Roadrunners Records


เห็นข่าวทีมงานโรดรันเนอร์เร็คคอร์ดส์ราว 40 คนออกมาประกาศสัญญาประชาคมว่าจะยืนหยัดอยู่ด้วยกันก็เอาใจช่วย อ่านเรื่องราวจาก http://www.classicrockmagazine.com/news/roadrunner-records-staff-vow-to-fight/

คงต้องบอกว่าปิดสำนักงานโรดรันเนอรส์เรคคอร์ดส์ในอังกฤษ ยุโรป และแคนาดาเป็นข่าวชวนให้ใจหายแต่ไม่เกินความคาดหมาย เพราะตั้งแต่สถานการณ์ทางการเงินย่ำแย่และให้วอเนอร์มิวสิกกรุ๊ป เข้ามาถือหุ้นใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 ก็มีคนคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางลบหลายอย่าง จนกระทั่งปลายเดือนเมษายนค.ศ. 2012 ก็ประกาศปิดสำนักงานสาขาอื่น รวมทั้งการลาออกของซีส เวสเซลส์ ประธานบริหารของบริษัทผู้ก่อตั้งบริษัทเมื่อปีค.ศ. 1980

ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการเมทัลเพราะโรดรันเนอรส์เร็คคอร์ดส์เป็นบริษัทใหญ่ และมีศิลปินระดับแถวหน้าของวงการหลายคณะ อย่างเช่นคิส คอร์น รัช สแลช เดอะคัลต์ สลิปน็อต และ ดรีมเธียเตอร์ เป็นต้น และมันนำไปสู่คำถามต่อมาว่าจะมีผลกระทบกับวงดนตรีที่เซ็นสัญญากับทางบริษัทหรือไม่? จะมีวงดนตรีคณะใดโดนยกเลิกสัญญาหรือไม่? ซึ่งทางทีมงานที่เหลือก็ไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้

เป็นลูกค้าโรดรันเนอรส์มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ยังจำได้ว่าสมัยที่บริษัทโซนี (ตอนนั้นยังเป็นซีบีเอส) มีสำนักงานอยู่ใกล้กับอีเอ็มไอตรงถนนเพรชบุรีตัดใหม่ จะชอบเข้าไปติดต่อขอซื้อเทปโดยตรงเพราจะได้ราคาถูกกว่าซื้อตามแผงเทป และที่ชอบมากก็คือซีบีเอสเป็นตัวแทนจำหน่ายวงดนตรีสังกัดโรดรันเนอรส์ (บางชุดจะอยู่ในชื่อบริษัทโรดเรเซอร์ – ทั้งสองบริษัทนี้เป็นบริษัทเดียวกัน เพียงแต่สมัยนั้นมีปัญหาทางด้านชื่อเลยต้องมีการใช้ชื่อสำรองเป็นระยะ)

เคยได้ฟังจากปากของคนที่ทำงานในซีบีเอสในสมัยนั้นบอกว่าทำเทปของโรดรันเนอรส์ขายต่ออัลบั้มแค่ 500 ม้วน ยังขายไม่ค่อยหมด แต่ก็ต้องออกตามสัญญาที่เซ็นไว้กับต่างประเทศ) ซึ่งเป็นผลดีของคนฟังไป

แต่จะว่าไป ถ้าเทปลิขสิทธ์ไม่ออกก็คงไปอุดหนุนเทปผีที่ยังเกลื่อนเมืองในสมัยนั้น

ช่วงหลังไม่ค่อยได้ซื้อผลงานของโรดรันเนอรส์เท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าทำดนตรีไม่ค่อยตรงกับรสนิยมการฟัง แต่เพิ่งมาสังเกตว่าซีดีหลายแผ่นที่ซื้อในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นของบริษัทโรดรันเนอรส์

