The HERtory of Riot Grrrl


ช่วงปลายทศวรรษ 80 มีกระแสเล็ก ๆ หนึ่งกระแสแทรกตัวอยู่ในวัฒนธรรมป็อป มีลักษณะร่วมกันในเชิงเชิดชูผู้หญิงเก่ง แกร่ง มากความสามารถ

ในจำนวนนั้น ไม่น้อยรายเป็นนักดนตรีที่เขียนเพลงเอง อย่างเทรซี แชปแมน, ซูซาน วีกา, แนนซี กริฟฟิธ, เค.ดี. แลงค์, ทานิตา ทิกกะแรม, ชีนเนิด โอคอนเนอร์, โทรี อามอส ฯลฯ

และผลพวงแห่งความสำเร็จของนักดนตรีหญิงเหล่านั้น ก่อให้เกิดกระแส “พลังหญิง” หรือ Girl Power ในทศวรรษถัดมา โดยเฉพาะกลุ่มสาวซ่าส์จากอังกฤษ สไปซ์เกิร์ลสที่เก็บความนิยมได้ในวงกว้างจนเป็นกระแสที่แรงมากในช่วงกลางทศวรรษ 90

แต่ช่วงรอยต่อระหว่างกลุ่มศิลปินหญิงผู้แกร่งกล้าในกลางทศวรรษ 80 กับกระแสพลังหญิงช่วงกลางทศวรรษ 90 มีกลุ่มวงดนตรีเล็ก ๆ เคลื่อนไหวใต้ดินคึกคัก บางคราวทำท่าเหมือนว่าจะโผล่ขึ้นมาในดนตรีกระแสหลัก หากแต่ในที่สุดก็จมหายกลมกลืนไปกับกระแสพลังหญิง

กระแสดนตรีในช่วงนั้นมีชื่อเรียกว่าไรอัตเกิร์ล (Riot Grrrl)

คนทั่วโลกเริ่มได้ยินคำว่าไรอัตเกิร์ลในช่วงต้นทศวรรษ 90 โดยมากับกระแสกรันจ์และอัลเทอร์เนทีฟ ที่กำลังเริ่มคืบคลานเข้าครอบครองความนิยมในดนตรีกระแสหลัก

วงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟหลายวงในจำนวนนั้นเป็นวงหญิงล้วนที่นำเสนอดนตรีดิบอย่างพังก์ร็อกในมุมมองของผู้หญิงที่เข้าใจผู้หญิงด้วยกัน ตีแผ่ความเจ็บปวดและไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ ภัยที่พบเห็นได้ง่ายในท้องถนน การข่มขืน ท้องนอกสมรส ติดยา ความบ้าคลั่งและความงดงาม และกระตุ้นให้ผู้หญิงด้วยกันลุกขึ้นสู้กับอคติทางเพศของฝ่ายชายไม่ให้มองผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องรองรับอารมณ์เพศ.

ไรอัตเกิร์ลไม่ใช่เพียงแค่วงพังก์ร็อกหรืออัลเทอร์เนทีฟร็อกที่มีสมาชิกเป็นผู้หญิง แต่เนื้อหาของมันจะต้องอิงแอบกับแนวคิดสตรีนิยม (Feminism) อย่างไม่อาจแยกจากกันได้

คงต้องยอมรับว่าก่อนหน้า ไรอัตเกิร์ลก็มีวงดนตรีหญิงมากมาย อย่างเดอะรันอะเวย์สที่เป็นวงหญิงล้วนและเล่นดนตรีร็อก ในช่วงปลายทศวรรษ 60s ก็มีกระแส “เพลงผู้หญิง”นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีอีกหลายวงที่เน้นบทบาทของผู้หญิง

ถ้าจะหาจุดเริ่มต้นของไรอัตเกิร์ล บางทีมันอาจจะเริ่มต้นจาก ชารอน เชสโลว์ และวงชอล์กเซอเคิล ของเธอ

วงชอล์กเซอเคิล (Chalk Circle – คนละวงกับวงจากแคนาดา) ก่อตั้งในวอชิงตันดีซี ในปีค.ศ. 1982 ณ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดนตรีฮาร์ดคอร์พังก์กำลังก่อร่างสร้างตัวในวอชิงตันดีซี ด้วยวงดนตรีอย่างแบดเบรนส์ ไมเนอร์ธรีต เดอะอันทัชเอเบิลส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวงของ “ผู้ชาย” ซึ่งชารอน เชสโลว์ได้ร่วมกับเพื่อนก่อตั้งวงพังก์หญิงล้วนขึ้นมาเป็นวงแรกในวอชิงตันดีซี

