30 ปี Pretty Maids


เทียบกับวงรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว Pretty Maids ไม่เคยเจอแจ็คพ็อทโด่งดังทะลุฟ้าเสียทีทั้งๆ ที่วงนี้ก็ฝีมือครบเครื่อง ถึงจะยังพอขายได้ในญี่ปุ่น แต่ส่วนอื่นๆ ของโลกต้องถือว่าน่าใจหาย…แต่พวกเขาก็อยู่มาได้เกิน ๓๐ ปี

พวกเขาตั้งวงกันตั้งแต่ปี ๑๙๘๑ ที่เดนมาร์ก สมัยนั้น เคน แฮมเมอร์ มือกีต้าร์ กับเพื่อนของเขา รอนนี่ แอ็ทกิ้นส์ นักร้องนำ ตั้งวงดนตรีกันเล่นเพลงคัฟเวอร์เพลงฮาร์ดร็อกคลาสสิกกันหลากหลาย

สองหนุ่มเรียกตัวเองว่า Pretty Pretty Panick แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มเขียนเพลงเอง และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Pretty Maids ในสมัยนั้น จอห์น ดาร์โรว์ เล่นเบส, ฟิล มอร์ ตีกลอง ภายหลังจึงได้พีท คอลลินส์ เข้ามารับหน้าที่กีต้าร์คู่กับแฮมเมอร์

และสมาชิกชุดนี้ก็ได้ทำอีพีแรกชื่อ Pretty Maids กับบริษัท Bullet Records ในปี ๑๙๘๓ พร้อมทั้งออกทัวร์อังกฤษ สมัยนั้นพวกเขาเป็นที่จับตามอง มีหนังสือดนตรีบางฉบับยกให้พวกเขาเป็นวงดนตรีเมทั่ลหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในรอบปีนั้น และเมื่อวง Black Sabbath ไปตระเวนแสดงสดในแถบสแกนดิเนเวีย ก็เลือกพวกเขาให้ทำหน้าที่เป็นวงเปิด

เอียน กิลแลน นักร้องนำ Black Sabbath ในช่วงนั้นประทับใจในฝีมือของ Pretty Maids เป็นอย่างมาก และแนะนำวงของพวกเขาให้กับโปรดิวเซอร์รายการวิทยุบีบีซีอันโด่งดังในอังกฤษ พวกเขาได้ออกรายการ BBC Friday Night Rock Show และนั่นทำให้พวกเขายิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับบริษัท CBS Records

น่าเสียดาย พีท คอลลินส์ กับ จอห์น ดาร์โรว์ โดนไล่ออก และได้ ริกกี้ แฮนส์สัน (กีต้าร์) กับ อัลเลน เดอลอง (เบส) มาร่วมวงแทน และมีอลัน โอเว่น มาช่วยเสริมในตำแหน่งคีย์บอร์ด พวกเขาเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้ม Red, Hot And Heavy ที่สตูดิโอ  PUK Studios ในเดนมาร์ก ภายใต้การดูแลการผลิตโดย บิลลี่ ครอส และ ทอมมี่ แฮนเซ่น

แต่พอทำอัลบั้มเสร็จเรียบร้อย ริกกี้ แฮนส์สัน ก็ออกจากวงไป ทางวงดึง พีท คอลลินส์ กลับมาทำหน้าที่มือกีต้าร์แทน พวกเขาออกทัวร์กันอย่างหนักหน่วง ทั้งยุโรปและอเมริกา และตัดสินใจปักหลักทำอัลบั้มถัดมาในอเมริกา โดยไปที่ Bearsville Studio ในวู้ดสต็อก นิวยอร์ค บันทึกเสียงอัลบั้ม Future World ภายใต้การควบคุมโดย เอ็ดดี้ คราเมอร์ โปรดิวเซอร์ที่เคยทำงานร่วมกับวงดังๆ อย่าง KISS, จิมี่ เฮนดริกซ์ มาแล้ว และผ่านการมิกซ์โดย คีธ โอลเซ่น แต่ดูเหมือนว่า แฮมเมอร์และแอ็ทกิ้นส์ ยังไม่พอใจ เลยเอาเพลงกลับไปเดนมาร์ก ให้เฟลมมิ่ง ราสมุสเซ่น (คนเดียวกับที่โปรดิวซ์งานให้ Metallica) มิกซ์เพลงที่เหลือ

อัลบั้มนี้เยี่ยมและถือว่าเป็นช่วงที่พวกเขาประสบความสำเร็จทางการตลาด (ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าอัลบั้มแรกเยี่ยมกว่า) ช่วงนั้น MTV เปิดวิดีโอของวงเมทั่ลเป็นว่าเล่น วิดีโอของพวกเขาก็เปิดทาง MTV ค่อนข้างถี่ พวกเขาออกทัวร์รอบโลก ได้ไปเล่นคอนเทศกาลดนตรี Monster of Rock

พวกเขาเริ่มทำอัลบั้มใหม่ในเดือนมกราคม ๑๙๘๙ กับโรเจอร์ โกลเวอร์ (แห่ง Deep Purple) แต่ไปทำงานใน PUK Studio ในเดนมาร์ก แต่ระหว่างบันทึกเสียง ฟิล มอร์ มือกลองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ไม่สามารถตีกลองในอัลบั้มนี้ได้

โรเจอร์ โกลเวอร์ เชิญเอียน เพจ มือกลอง Deep Purple ให้เข้ามาช่วยตีกลองให้ และในช่วงนั้น อลัน โอเวน ก็ออกจากวงไป