ย้อนอดีตโรดรันเนอรส์

ก่อนจะเป็นบริษัทใหญ่อยู่เคียงข้างชาวร็อกและเมทัลอย่างที่เป็นมาร่วม 30 ปี เชื่อหรือไม่ว่างาน 4 อัลบั้มแรกของบริษัทคืออัลบั้มของจิม โครเซ (เจ้าของเพลง “เวลาในขวดแก้ว”) สมัยนั้นซีส เวสเซลส์จัดวางตำแหน่งของบริษัทในฐานะ “ผู้จัดจำหน่าย” คือติดต่อกับบริษัทรายย่อยอย่างเมทัลเบลด คอมแบ็ต เมกาฟอร์ซ ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายอัลบั้มในยุโรป (บริษัทก่อตั้งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์) ศิลปินรุ่นแรกที่โรดรันเนอรส์นำมาจำหน่ายในปีค.ศ. 1981 นำมาขายมีทั้งคันทรีระดับตำนานอย่างจิม โครเช่ เจ้าของบทเพลง “เวลาในขวดแก้ว” (Time In A Bottle) อิเล็กโทรนิกอย่างเคลาส์ ชูลซ์ ฮาร์ดคอร์อย่างแบล็กแฟล็ก สตรีตพังก์อย่างดิเอ็กซ์โพลต์ด โพสต์พังก์อย่างอูแพรส์

ถัดจากนั้นก็เป็นบรรดาเมทัลอย่างเมกาเดธ สเลเยอร์ เมทัลลิกาตามมาชุดใหญ่ ไม่เฉพาะศิลปินจากอเมริกาเท่านั้น ทางบริษัทยังซื้อลิขสิทธิ์ของวงลาวด์เนสและวงอื่นจากญี่ปุ่นไปจำหน่ายด้วย

ช่วงปีค.ศ.1984 เป็นช่วงที่ดนตรีเมทัลกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น วงดนตรีจากลอสแอนเจลิสกำลังสร้างฐานแฟนเพลงของตัวเองเป็นกอบเป็นกำ นำขบวนโดยแรตต์ มอทลีครู และไควเอ็ตไรอัต ในขณะที่วงดนตรีจากกลุ่มนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลกำลังเริ่มหยุดนิ่ง จนกระทั่งปีค.ศ. 1986 โรดรันเนอรส์จึงมาตั้งบริษัทในอเมริกาและตัดสินใจเซ็นสัญญากับศิลปินเองแทนที่จะจัดจำหน่ายอย่างเดียว

1986: The Metal Arise

วงดนตรีแรกที่ช่วยให้โรดรันเนอรส์เป็นที่รู้จักก็คือคิง ไดมอนด์ โรดรันเนอร์คุ้นเคยกับคิง ไดมอนด์มาตั้งแต่เขายังอยู่ในวงเมอซีฟูลเฟต เพราะอัลบั้มแรก เมลิสสา ของเมอซิฟูลเฟตก็ออกกับทางโรดรันเนอรส์เหมือนกัน แต่ว่าเป็นการทำสัญญาร่วมระหว่างโรดรันเนอรส์กับเมกาฟอร์ซ และครั้งนั้น ซีส เวสเซลส์ประธานบริษัทลงมาจับงานเองกับมือ (เพราะสมัยนั้นมันก็มีคนทำงานอยู่ไม่กี่คนและมีวงดนตรีแค่ไม่กี่วงเท่านั้น)

การได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทำให้คิง ไดมอนด์ชื่อชมซีส เวสเซลส์เอาไว้มากว่าเป็นคนที่ช่วยเหลือทางการเงินอย่างเต็มที่ ไม่งั้น เมลิสสา อาจจะออกมาแย่กว่าที่ได้ยินก็เป็นไปได้ คิงมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีตอนทำมินิอัลบั้มแรก ที่บริษัทต้นสังกัดตอนนั้นไม่สนับสนุนทางการเงินเลย ดังนั้นเมื่อคิง ไดมอนด์ ออกมาตั้งวงของตัวเอง เขาจึงตัดสินเซ็นสัญญากับโรดรันเนอรส์ และทำให้ชื่อบริษัทโรดรันเนอรส์ติดอันดับชาร์ตบิลบอร์ด 200 เป็นครั้งแรก

