Bee Gees


บีจีส์ตั้งวงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 60 และได้รับความนิยมยาวนานต่อเนื่องจนกระทั่งถึงทศวรรษ 2000 สมาชิกวงเสียชีวิต ถึงปิดฉากการแสดงของบีจีส์ลง

บีจีส์เป็นวงของสามพี่น้องตระกูลกิ๊บส์ คือ แบรี โรบินและมอริช พวกเขาอยู่แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษก่อนจะย้ายไปอยู่ออสเตรเลียแล้วย้ายกลับมาอังกฤษอีกรอบ ตั้งวงกันตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 60 “ตอนที่เราอยู่ที่แมนเชสเตอร์ เราก็ร้องเพลงกันตามบ้านและที่อื่น ๆ แล้วล่ะ เรียนรู้การร้องประสานเสียงกันตั้งแต่ตอนนั้น…ผมยังจำได้เลยว่ามีอยู่วันนึง เราเดินกันไปตามถนนแล้วแบรีก็บอกว่า วันหนึ่งเราจะต้องมีชื่อเสียง…” มอริซรำลึกถึงความหลังสมัยที่รวมตัวกันทำวงดนตรีใหม่ๆ

แต่ชื่อเสียงก็ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ ครอบครัวกิ๊บบ์ย้ายถิ่นไปอยู่ควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย พวกเขาออกแสดงต่อเนื่องจนกระทั่งไปสะดุดหู บิล เกทส์ ดีเจวิทยุที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เผยแพร่เสียงร้องออกอากาศเป็นครั้งแรก

พวกเขาตั้งชื่อวงว่า Bee Gees “ตอนแรกที่เราตั้งวงมันเป็นวงที่มีสมาชิก 5 หรือ 6 คน เราตั้งชื่อวงว่า The Rattlesnakes ต่อมาเราย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย มีอยู่ครั้งหนึ่งเราได้ไปเล่นในงานแข่งรถที่บริสเบน เราได้คุยกับดีเจที่ชื่อ บิล เกทส์ (Bill Gates) ได้เจอกับนักแข่งรถชื่อ บิล กูด (Bill Good) และพวกเขาก็มาที่บ้านของเราด้วย บิล เกทส์เป็นคนที่พูดว่า โอ้ ที่นี่เต็มไปด้วย BG แฮะ” มอริซเล่าถึงที่มาของชื่อบีจีส์

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ออกรายการโทรทัศน์จนกระทั่งได้ทำสัญญากับเฟสติวัลเร็คคอร์ดในปี ค.ศ. 1963 ด้วยความช่วยเหลือของ คอล จอย ดาราชาวออสเตรเลีย

บีจีส์ออกอัลบั้ม The Bee Gees Sing And Play 14 Barry Gibb Songs ในปีค.ศ. 1965 ชื่ออัลบั้มออกจะแสดงออกถึงศักยภาพของแบรี กิบบ์เพราะในสมัยนั้นเขาประพันธ์เพลงฮิตให้กับนักร้องชาวออสเตรเลียหลายคนอยู่ก่อนแล้ว เช่นเพลง “One Road” ของจิมมี ลิทเทิล “I Just Don’t Like to be Alone” ของ ไบรอัน เดวีส์ เป็นต้น

ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้ออกอัลบั้มในออสเตรเลียและทำท่าว่ามีอนาคตไม่เลวนัก แต่ก็ไม่ได้โด่งดังมากมายยอดจำหน่ายก็ร่อแร่ พวกเขาได้รู้จัก แน็ท คิปเนอร์ และหันมาเซ็นสัญญากับสปินเร็คคอร์ดแทน แบรี กิบบ์ รำลึกอดีตเมื่อตอนที่ย้ายกลับมาอังกฤษใหม่ๆ ว่า “ถ้าจะถามว่าเริ่มต้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คงราวปี 1967 ที่พวกเราไปอยู่ที่อังกฤษ และเซ็นสัญญากับ โรเบิร์ต สติควู้ด”

การได้เซ็นสัญญากับโรเบิร์ต สติควู้ด เป็นโอกาสอันดีที่จะมีชื่อเสียง แผ่นซิงเกิล “New York Mining Disaster 1941” เข้าสู่ท็อป 20 ได้ทั้งฝังอังกฤษและฝั่งอเมริกา ตามมาด้วยอัลบั้ม Bee Gees’s First ก็ประสบความสำเร็จงดงามด้วยการผสมผสานระหว่างดนตรีร็อกและบัลลาดที่ประคองด้วยเสียงเครื่องสายยิ่งใหญ่อย่างเช่น “To Love Somebody”

หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังประสบความสำเร็จด้วยดีกับอัลบั้ม Horizontal ที่มีเพลงฮิต “Massachusetts” และ “Words” ปี 1968

แต่ที่น่าทึ่งมากคืออัลบั้ม Odessa ในปีค.ศ. 1969 พวกเขาทำดนตรีออกไปทางโปรเกรสซีพร็อกที่มีเสียงออเคสตราอลังการ ระหว่างทำอัลบั้มนี้เกิดปัญหาระหว่างโรบินกับแบรีเกี่ยวกับทิศทางของคณะ ตามมาด้วยปัญหาหยุมหยิมอย่างเช่นว่าจะเลือกเพลงไหนออกมาเป็นแผ่นซิงเกิล และดูเหมือนว่าโรเบิร์ต ผู้จัดการของวงเข้าข้างแบรี เต็มตัว ทำให้โรบินตัดสินใจลาออกจากวง

โรบินเล่าเบื้องหลังเหตุการณ์ที่ตัดสินลาออกว่า “ตอนนั้นผมกลับไปในสตูดิโอ เรากำลังเรียบเรียงดนตรีค้างกันอยู่ แต่ว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน. มันก็คงเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงป็อปหรือว่าร็อก ทุกคนก็จะคิดแต่ว่า แล้วฉันล่ะ ฉันล่ะ ฉันล่ะ!!!” ส่วนแบรีเล่าเหตุการณ์นั้นเพียงว่า “ตอนนั้นเรายังเป็นวัยรุ่น เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา…”

เหตุการณ์ที่พี่น้องไม่พูดกันในช่วงนั้นมีความคลุมเครือหลายเรื่องที่สมาชิกทั้งสามปฏิเสธที่จะเอ่ยถึงตรง ๆ อัลบั้มถัดมา Cucmber Castle จึงเหลือเพียงแบรีกับมอริช ส่วนโรบินออกงานเดียวชุด Robin’s Reign ซึ่งก็ไปได้สวยโดยมีเพลงฮิต “Save by the Bell”

ในปี 1970 สามพี่น้องต่างบันทึกเสียงอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง (แต่อัลบั้มที่บันทึกเสียงไว้ไม่ได้ออกวางจำหน่ายกันเลยแม้แต่คนเดียว) อย่างที่โบราณว่าไว้ว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ความเป็นพี่น้องอย่างไรก็ไม่ขาด ในช่วงเวลาไม่นานพวกเขาก็กลับมารวมตัวกันใหม่ในอัลบั้ม 2 Years On และมีเพลง “How Can You Mend a Broken Heart” ขึ้นถึงอันดัน 1 ในอเมริกา แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มจะเสื่อมความนิยม จนถึงจุดต่ำสุดใน Life in a Tin Can ในปี 1973 ขายได้น้อยจนเรียกว่าล้มเหลวสิ้นเชิง

“ช่วงต้นทศวรรษ 70s เป็นช่วงที่เงียบเหงาสำหรับเรา เราไม่มีเพลงฮิตกันเลยในช่วงนั้น” โรบิน เอ่ยถึงช่วงเวลาเหล่านั้น และแบรีเสริมว่า “เรามีเพลงฮิตแค่ “How Can You Mend a Broken Hear และ Lonely Days”

เหตุผลประการหนึ่งที่พวกเขาไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างเคยก็น่าจะเป็นที่ทิศทางของดนตรีทีเปลี่ยนไป นอกจากกระแสดนตรีแล้ว วงบีจีส์เองก็นำแนวเพลงต่าง ๆ ที่กำลังนิยมมาใช้ในเพลงของเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งให้แฟนเพลงจับทางไม่ค่อยถูก ถึงแม้จะยังคงมีเพลงบัลลาดที่เป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขาไว้เหมือนเดิมก็ตาม  โรเบิร์ต ผู้จัดการวงหาทางออกให้พวกเขาด้วยการเชิญเอริฟ มาร์ดิน โปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงในแวดวงโซลมาควบคุมการผลิตให้ในงานชุด Mr. Natural ที่ออกร็อกพร้อมกับดนตรีโซลที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าอัลบั้มนี้จะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเทียบเท่าในอดีต แต่เป็นการวางรากฐานดนตรีอีกรูปแบบหนึ่งของพวกเขา อลัน เคนเดลมือกีตาร์ของบีจีส์ในสมัยนั้นได้แสดงฝีมือมากที่สุดนับแต่อยู่กับวงมาตั้งแต่ปี 1970 แล้วยังมีเดนนิส ไบรอันเป็นมือกลองร่วมด้วยบลู วีฟเวอร์อดีตมือคีย์บอร์ดวง Strawbs และมอริชที่เคยเล่นเครื่องดนตรีแทบจะทุกชิ้นในวงก็หันไปเป็นมือเบสเต็มตัว