“ในตอนแรก มันไม่ได้สำคัญอะไรว่าต้องเป็นวงหญิงล้วน เพราะว่าในตอนนั้นมีพวกพังก์สาว ๆ ในดีซีอยู่ค่อนข้างมากและได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้ชาย…” ชารอน เชสโลว์ เล่าถึงความเป็นมา “…แต่พอหลังฤดูร้อนปี 81 อะไรอะไรก็เปลี่ยนแปลงไป เฮนรี (เฮนรี โรลลิ่ง – วงเดอะโรลลิง) ย้ายออกจากดีซีก็ดูเหมือนว่าแวดวงฮาร์ดคอร์ในดีซีจะเปลี่ยนไปในทางเน้นความเป็นผู้ชายมากขึ้น ก็เลยเหมือนโดนผลักดันให้ต้องทำวงหญิงล้วน”

ในตอนนั้นพวกซีนท้องถิ่น (อาจจะไม่ตั้งใจ แต่หลายครั้งที่) ใช้ถ้อยคำเหมือนกับไม่คิด อย่างวิจารณ์การเล่นกีตาร์ของเธอว่า “ก็ดีแล้วสำหรับผู้หญิง” ซึ่งอาจจะเหมือนว่าชื่นชม แต่สำหรับชารอน เชสโลว์นี่คือการดูถูกและแบ่งชนชั้นทางเพศ

“ฉันไม่ต้องการเล่นดนตรีในแบบนักร้อง/นักดนตรีหญิงทั่วๆ ไป…” ชารอนเล่าเพิ่มเติม “…ฉันต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีในฐานะมือกีตาร์” และนี่คือแนวคิดทางสตรีนิยมของเธอ นั่นคือความเท่าเทียมกันทางเพศในความหมายว่า ถ้าเป็นมือกีตาร์ก็คือมือกีตาร์ เพศไม่มีบทบาทอะไรไม่ว่าชายหรือหญิง

ถ้าให้อธิบายใกล้ตัวหน่อย ลองนึกถึงเวลานั่งรถไป แล้วเจอคนขับรถเพศชายแย่ ๆ “คุณ” (ซึ่งเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงก็ตาม) จะพูดว่า “ขับรถยังไงของมันวะ?” (นี่คือทั่วไป ในความจริงอาจหยาบคายกว่านี้) แต่ทันทีที่ “คุณ” เหลือบไปเห็นว่าคนขับรถคันนั้นเป็นผู้หญิง ประโยคที่คุณพูดอาจจะเปลี่ยนไปเป็น “นึกแล้วว่าผู้หญิง” หรือ “ผู้หญิงก็ขับรถแบบนี้” ประโยคที่พูดภายหลังอาจจะไม่ร้ายเท่ากับประโยคแรกที่ “คุณ” นึกว่าเป็นผู้ชายขับ แต่ความหมายของมันคือความอคติทางเพศ  คือนึกเหยียดจากจิตใต้สำนึกว่า เพศหญิงขับรถไม่ได้เรื่อง! และถ้า คุณคิดอย่าง “คุณ” ในตัวอย่างที่ยกมาคุณไม่ใช่คนที่สนใจในเรื่องสตรีนิยมแน่นอน

“เราเลยตั้งวงหญิงล้วน แต่วางเป้าหมายว่าจะต้องทำซาวนด์ไม่ให้เหมือนกับพวกวงฮาร์ดคอร์ของผู้ชาย…” ชารอนเล่าต่อ “…เราสร้างซาวน์ดของพวกเขา ด้วยความแตกต่างทางดนตรีที่พวกเราฟังกันมา แต่ปัญหาคือวงที่พวกเราชอบอย่าง เดอะซิตส์ (the Slits) หรือคลีเน็กซ์/ลีลีพุต (Kleenex/LiLiPUT) หรือบุช เตทราส (Bush Tetras) มันเป็น ‘วงศิลป์’ ของบรรดาวงพวกผู้ชาย, ซึ่ง ‘วงศิลป์’ ในความหมายของพวกนั้นพูดแฝงนัยทางลบใช้กับวงดนตรีที่มีผู้หญิงอยู่ในวง”