อีกงานที่น่าสนใจจากคิง ไดมอนด์ก็คือ อบิเกล (1987) นี่เป็นงานแรกของคิงที่เอาเรื่องราวสยองขวัญมาผูกเป็นเรื่องราว ถ้าพูดถึงทางด้านดนตรีอาจจะไม่แตกต่างไปจากเมอซีฟูลเฟตมากนัก เพียงแต่ได้กีตาร์ของแอนดี ลา ร็อกค์ มาช่วย นายคนนี้เล่นกีตาร์สำเนียงนีโอคลาสสิคัลได้เฉียบขาด ช่วยให้ดนตรีของ คิง ไดมอนด์มีท่วงทำนองความงดงาม

1989: Year of Thrash

และเมื่อถึงปีค.ศ. 1989 เป็นช่วงปีที่ดนตรีแฮร์เมทัลกำลังได้รับความนิยมสูงสุด ขณะเดียวกันวงดนตรีแธรชเมทัลได้รับโอกาสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างเอ็มทีวีก็ยังมีรายการเฮดแบงเกอร์เบลส์ที่เปิด มิวสิกวิดีโอของวงแธรชเมทัลทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีการเหลียวแล

แต่มุมมองของโรดรันเนอรส์ก้าวไปอีกขั้น เมื่อเจาะลงไปหาดนตรีที่ “ใต้ดิน” จริง ๆ (ในขณะนั้น) อย่างวงเซปูทูราจากแถวอเมริกาใต้ซึ่งในสมัยนั้นจะหาวงที่มาจากแถบนั้นได้ยากลำบากจริง และเซปูทูราก็เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก งานอย่าง บีนีธเดอะรีเมนส์ และ อไรส์ อาจจะไม่ใช่งานที่กลายเป็นเครื่องหมายทางการค้าของพวกเขา แต่ก็เป็นแธรชเมทัลกึ่งเดธเมทัลที่ทรงพลังมาก

และพอมาถึงงานชุด เคออสเอดี คืออีกย่างก้าวที่นำดนตรีพื้นบ้านเข้ามาผสม ตอนแรกที่ฟังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อยากได้ยินงานแบบ อไรส์ มากกว่า (จะว่าไปในงาน อไรส์ ก็มีสำเนียงแบบที่กำลังจะมีใน เคออสเอดี อยู่แล้วเพียงแต่ว่ามันน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง) พอมาถึงอัลบั้ม รูตส์ กลายเป็นจุดสูงสุดทางความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเลย เคออสเอดี ยังมีส่วนของดนตรีแธรชเมทัลเป็นตัวนำ รูตส์ คือการกระโดดมาสู่อีกหนึ่งหนทางของพวกเขา

นอกจากนี้โรดรันเนอรส์ยังเปิดโอกาสให้กับวงเดธเมทัลอย่างเช่น ออบิทัวรี เจ้าของงานระดับตำนานของวงการ สโลว์วีวีร็อต (1989) อันเป็นที่เลื่องลือและเป็นหัวแถวของวงการเดธเมทัลในเวลาต่อมา  ออบิทัวรีเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการเดธเมทัลโดยเฉพาะจอห์น ทาร์ดี้เป็นต้นแบบการสำรอกเสียงซึ่งฟังไม่รู้เรื่องว่าร้องอะไรแต่ได้อารมณ์!! งานของพวกเขายิ่งใหญ่สมฐานะหัวแถว แต่อัลบั้มที่คิดว่าเยี่ยมกว่า สโลว์วีวีร็อต ก็คือ คอสออฟเดธ ในปีค.ศ. 1990 ซึ่งได้เจมส์ เมอร์ฟี่มือกีตาร์ฝีมือดีมาเป็นทัพเสริมช่วยให้บทเพลงมีความหลากหลายแต่กระชับและทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะเดียวกันโรดรันเนอรส์ยังให้โอกาสกับเดธเมทัลสุดขั้วอีกคณะหนึ่งก็คือ ดีไซด์ วงนี้ก็เป็นหัวหอกของเดธเมทัลที่เล่นกับซาตานเต็มตัว เกิดเป็นศัพท์ซาตานิกเดธเมทัลขึ้นมาเฉพาะ เกล็น เบนตันแกนนำสำคัญลงทุนเผากางเขนและนาบไปกับหน้าผากตัวเองแสดงความเลวสุดขั้วชั่วสุดteen งานเด่นของดีไซด์ก็มีงานชุด ดีไซด์ (1990) ดนตรีอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของเดธเมทัลแต่ว่าเนื้อหาบทเพลงสุดขั้ว งานของดีไซด์ที่อยากแนะนำจริง ๆ จะเป็นงานชุด วันซ์อัปพอนเดอะครอส เยี่ยมทั้งด้านการทำดนตรีที่ไม่รก ไม่หลวม มีการจัดการผลิตสะอาดชัดเจนแล้วการแต่งเพลงก็เป็นรูปเป็นร่างมากกว่างานชุดก่อน ถึงแม้จะมีข้อครหาบ้างว่าทำดนตรีสะอาดและ “เน้นพาณิชย์” ไปหน่อยก็ตาม

