ยนแปลงในตูนีเซียเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะหน้าฉากที่ปรากฏสู่โลกส่วนใหญ่จะอยู่ในฐานะประเทศอาหรับที่มั่งคั่งและเป็นมิตรกับสหรัฐฯ และการประท้วงครั้งได้ขุดลึกถึงรากการคอรัปชั่นและความไม่เป็นธรรมในสังคมให้ชัดเจนขึ้น และก่อเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” โดยมีการเดินขบวนและการประท้วงในหลายประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ จากประเทศตูนิเซีย ไปสู่ประเทศอียิปต์ ลิเบีย แอลจีเรีย บาห์เรน จิบูตี อิรัก จอร์แดน โอมาน เยเมน คูเวต เลบานอน มอริเตเนีย โมร็อกโก ซาอุดีอาระเบีย ซูดาน ซีเรีย และเวสเทิร์นสะฮารา

ความสำเร็จของการขบวนการดังกล่าวมีสิ่งร่วมกันหลายอย่างที่ชัดเจนคือ ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นคนชั้นแรงงานกับกลุ่มนักศึกษารุ่นหนุ่มสาว และกลุ่มหนุ่มสาวเหล่านี้ก็ได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการโพสต์เหตุการณ์ประท้วงในตูนีเซียผ่านทางยูทูป บล็อกเกอร์และผู้ใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ต่างโพตส์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในท่วงทำนองรายงานข่าว นอกเหนือจากนี้ยังเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร่วมชุมนุมด้วยกัน

และจากอาหรับสปริงก็นำมาสู่ “การยึดครองวอลสตรีท” ในสหรัฐอเมริกา ที่ประท้วงกลุ่มทุนทางธุรกิจ และเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ

ดนตรีเพื่อการประท้วง

ถึงแม้ว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ แต่ดนตรีเพื่อการประท้วง (protest songs – ไม่อยากเรียกว่าเพลงเพื่อชีวิต) ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในจากเดิม ในการยึดครองวอลสตรีท พีท ซีเกอร์ ในวัย ๙๒ ปี ยังมาร่วมแสดงจุดยืนของเขา พร้อมกับบรรเพลงเพลงประท้วงอันสุดแสนคลาสสิคของเขา “วีแชลล์โอเวอร์คัม” (เราจะชนะในที่สุด) และเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อตระหนักได้ว่า ไม่มีวีรบุรุษในด้านเพลงประท้วงรุ่นใหม่เลย

อีเอ็มไอล้ม

ย้อนกลับไปสัก ๑๐ ปี คงไม่มีใครนึกว่าบริษัทอีเอ็มไอ ซึ่งเป็นบริษัทดนตรีใหญ่เป็นลำดับที่ ๔ ของโลกจะมีวันล่มสลาย โดยในเดือนพศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซิตี้กรุ๊ป ผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แยกส่วนผลงานดนตรีขายให้กับยูนิเวอร์แซลมิวสิคกรุ๊ปในราคา ๑.๙ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนลิขสิทธิ์เพลง (ประมาณ ๑.๔ ล้านเพลง) ขายให้กับโซนี่ไปในราคาราว ๒.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

เค้าลางหายนะของอีเอ็มไอปรากฏต่อสาธารณะช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๙ เมื่อมีข่าวว่าส่วนแบ่งทางการตลาดที่เดิมเคยมีอยู่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ร่วงสู่ ๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมากกว่า ๒๖๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูญหายไป ส่งผลให้ต้องมีการปรับโครงสร้างและรับผู้ลงทุนรายใหม่ บริษัทซิตี้กรุ๊ปซึ่งเป็นเจ้าหนี้เข้ามาจัดการบริหารงานหลายรูปแบบ อย่างเช่นลดจำนวนพนักงาน ยุติบทบาทในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แต่ยังดำเนินงานในบางประเทศในลักษณะท้องถิ่น อย่างในฟิลิปปินส์จะเปลี่ยนเป็นบริษัทโพลีอีสต์เร็คคอร์ด ส่วนในอินโดนีเซียจะเป็นกลายเป็นอาร์กามิวสิกอินโดนีเซีย เป็นต้น) การจำหน่ายอัลบั้มและการดำเนินการต่าง ๆ ในเอเชียตะวันเฉียงใต้เปลี่ยนมือไปสู่วอเนอร์มิวสิกในปลายปีพ.ศ. ๒๕๕๑

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซิตี้กรุ๊ปเข้ามาถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ณ เวลานั้นมีหนี้มากกว่า ๒.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และในที่สุดพวกเขาก็แยกส่วนบริษัทขายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔

ยูนิเวอร์แซล ซึ่งรับช่วงต่อจากอีเอ็มไอจะทำให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และนั่นทำให้น่าสนใจสำหรับอนาคตของวงการดนตรีที่จะอยู่ในมือของบริษัทใหญ่เพียงแค่ ๓ บริษัท จะเข้าข่ายการผูกขาดทางการตลาดหรือไม่?