น่าเสียดายที่งานชุด Jump The Gun (ในญี่ปุ่นใช้ชื่อ Lethal Heroes) ไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าสองอัลบั้มแรก แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังออกทัวร์กันอย่างหนัก และ อัลเลน เดอลอง, ฟิล มอร์ ก็ลาออกจากวงไปในปีถัดมา  Pretty Maids ใช้เวลาพอสมควร ก่อนจะแนะนำสมาชิกใหม่คือ ไมเคิล แฟสท์ (กลอง) และ เคนน์ แจ็คสัน (เบส) โดยไม่ได้หามือคีย์บอร์ดคนใหม่มาร่วมวง

อัลบั้มถัดมา เป็นการร่วมงานกับเฟลมมิ่ง ราสมุสเซ่น Sin-Decade ออกมาในปี ๑๙๙๒ อัลบั้มนี้ดูป็อปมากกว่าอัลบั้มก่อนๆ  และทำให้พวกเขาเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ด้วยเพลงฮิตติดหู อย่าง “Please Don´t Leave Me” และในปีเดียวกัน พกวเขาออกอัลบั้มอคูสติก ในชื่อ Offside

อัลบั้มถัดมา Scream ยังคงทำงานร่วมกับเฟลมมิ่ง ราสมุสเซ่น ออกมาในปี ๑๙๙๔ แต่งานนี้กลับไปทำดนตรีที่แรงเหมือนเดิม และมีอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Screamin’ Live ตามมา

ความเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายอย่าง ทั้งจากกระแสดนตรีที่เปลี่ยนไปเป็นกรั้นจ์ และดนตรีของพวกเขาเองที่เปลี่ยนไปพอสมควร ซึ่งงานหลังๆ มักจะโดนเอาไปเทียบกับงานชุดแรกที่ทำออกมาได้โดดเด่น ทำให้พวกเขาให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งในช่วงนั้นว่างานชุดต่อไปจะกลับไปหาซาวนด์แบบยุคแรก

และดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น! พวกเขาดึง ทอมมี่ แฮนเซ่น ผู้เคยโปรดิวซ์งานชุด Red, Hot And Heavy ให้กลับมาร่วมงานกันใหม่ ผลงานที่ออกมาคือ Spooked ในปี ๑๙๙๗ ซึ่งได้รับการตอบรับในแง่ดีว่ามันทำออกมาได้คลาสสิคจริงๆ

แต่งานที่ออกมาหลังจากนั้นคือ Anything Worth Doing Is Worth Overdoing ดูเหมือนจะลังเลระหว่างการทำอัลบั้มแรงๆ แบบชุดก่อนหน้า หรือว่าจะไปทำออกป็อป แบบ Sin-Decade ผลคืองานที่ออกมาครึ่งๆ กลางๆ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่านั่นคือการผสมผสานที่ยอดเยี่ยมลงตัว งานชุด Carpe Diem ในปี ๒๐๐๐ จึงออกไปในทางป็อปมากขึ้นกว่าเดิม

ผ่านวันผ่านคืนเหมือนไม่นาน …๒๐ ปีผ่านไป พวกเขาฉลองครบรอบ ๒๐ ปี ในช่วงปี ๒๐๐๑ และ ๒๐๐๒ มีทั้งส่วนที่เยี่ยมและแย่

อย่างน้อยอัลบั้ม Planet Panic ก็กลับคือสู่ความหนักหน่วงอีกครั้ง แต่มันก็มีสำเนียงร่วมสมัยเข้ามาด้วยเหมือนกัน แต่ในปลายปี ๒๐๐๒ เริ่มมีข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับธุรกิจ และทำให้วงต้องวุ่นวายกับเรื่องทางธุรกิจมากมาย และในปีถัดมา แฮมเมอร์ ก็ป่วยเป็นโรคหัวใจ ทำให้วงดนตรีอยู่ในสภาวะเงียบงัน ส่วน ไมเคิล แฟสท์ มือกลอง ก็ลาออกไปในปี ๒๐๐๕ ได้ อัลเลน ฉิคาจา มาตีกลองแทน และยังได้ มอร์เท่น แซนดาเกอร์ มาเล่นคีย์บอร์ด และทำอัลบั้ม Wake Up To The Real World ออกมาในปี ๒๐๐๖ ซึ่งเปิดทิศทางใหม่ๆ ของพวกเขามีการทดลองซาวนด์แบบทดลองแตกต่างไปจากในอดีต

และในปี ๒๐๑๐ พวกเขาก็ออกอัลบั้ม Pandemonium กับทาง Frontiers Records ซึ่งผลตอบรับออกมาดีพอสมควร แต่ออกมาได้สักพัก เคนน์ แจ็คสันก็ลาออก ได้ ฮาล ปาติโน่ มาเล่นเบสแทน

พวกเขาฉลองครบรอบ ๓๐ ปีกันด้วย It Comes Alive (Maid in Switzerland) ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดประกอบด้วยซีดี ๒ แผ่นและดีวีดีอีกหนึ่งแผ่น เป็นการบันทึกเสียงมาจากการแสดงเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๐๑๑ ในสวิสเซอร์แลนด์ “เราประสบความสำเร็จจากงานก่อนหน้านั้น Pandemonium และอาจจะเป็นสมาชิกในยุคที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราเคยมีก็ได้, เราคิดว่าเราจะทำสารคดีแสดงสดที่จะบ่งบอกความเป็นวงของเราในปัจจุบันนี้” รอนนี่ แอ็ทกิ้นส์ บอก “It Comes Alive” มันเป็นการสดุดีแฟนเพลงและผู้สนับสนุนเราทั่วโลกแบบตรงๆ และง่ายๆ  พวกเขาได้ให้ช่วงเวลาที่น่าจดจำกับพวกเรา มีความตื้นตันและทำให้ความฝันแบบเด็กๆของพวกเขาฉายออกมา”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s