ทางโรดรันเนอรส์ ยังคงให้โอกาสกับดูมเมทัลอีกด้วย ไทป์โอเนกาทีฟแจ้งเกิดในวงการดนตรีด้วยอัลบั้ม สโลว์,ดีปแอนด์ฮาร์ด ในปีค.ศ. 1991 (ปีเดียวกับที่เซปูทูราออกงานชุด อไรส์) อันนี้ลบล้างความคิดของใครบางคนที่คิดว่าว่าดูมเมทัลเยี่ยมจะต้องมาจากยุโรปเท่านั้น ยิ่งในอัลบั้ม บลัดดีคิสส์ ซึ่งหันเหเข้าสู่ร่มเงาของก็อธและออกมาสวยงามเสียด้วย

1992: Grunge Attack

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 วงการดนตรีต้องถึงกาลเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อเนอวานาออกงานชุด เนเวอร์ไมนด์ และทำให้ทั่วโลกต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางดนตรีเสียใหม่ ถึงแม้ว่าโรดรันเนอรส์จะไม่ถอนการสนับสนุนดนตรีเมทัลที่กำลังล้มหายตายจากไปด้วยกระแสกรั้นจ์ แต่ ก็เริ่มเปิดรับดนตรีใหม่โดยหันไปหาดนตรีฮาร์ดคอร์ลูกผสม ซึ่งหลายคณะทำออกมาได้ดีมาก

เริ่มจากไบโอฮาซาร์ด วงฮาร์ดคอร์เจเนอเรชัน 3 จากนิวยอร์กและเป็นรุ่นบุกเบิกเอาฮิปฮ็อป มาหลอมรวมเข้ากับเมทัลอีกด้วย จะบอกว่าพวกเขาเป็นวงต้นตำรับแรปเมทัลก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก งานชุด เออบานดิสสิพลิน (1992) มีริธึมยอดเยี่ยมมาก มาก ทุกวันนี้งานของพวกเขาออกจะนิ่งอยู่ตัวเกินไปหน่อย ความสดความกราดเกรี้ยวแบบสมัยทำ เออบานดิสสิพลิน โดนแทนที่ด้วยความสุขุมและชาญฉลาดช่างคิดมากขึ้น…เกินว่าจะชอบ

และแมชีนเฮดของร็อป ฟินน์ซึ่งเพิ่งออกจากไวโอ-เลนซ์มาตั้งวงใหม่ ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขาคงจะทำวงแธรชเมทัลแบบเดิม แต่ที่ไหนได้ งานชุดแรกของพวกเขามันเต็มไปด้วยสดใหม่และดิบแบบพังก์ เพียงแค่งานชุด เบิร์นมายอายส์ ในปีค.ศ. 1994 ออกมาไม่นานพวกเขาก็กลายเป็นที่จับตามองว่าเป็นหนึ่งในอนาคตของวงการเมทัล แต่แล้วความสดใหม่ก็ค่อยเลือนหายไปตามวันเวลาอย่างน่าเสียดาย