* อีเอ็มไอได้ทำสัญญาเป็นระยะเวลา ๒ ปี กับเซ็กซ์พิสตอลส์ แต่ผ่านไปได้สามเดือนอีเอ็มไอตัดสินใจบอกเลิกสัญญาโดยให้เหตุผลว่าพวกเขาหยายคายในที่สาธารณะจนเกินกว่าจะรับไหว เซ็กซ์พิสตอลส์ก็ได้เขียนเพลง “อีเอ็มไอ” เพื่อสดุดีบริษัทอีเอ็มไอที่เซ็นสัญญากับพวกเขาเพราะความดังของพวกเขาโดยที่ไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

ดนตรีร็อกเสื่อมความนิยม?

มองดูตารางจัดอันดับเพลงและอัลบั้มของบิลบอร์ด อาจจะดูเหมือนว่ายังมีที่ทางให้ดนตรีร็อกให้ยืนหยัดอยู่แต่น้อยเหลือเกิน วงดังอย่าง เร็ดฮ็อตชิลลีเป็ปเปอร์ เมทัลลิกา ทำยอดจำหน่ายได้น่าผิดหวัง เพลงขึ้นอันดับ ๑ ท็อป ๔๐ มีเพียงมารูนไฟฟ์ที่พอจะร็อกบ้าง แต่เอาเข้าจริงเป็นเพราะว่าเพลง “มูฟไลค์แจ็คเกอร์” นี้ได้ คริสตินา อาร์กีเลรามาร่วมด้วยต่างหาก

เพลงร็อกที่ขึ้นอันดับ ๑ ในตารางอันดับเพลงร็อก มีคนฟังเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๒ ล้านคน ในขณะที่เพลงอันดับ ๑ ในตารางท็อป ๔๐ จะมีคนฟัง ๘๑ ล้านคน ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนฟังนี้ห่างที่สุดนับตั้งแต่นีลสันบีดีเอสเริ่มเก็บข้อมูลมา

ด้านด้านคอนเสิร์ตร็อกมี ๓๖๐° ทัวร์ของยูทูทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากมองในภาพรวมแล้ว บัตรคอนเสิร์ตในสหรัฐฯ จำหน่ายได้มากขึ้นจาก ๑๕.๙ ล้านใบในปีก่อน มาเป็น ๑๖.๗ ล้านใบในปีนี้

ก้าวกระโดดของเพลงดิจิทัล

หลังจากไอทูนส์เปิดตัวสู่ผู้ใช้วินโดว์ พร้อมกับเปิดให้บริการไอทูนส์สโตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ไอพอดที่ยังใช้วินโดว์เชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น (และขายเพลงดิจิทัลได้ง่ายขึ้น) ทำให้ยอดจำหน่ายไอพอดพุ่งขึ้นสูงจาก ๙๓๗,๐๐๐ เครื่องในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ เป็น ๔,๔๑๖,๐๐๐ เครื่อง และทำยอดจำหน่ายในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒ ทำยอดจำหน่ายในแต่ละปีสูงกว่า ๕๐ ล้านเครื่อง ปัจจุบัน แอมะซอนและกูเกิ้ลต่างเปิดให้บริการขายเพลงดิจิทัล เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากไอทูนส์สโตร์

แต่ไอทูนส์ก้าวอีกขั้นในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ ด้วยไอทูนส์แม็ตซ์คลาวด์ ตามด้วยบริการคลานด์จากแอมะซอน, กูเกิ้ล และอื่น ๆ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เทคโนโลยี่คลาวด์ของไอทูนส์แม็ตช์ กูเกิ้ล และแอมะซอนจะทำเป็นเหมือนตู้เก็บของในอินเตอร์เน็ต ให้ผู้ใช้บริการเก็บเพลงและนำมาฟังได้ในเครื่องเล่นเพลงหรือว่าคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ กับอีกแบบเป็นบริการของสปอติไฟซึ่งมีเพลงจากทุกค่ายเพลงให้สมาชิกเลือกฟังได้ตามใจชอบ (ถ้าเลือกแบบฟังฟรีก็จะมีโฆษณา แต่ถ้าเสียค่าบริการก็จะไม่มีโฆษณาคั่น) ซึ่งล่าสุดมีเพลงอยู่ในเว็บให้เลือกฟังถึง ๑๕ ล้านเพลง