การโดนดูหมิ่น (แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม) ทำให้เนื้อเพลงของชอล์กเซอเคิลเน้นเรื่องของสิทธิสตรี และเชิดชูแนวคิดสตรีนิยม ทำให้แฟนซีนพังก์บางฉบับขนานนามพวกเธอว่า “พวกเกลียดผู้ชาย”, “พวกรักร่วมเพศ” หรือแม้แต่ “นังแพศยา”

ถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำเชิงลบ ซึ่งกลุ่มคลื่นลูกที่สามของกระบวนสตรีนิยมได้มีแนวคิดว่าควรจะเปลี่ยนความหมายทางลบให้กลายเป็นบวก หมายถึงให้ใช้คำนั้นในทางสร้างสรรค์ มีความหมายทางบวกแทนที่จะเป็นความหมายเชิงดูถูกเหยียดหยาม

และนั่นเป็นที่มาของคำว่า สลัต (Slut) ที่เหล่าไรอัตเกิร์ลใช้เป็นถ้อยคำโฆษณา เพราะเดิมความหมายของมันคือโสเภณี, แพศยา หรือคำด่าหญิงในแง่ลบ กลายมาเป็นคำที่มีความหมายทางบวก…(แต่ในความคิดส่วนตัวไม่สำเร็จ แถมคำว่าสลัตกลายเป็นคำสแลงในกลุ่มผู้นิยมเอสแอนด์เอ็มอีกต่างหาก)

“ฉันคิดไตร่ตรองอย่างมากในการเขียนเนื้อเพลง เพื่อที่จะให้มันสะท้อนประสบการณ์ของผู้หญิงตรง ๆ เพราะว่าในแวดวงพังก์และโพสต์พังก์ทั้งหลายเนื้อหามักจะเป็นมุมมองจากผู้ชายทั้งสิ้น และฉันคิดว่ามันเป็นเหตุให้ฉันเล่นกีตาร์ด้วย เพราะกีตาร์ในตอนนั้นมันเหมือนเครื่องดนตรีสำหรับผู้ชาย” ชารอนอธิบาย

แนวคิดของชอล์กเซอเคิลได้รับการยอมรับจากเหล่าสาวพังก์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายมันไปทั่วอเมริกา (หรืออาจจะทั่วโลก) ผ่านเครือข่ายแฟนซีนของพวกเธอ แม้แต่ชารอนก็มีแฟนซีนของตัวเองชื่อเดอะโกส์ออน (The Goes On) สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงแนวคิดจากสาวพังก์และฮาร์คอร์ให้มองในระนาบใกล้เคียงกัน โดยชารอนเขียนบทความเพื่อที่จะแสดงออกถึงแนวคิดด้านความเท่าเทียมกันทางเพศในดีซี “ฉันตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับดนตรีในมุมมองของผู้หญิง และบทความอื่นเกี่ยวกับสิ่งที่นักดนตรีหญิงหลายคนไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก” ชารอนบอก นอกเหนือจากแฟนซีนของเธอเองแล้ว เธอยังเขียนให้กับแฟนซีนฉบับอื่นอย่างจิกซอว์ (Jigsaw – ของโทบี เวล – มือกลองบิกีนีคิล) เกิร์ลเจมส์ (Girl Gems ของมอลลี่ นูแมนกับแอลลิสัน วูลฟ์ วงแบรตโมไบล์) และ บีกินีคิล (Bikini Kill – ของแคธลีน แฮนน่า และ โทบี เวล วงบิกีนีคิล) เป็นต้น

แคธลีน แฮนนา นักศึกษาด้านการถ่ายภาพที่ดิเอฟเวอร์กรีนสเตทคอลเลจ ในโอลิมเปีย วอชิงตัน เธอหารายได้เสริมด้วยการเป็นนักเต้นเปลื้องผ้าเป็นค่าเล่าเรียน นอกจากนี้ยังดำเนินกิจกรรมอาสาเพื่อสังคมอย่างบ้านพักพิงชั่วคราวสำหรับสตรี ซึ่งครั้งหนึ่งเธอได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายโดยมีแนวคิดในเรื่องสตรีนิยมและโรคเอดส์  แต่โดนผู้ดูแลปลดภาพของเธอออก และนั่นทำให้เธอจริงจังกับแนวคิดเรื่องสตรีนิยมและต้องการเครื่องมือในการดำเนินการตามความคิดของเธอมากขึ้น