ส่วนวงเมทัลกลายพันธุ์ทั้งหลายก็ยังเป็นที่ชื่นชอบอยู่ อย่างเช่น เฟียร์แฟ็กตอรี วงดนตรีจากมันสมองของ อิริก ซี เบลล์ ช่วงแรกยังไม่ค่อยเป็นอินดัสเทรียลจัดจ้านนัก ในงานแรก โซลออฟอะนิวแมชีนออกมาทางเดธเมทัลชัดเจนทั้งในเรื่องริฟฟ์และอื่น ๆ เรื่อยมาจนถึง ดีฮิวแมนูแฟ็กเตอร์ ในปีค.ศ. 1995 ที่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทางด้านดนตรีอาจจะไม่ใช่วงอินดัสเทรียลที่ชัดเจนแน่วแน่อย่างมินิสตรีหรือไนน์อินซ์เนลส์ แต่ก็เป็นหนึ่งในพวกแรก ๆ ที่นำเอาดนตรีเดธเมทัลมาหลอมรวมเข้ากับอินดัสเทรียล

1997: Time of Nu Metal

ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาของดนตรีนูเมทัลภายใต้การนำทัพของคอร์นที่ประสบความสำเร็จสูงจนน่าตกใจ แน่นอนว่าทางโรดรันเนอรส์เองก็มีวงเด่นในสายนี้อยู่หลายคณะ อย่างเช่นโคลแชมเบอร์ ที่ผสมผสานระหว่างฮาร์ดคอร์กับฮิปฮอป ตอนที่ได้ฟังงานของพวกเขาใหม่ ๆ ไม่ค่อยชอบเพราะรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาเป็นพวกตามกระแสนูเมทัลที่เด่นขึ้นมาในขณะนั้นชั่วครั้งชั่วคราว (ทุกวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่) แต่ว่าภาพลักษณ์แบบก็อธก็น่าสนใจ บทเพลงผสมผสานระหว่างฮาร์ดคอร์กับฮิปฮ็อปก็ไม่เลวนัก (แต่ถ้าเทียบกับไบโอฮาซาร์ดจะรู้สึกว่าไอโอฮาซาร์ดหนัก ดิบและติดดินกว่าเยอะ) ชุดแรกของพวกเขา โคลแชมเบอร์ (1997) โดนครหาว่าคล้ายกับงานของคอร์นเวอร์ชันป็อปเข้าเต็มเปา แต่ในงานชุด แชมเบอร์มิวสิก เป็นงานที่ฉีกมาทางฮิปฮอปมากจนแทบจะไม่เหมือนเดิม

แต่จุดประสบความสำเร็จสูงมากของโรดรันเนอรส์ อยู่ที่วงสลิปน็อต ถึงวันนี้จะมีใครไม่รู้จักหน้ากากปิศาจทั้ง 9 ตัวนี้อีกมั้ย? นี่คือหัวขบวนเมทัลที่มาช่วยเปิดศักราช 2000 ไม่ให้เงียบเหงาไป ด้วยการใส่หน้ากากสร้างบุคลิกจนทำให้พวกมาร์สค์ไรเดอร์ เอ๊ย ไม่ใช่ พวกดนตรีสวมหน้ากากทั้งหลายพากันยกโขยงกลับมาเป็นที่สนุกสนาน

การเล่นกับภาพลักษณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อนก็มี อลิส คูเปอร์ คิส เล่นกับพวกนี้มาก่อน แต่หลังจากห่างหายไปหลายทศวรรษ สลิปน็อตก็เอาภาพลักษณ์มาปัดฝุ่นใหม่แล้วประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์เท่านั้น สลิปน็อตได้หวนกลับไปหาดนตรีแธรชและเดธเมทัลแบบดั้งเดิม แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่างของมันใหม่จนกลายเป็นดนตรีร่วมสมัย