แต่ประเทศไทยยังต้องรอไปก่อน…

ปัจจุบัน ผู้ใช้บริการแบบเสียค่าบริการของสปอติไฟมากกว่า ๒.๕ ล้านคน และในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน สปอติไฟอ้างว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น (ทั้งเสียเงินและแบบฟรี) ถึง ๔ ล้านราย แต่ศิลปินหลายรายก็ยังไม่ปล่อยเพลงให้กับสปอติไฟ เนื่องจากฝ่ายผู้จัดการของศิลปินดังยังมองว่าค่าลิขสิทธิ์ที่สปอติไฟจ่ายให้ศิลปินยังน้อยอยู่มาก สมมติว่าเพลงหนึ่งมีคนเล่น ๖๐ ครั้ง คนเขียนเพลงจะได้ค่าลิขสิทธิ์ ๙.๑ เซ็นต์ ส่วนศิลปินจะได้ ๓๘ เซ็นต์ (ข้อมูลยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ) นั่นทำให้ผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์ของศิลปินใหญ่อย่างเลดเซปพลิน บ็อบ ดีแลนไปจนถึงเทย์เลอร์ สวีฟยังไม่ยอมปล่อยเพลงให้กับสปอติไฟ แต่ในทางกลับกันบริษัทใหญ่อย่างผู้จัดการของวงดิอีเกิ้ลส์ (และยังเป็นผู้บริหารของไลฟ์เนชันเอนเตอร์เทนเม้นท์) มองว่ามันน่าสนใจ เพราะถึงตอนนี้จะยังทำรายได้ให้ศิลปินน้อย แต่ในอนาคตมันน่าจะมีทางที่สดใสอยู่เหมือนกัน

ผู้บริหารในธุรกิจดนตรีส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในวิธีของไอทูนส์แม็ตซ์มากกว่า โดยเชื่อว่าการให้เช่าพื้นที่เก็บเพลงในอินเตอร์เน็ต น่าจะเป็นวิธีที่ได้เงินจากผู้ฟังโดยตรง (ไม่ว่าจะซื้อแผ่นมาริปเพลง ดาวน์โหลดอย่างถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย มันจะเป็นการบังคับทางอ้อมให้คนฟังจ่ายเงินเพื่อเก็บเพลงซึ่ง ไอทูนส์แม็ตช์คิดค่าบริการ ๒๕ เหรียญต่อปีสำหรับพื้นที่ให้เพลง ๒๕,๐๐๐ เพลง ส่วนกูเกิ้ลมิวสิกให้พื้นที่เก็บเพลงฟรี ๒๐,๐๐๐ เพลง (แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดตรงที่มีระยะเวลา และไม่รับเพลงของวอเนอร์มิวสิกเนื่องจากยังตกลงในเรื่องรายละเอียดกันไม่ได้) ส่วนของแอมะซอนให้พื้นที่ฟรีเพียง ๑,๐๐๐ เพลงเท่านั้น

จากเดิมที่มีเพลงฟังเฉพาะเครื่อง กลายเป็นว่าตอนนี้ฟังเพลงได้จากทุกที่ (ถ้าต่อเน็ตได้) กลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเพลงดิจิทัลที่น่าจะเป็นจุดสำคัญในวิวัฒนาการของธุรกิจดนตรี  โดยเฉพาะการหลอกล่อด้วยพื้นที่เก็บเพลงฟรี

ลดราคาซีดี

การเติบโตของตลาดเพลงดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อตลาดซีดีเป็นอย่างมาก ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายลดลง ๑๘ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ทุกปี และเพียงแค่ ๓ เดือนแรกของปีพ.ศ. ๒๕๕๔ นี้ยอดจำหน่ายก็ลดลงถึง ๑๒.๘ เปอร์เซ็นต์ (ตามรายงานของนีลสัน) ดังนั้นการลดราคาอัลบั้มที่วางจำหน่ายมานานแล้วก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยผลักยอดจำหน่ายซีดีให้เพิ่มมากขึ้นดีกว่าปล่อยทิ้งเอาไว้