แคธลีน แฮนนาเปิดแกลเลอรี่เล็ก ๆ ของตัวเองชื่อเรโกมิวส์ (Reko Muse) ในโอลิมเปีย, วอชิงตัน และที่แกลเลอรี่แห่งนี้เธอได้นำวงดนตรีท้องถิ่นมาเล่นบ่อยครั้ง (รวมทั้งวงเอมี คาร์เทอร์ – Amy Carter- ของเธอเองด้วย) ทำให้ได้รู้จักคนมากมายอย่าง แอลลิสัน วูลฟ์ มอลลี นูแมน และ เจน สมิธ (สมาชิกวงแบรตโมไบล์) หนึ่งในวงที่มาเล่นนั้นมีวงโกทีมซึ่งมือกลอง โทบี้ เวล ซึ่งตอนนั้นทำแฟนซีนจิกซอว์อยู่แล้ว ทั้งสองคนได้พูดคุยสนิทสนมและตกลงจะทำแฟนซีนร่วมกัน ในชื่อบิกีนีคิล (และกลายเป็นวงดนตรีในที่สุด)

นอกจากนี้ แคธลีน แฮนนา โทบี้ เวล แอลลิสัน วูล์ฟ มอลลี นูแมน และเจน สมิธ ยังได้ทำแฟนซีนร่วมกันในชื่อไรอัตเกิร์ล (Riot Grrrl) โดยคำว่า Grrrl นี้ โทบี้ เวล เคยใช้ในซีนจิกซอว์ของเธอมาก่อน โดยเปลี่ยนจาก girl เป็น grrrl เพื่อจะเลียนเสียงคำราม (grrr)

“ซีน คือสิ่งสำคัญในการเชื่อมโยงและเผยแพร่แนวคิดของพวกเขา…” ชารอน เชสโลว์บอก “…ตอนที่ฉันไปเตร็ดเตร่กับ โทบี้, แคธลีน , มอลลี่ และ แอลลิสัน ช่วงฤดูร้อนปี 91 นั้น หัวข้อที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากที่สุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับซีน”

นอกเหนือจากซีนในกลุ่มไรอัตเกิร์ลด้วยกันเองแล้ว ซีนจากกลุ่มเควียคอร์ เองก็สนใจเรื่องราวของไรอัตเกิร์ล และนำเสนอเรื่องราวของไรอัตเกิร์ลด้วย อย่างเชนซอว์ ไอ (ฮาร์ต) เอมี คาร์เตอร์

“Revolution Girl Style Now!”

“ตอนนั้นเราต้องการทำนิตยสารเป็นรูปเล่มใหญ่อยู่เหมือนกัน…”แคธลิน แฮนนาเล่า “…แอลลิสัน วูลฟ์, มอลลี นูแมน จากวงแบรตโมไบล์ทำซีนเล็ก ๆ ชื่อไรอัตเกิร์ล ตอนนั้นเราเขียนอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงในซีน นั้นด้วย แต่ฉันต้องการทำนิตยสารที่ใหญ่ เท่ มีบทความจริงจัง ฉันอยากจะเห็นว่าถ้าสาวพังก์คนอื่นในดีซีที่รู้จักกันจะสนใจมั้ย ฉันเลยจัดการนัดพบพูดคุยกัน และมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ฉันจึงตระหนักว่านิตยสารมันไม่ใช่ทางที่ควรจะทำ ผู้คนต้องการเห็นของจริง การแลกเปลี่ยนและสอนให้คนอื่นเรียนรู้การเล่นดนตรี และเขียนแฟนซีนเผยแพร่ต่างหาก  และมันก็เหมือนกับว่าหลังจากนั้นอะไร ๆ ก็เริ่มต้นขึ้น พวกสื่อก็สนใจเรามากขึ้น สาว ๆ จากที่อื่นก็ พูดว่า “ฉันจะทำนั่น ฉันจะทำนี่…”