ช่วงนั้นจะได้เห็นวงที่แต่งหน้าแต่งตาออกมาหลายคณะ นอกจากนี้ยังมีกระแสดนตรีนิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัลซึ่งได้วงอย่างคิลสวิตช์เอ็นเกจ มาเป็นผู้ร่วมขบวนพวกนี้คือสีสันของเมทัลเป็นหนึ่งวงที่ชอบเป็นพิเศษสำหรับวงรุ่นใหม่ด้วยกัน พวกเขาเป็นหนึ่งในพวกเลือดใหม่ของวงการเมทัลที่นำการเล่นกีตาร์โฉบเฉี่ยวกลับมา แม้ว่าจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าดนตรีจะเปลี่ยนไปเรื่อยตามทางของมัน ไม่มีทางเป็นเหมือนเดิม งานชุด อะไลฟ์ออร์จัสต์เบรธธิง เป็นงานเรียกความสนใจจากชาวเมทัล และตอกย้ำด้วย ดิเอนด์ออฟฮาร์ตเทช ที่ยังคงนำเอาการเล่นกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมมานำเสนอได้อย่างเหมาะสม

2006 Changing

ความสำเร็จของวงดนตรีในสายนูเมทัล ฮาร์ดคอร์ ทำให้วงดนตรีที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับโรดรันเนอรส์หลายคณะตีตัวออกห่างเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนเหมือนเดิม อย่างออบิทัวรี ดีไซด์ เดธเพสติเลนซ์ โดนยกเลิกสัญญา คิง ไดมอนด์ที่เคยเป็นลูกรักของโรดรันเนอรส์ในยุค 1980 ก็ตีตัวจากโรดรันเนอรส์เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ไทป์โอเนกาทีฟ ก็ขอยกเลิกสัญญาหลังจากโรดรันเนอรส์ออกอัลบั้มรวมเพลงของพวกเขาโดยไม่ปรึกษาหารือขอความยินยอมก่อน สาวพังก์ อแมนดา พาล์มเมอร์ก็มีปัญหาเมื่อโรดรันเนอรส์เห็นว่าเธอ “อ้วน” ไปอยากตัดต่อวิดีโอเพลง “ลีดส์ยูไนเต็ด” ใหม่ให้ดูว่าเธอเพรียวขึ้น แม้แต่วงใหญ่อย่างเมกาเดธซึ่งมีศักยภาพในตัวเองสูง ก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจนต้องขอออกไปหาบริษัทอื่นแทน

แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นไม่กระทบโรดรันเนอรส์ โดยเฉพาะเมื่อเซ็นสัญญากับวงอย่าง นิกเกิลแบ็ก คงทำให้หลายคนแปลกใจที่บริษัททำสัญญากับวงในสาย ป็อป / อัลเทอเนทีฟ / โพสต์กรันจ์ (และโดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยชอบวงนี้เท่าไหร่  คือมองว่าวงนี้ขาดความ “Original” แต่ดันประสบความสำเร็จจนน่าอิจฉา)  แต่พวกเขามีศักยภาพในตัวเองเพียงพอจะทำเงินให้บริษัทเป็นกอบเป็นกำ

ถึงจะมีปัญหาอะไรอยู่บ้าง แต่นับจากกลางทศวรรษ 80 มาถึงปัจจุบัน โรดรันเนอรส์ คือหนึ่งในบริษัทที่สนับสนุนดนตรีเมทั่ลมาโดยตลอด เคยได้รับเสียงโหวตให้เป็นบริษัทเมทัลยอดเยี่ยม –  เบสต์เมทัลเลเบิล จากนิตยสารเมทัลแฮมเมอร์ในปีค.ศ. 2008 รับรางวัลโกลเดนก็อดอะวอร์ดส์

การปิดตัวสำนักงานสาขาส่วนใหญ่ เหลือเพียงสำนักงานในอเมริกา น่าจะสะท้อนอะไรภายในที่น่ากังวลถึงการทำอัลบั้มของวงดนตรีเมทัลเหมือนกันว่าดนตรีของพวกเขาเริ่มลดมูลค่าตอบแทนและต้องหารายได้วิธีใหม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.