บริษัทวอลมาร์ต เครือข่ายค้าปลึกในสหรัฐจึงนำวิธีลดราคาแผ่นซีดีที่ออกขายในระยะเวลานานพอสมควร มาลดราคาเหลือเพียง ๕ เหรียญสหรัฐฯ และมันก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทางเบสต์บายบริษัทคู่แข่งจึงลดราคาซีดีบ้างเพื่อเป็นการแข่งขัน ผลของความสำเร็จของการลดราคามีตัวอย่างว่าแผ่นหนึ่งปกติขายได้ราว ๒๐ แผ่นต่อสัปดาห์ เมื่อลดราคาแล้วขายได้สูงถึง ๔๐๐ แผ่นต่อสัปดาห์

ยอดจำหน่ายสูงขนาดนั้น

แต่ในทัศนคติของบริษัทใหญ่ การลดราคาซีดีเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะทำให้หลายคนชะลอการซื้อซื้อซีดี เพื่อรอซีดีลดราคาถึงซื้อ และพวกเขาแก้เกมส์นี้ด้วยการออกซีดีบรรจุภัณฑ์พิเศษขึ้นมา อาจจะเป็นดีลักซ์ อิดิชัน หรือทำบ็อกเซ็ทขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งมันก็ได้ผลในฐานะของสะสมทางใจของแฟนเพลง

โลกในยุคหลังมายสเปซ

ครั้งหนึ่ง มายสเปซ เคยเป็นแหล่งโปรโมตอัลบั้มและวงดนตรีชั้นเยี่ยมโดยที่ลงทุนในจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับผลที่ตามมา

แต่ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ มายสเปซแทบจะไม่มีใครพูดถึง ทุกคนเห่อกันแต่เฟซบุ๊ก ทัมเบลอ ทวิตเตอร์ จนมายสเปซแทบจะหมดบทบาทไปเลย ทุกวันนี้ไม่มีใครพูดถึงทอม แอนเดอร์สัน ทุกคนพูดถึงแต่มาร์ค ซักเกอเบิร์ก

มายสเปซ ก่อตั้งในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ และขายให้กับนิวส์ คอเปอเรชั่น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ในราคาสูงถึง ๕๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๘ ถึง ๒๕๕๑ ได้ทำสถิติเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีคนเข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก ยิ่งในเดือนมิถุนายนพ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นช่วงที่ร้อนแรงจนกระทั่งมีจำนวนคนเข้าไปชมเว็บไซท์มากกว่ากูเกิ้ลเสียอีก (เฉพาะในอเมริกา) แต่ว่าในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ มายสเปซก็ต้องสั่นคลอนเมื่อเฟซบุ๊กกลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่คนสนใจมากกว่า และหลังจากนั้นมายสเปซก็เสื่อมถอยอย่างรวดเร็วในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ มีคนเข้าชมเว็บไซท์เป็นอันดับที่ ๑๓๘ (ถ้านับเฉพาะในอเมริกาอยู่ในอันดับที่ ๑๑๙ ) จากการเก็บของมูลของอเลสซา ส่วนเฟซบุ๊กรั้นอันดับ ๒ รอบจากกูเกิ้ลเท่านั้น

ในเดือนมิถุนายนพ.ศ. ๒๕๕๒ มายสเปซมีพนักงานอยู่ถึง ๑,๖๐๐ คน แต่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีพนักงานเพียง ๒๐๐ คน จำนวนคนเข้าชมเว็บไซท์จากจำนวน ๗๓ ล้านคนในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ลดเหลือเพียง ๒๘.๔ ล้านคนในเดือนตุลาคม…หลังจากขายให้กับสเปคซิฟิคมีเดีย และ จัสติน ทิมเบอร์เลกไปในราคาเพียง ๓๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประมาณ

จากครั้งหนึ่งที่มายสเปซเป็นของจำเป็นสำหรับการตลาดในธุรกิจดนตรี วงดนตรีอย่างอาคทิกมังกีส์สร้างชื่อเสียงและฐานแฟนเพลงมาจากมายสเปซ โดยที่ยังไม่ทำเดโมเป็นชิ้นเป็นอัน แค่ทำเพลงแล้วปล่อยผ่านมายสเปซนั่นเป็นเรื่องราวความสำเร็จที่วงดนตรีหลายวงอยากจะได้โอกาสเช่นนั้นบ้างและเป็นผลให้คนแห่เข้าใช้มายสเปซ เพราะวงดนตรีอยากจะโฆษณาตัวเอง และคนฟังไม่อยากตกข่าวว่าตอนนี้กระแสกำลังพัดพาไปทางไหน