วงในกลุ่มไรอัตเกิร์ลอย่างบิกีนีคิล ฮักกีแบร์ จะให้สิทธิพิเศษกับแฟนเพลงสาว ๆ อย่างเชิญให้ไปพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ เรื่องราวการใช้ชีวิต และแม้แต่ขอร้องให้แฟนเพลงผู้ชายที่มาดูคอนเสิร์ต เว้นที่ข้างหน้าให้กับแฟนเพลงสาว ๆ

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แนวคิดแบบพังก์เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเหล่าไรอัตเกิรล์ตั้งแต่ในเรื่องของรูปแบบดนตรี ไปจนถึงวิธีคิดแบบดีไอวาย (DIY ทำมันด้วยตัวเอง – Do It Yourself) ซึ่งกลายเป็นวิธีในการผลิตและเผยแพร่ที่สำคัญของเหล่าเด็กสาว พวกเธอแลกเปลี่ยนความคิดผ่านทางแฟนซีน ทำเป็นใบปลิว จดหมาย เพื่อสร้างกลุ่มก้อนในการดำเนินทิศทางที่ชัดเจน มีกิจกรรมเป็นรูปธรรมมากมายอย่างวิลลี เมย์ ร็อกแคมป์ (Willie Mae Rock Camp) ในนิวยอร์ค (มีแคธลีน แฮนนา เป็นหนึ่งในผู้ให้คำแนะนำ) และ ร็อกแอนด์โรลแคมป์ฟอร์เกิร์ลส (Rock’n’Roll Camp for Girls) ในพอร์ตแลนด์  โครงการร็อกฟอร์ชอยซ์ (Rock 4 Choice) ซึ่งจัดคอนเสิร์ตทุกปีในช่วง 1991 – 2001 เพื่อสนับสนุนการทำแท้งถูกกฏหมายและเป็นทางเลือกให้กับหญิงสาวที่มีปัญหาท้องไม่พึงประสงค์

ไรอัตเกิร์ลเคลื่อนไหวคึกคึกในช่วงปีค.ศ. 1991 – 1994  มีวงดนตรีมากมายที่ได้รับพื้นที่ในดนตรีกระแสหลัก อย่างแอลเซเวน ฟิฟธ์คอลัมน์ เซเวนเยียร์บิตช์ เบบส์อินทอยแลนด์ บิกีนีคิล แต่หลังจากกระแสกรั้นจ์และอัลเทอเนทีฟพุ่งขึ้นสูงสุด ตามด้วยกระแสเกิร์ลเพาเวอร์ และด้วยพื้นฐานมาจากดนตรีพังก์และฮาร์ดคอร์ กับท่าทีออกจะรุนแรงบนเวทีทำให้บางคนเรียกไรอัตเกิร์ลว่า “พวกผู้หญิงกราดเกรี้ยวแห่งวงการดนตรี” นั่นทำให้ข้อความที่เหล่าไรอัตเกิร์ลต้องการสื่อสารโดนตีความผิดเพี้ยน เมื่อบวกกับท่าทีของเอ็มทีวีและสื่อต่างๆ ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าอย่างอื่น สร้างสีสันจนเหล่าไรอัตเกิร์ลกลายเป็นแค่กระแสแฟชั่นฉูดฉาดของวงดนตรีผู้หญิง ละทิ้งแนวคิดสตรีนิยม บรรดาสื่อนำเสนอเรื่องราวเพียงฉาบฉวยเกี่ยวกับหญิงสาวร็อกสุดซ่าส์ ที่เขียนคำว่า “สลัต” ไว้ที่แขนและโดนกลืนหายไปในที่สุด

ทุกวันนี้ วงหลักที่เคยเป็นแกนนำไรอัตเกิร์ลได้แยกย้ายไปคนละทาง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอแนวคิดของตัวเอง ผ่านเครือข่ายที่มีการติดต่อถึงกันทั่วโลก วงใหม่ที่เกิดขึ้นมาในช่วงหลังก็มีความแตกต่างไปจากเดิม (แต่ก็ยังสตรีนิยมเหมือนเดิม)  อย่างเช่นกอสซีปซึ่งมีนักร้องนำเป็นสาวร่างตุ้ยนุ้ย เบธ ดิตโต ก็ยังคงยืดมั่นกับแนวคิดสตรีนิยม แม้ว่าดนตรีจะเป็นทั้งฮิปฮ็อปและแดนซ์มิวสิกเข้ามาผสมในปริมาณค่อนข้างมาก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.