แต่ปัจจุบันนี้มายสเปซไม่สามารถแทรกตัวเองในฐานะโซเชียลมีเดียได้อีกแล้ว ถึงมีเผนจะฟื้นกลับมาอีกครั้งในปีพ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยการผลักดันให้เป็นเว็บดนตรีเต็มตัวก็ต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญคือวงดนตรีทั้งหลายต่างก็มีเว็บของตัวเองอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว การไปลงหลักปักฐานในเว็บอื่นก็ล้วนแต่หวังความเป็นโซเชี่ยลมีเดียที่จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายผู้ใช้

สำหรับวงดนตรีในทุกวันนี้ การมีเว็บไซท์สวยบางทีก็ยุ่งยากในการจัดการ (นี่พูดถึงวงในระดับเล็ก ไม่ใช่วงใหญ่ที่มีคนคอยจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ให้) วงดนตรีหลายวงหันไปใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพราะบอกเล่าเรื่องราว ข่าวการแสดงดนตรี โฆษณาและสร้างปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพลงได้ง่าย

แหล่งชุมชนในโลกไซเบอร์ก็ไม่พ้นเว็บไซท์เหล่านี้

เฟซบุ๊ก (www.facebook.com)

ทวิตเตอร์ (www.twitter.com)

ยูทูป (www.youtube.com)

ทัมเบลอร์ (www.tumblr.com)

แบนด์แคมป์ (www.bandcamp.com)

ซาวนด์คลาวด์ (www.soundcloud.com)

คอนเสิร์ต

บางทีการแสดงสดน่าจะเป็นรายได้หลักของศิลปินในยุคที่ยอดจำหน่ายอัลบั้มลดลง แต่ในปีพ.ศ. ๒๕๕๓ มีความเปลี่ยนแปลงในทางดิ่งลงเหวสำหรับยอดจำหน่ายบัตรและการยกเลิกการแสดงหลายต่อหลายหน ปีพ.ศ. ๒๕๕๔ จึงมีการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างเม็ดเงินกอบกู้สถานการณ์ และมันก็ดูเหมือนว่าจะได้ผล ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนการแสดงน้อยกว่าเดิม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเม็ดเงินสูงขึ้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนคนดูคอนเสิร์ตเพิ่มขึ้น ๑.๒ เปอร์เซ็นต์

กลยุทธ์หลักของการจูงใจให้คนออกมาดูคอนเสิร์ตก็คือการขายเป็นแพ็คเกจ อย่างเช่น บิ๊กโฟร์ที่จับเมทัลลิกา แอนแทร็กซ์ เมกาเดธ และ สเลเยอร์ มาออกทัวร์ร่วมกัน

การใช้กลยุทธ์ทางราคา ทั้งการลดราคาให้คนที่ซื้อบัตรล่วงหน้าซึ่งทางไลฟ์เนชัน (ซึ่งหลังจากควบรวมกับทิกเก็ตมาสเตอร์แล้วทำให้ครองตลาดอยู่ถึง ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็นต์) ใช้เพื่อจูงใจให้แฟนเพลงรีบซื้อบัตรคอนเสิร์ต จะได้เป็นการรับประกันในอีกทางหนึ่งว่าคอนเสิร์ตจะมีคนดูมากพอที่จะได้ต้องยกเลิก

ขณะที่ทางเออีจีไลฟ์เลือกที่จะคัดวงดนตรีมากขึ้น และแสวงหาโปรโมเตอร์ท้องถิ่นที่เหมาะสม ซึ่งช่วยในเรื่องลดค่าใช้จ่ายมากขึ้นแม้รายรับจะน้อยลง แต่ผลกำไรหักค่าใช้จ่ายแล้วสูงขึ้นกว่าเดิม

วงร็อกที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็คือยูทู มีรายได้ ๗๓๖,๔๒๑,๕๘๖ เหรียญสหรัฐ ฯ จากทัวร์ ๓๖๐ องศา ที่ใช้เวลาในการทัวร์ยาวนานถึง ๓ ปี ขายบัตรชมคอนเสิร์ตได้มากกว่า ๗ ล้านใบ ตามมาด้วยบองโจวีกับเซอร์เคิลทัวร์ ที่ได้เงินไปราว ๒๖๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ และโรเจอร์ วอเตอรส์กับทัวร์เธอะวอลล์ทำรายได้ไป ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯจากการแสดง ๙๒ รอบ

ดูเหมือนว่าดนตรีร็อกยังขายคอนเสิร์ตได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.