นี่คือสมาชิกในยุคที่คนคุ้นหน้าคุ้นตากันที่ พอจะเรียกว่าเป็นคลาสสิคไลน์อัปได้ไม่ขัดเขิน ด้วยความช่วยเหลือของเอริฟและโรเบิร์ตทำให้ได้เพลงที่มีจังหวะจะโคนงดงามอย่างเช่น “Jive Talkin” และ “Night On Broadway” ออกมาติดหูผู้คนและงานชุด Main Course ที่เป็นการต่อเติมยอดขึ้นไปจาก Mr, Natural ก็ประสบความสำเร็จและฮิตติดชาร์ทได้อีกครั้งและถัดมาอีกครั้ง Children of the World ก็มีเสียงร้องฟอลเซ็ทโต้ (เสียงหลบสูง) ของแบรีให้ได้ยินเป็นรูปธรรมชัดเจนในเพลง “You Should Be Dancing”

“การร้องแบบนั้นได้รับเสนอแนะมาจาก รีฟ มาร์เดน ผู้ที่สนิทกับพวกเราเหมือนกับเป็นญาติ เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ยอดเยี่ยม ระหว่างที่ผมร้องเพลง “Night On Broadway” จากอัลบั้ม Main Course อยู่นั้น เขาถามผมว่า “คุณจะตะโกนแบบฟอลเซ็ทโต้ได้มั้ย?  ลองร้องแอ็ดลิปหรือว่าตะโกนในช่วงท้ายเพลงได้มั้ย?  นั่นล่ะ คือที่มา และเราก็ชอบมันเสียด้วย”

หลังจากอัลบั้ม Children of the World ประสบความสำเร็จด้วยดี พวกเขาก็ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Here at Last…The Bee Gees…Live

แต่ความสำเร็จทั้งหลายที่พวกเขามีเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 1977 เมื่อโรเบิร์ตยื่นข้อเสนอให้บีจีส์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Saturday Night Fever ซึ่งทั้งภาพยนตร์และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ต่างประสบความสำเร็จมหาศาล แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว อัลบั้มนี้จะไม่ใช่งานของบีจีส์วงเดียวแต่ทุกคนต่างรู้จักบีจีส์ แทบไม่มีการเอ่ยถึงศิลปินอื่น และดิสโก้กลายเป็นสิ่งที่ประทับติดบีจีส์ตั้งแต่นั้นมา ทั้งที่พวกเขาปฏิเสธเสมอมาว่าพวกเขาไม่ใช่วงดิสโก้

“ตอนนี้ผู้คนคิดว่าเราเป็นวงดิสโก้ไปหมดแล้ว แต่คนที่คิดแบบนั้นไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง ถ้าคุณฟังเพลงของเรา คุณจะพบดนตรีสำหรับเต้นรำอยู่บ้าง แต่ก็มีเพลงบัลลาดและเพลงที่คุณไม่สามารถจะเต้นรำไปกับเพลงเหล่านั้นได้เลย” มอริซ กิบบ์ ให้สัมภาษณ์แบบนั้นในปีค.ศ. 1978 ช่วงที่พวกเขากำลังมีชื่อเสียงสูงสุดอยู่กับอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ Saturday Night Fever

“ตอนนั้นเรากำลังมิกซ์เสียงอัลบั้มแสดงสด (Last live) อยู่ที่ฝรั่งเศส โรเบิร์ตโทรมาหาเราแล้วบอกว่าเขาอ่านบทความในนิวยอร์คไทม์ชื่อว่า Tribal Rites of Saturday Night” เขียนโดยนิค โคห์ล และเขาต้องการที่จะทำมันเป็นภาพยนตร์ ให้จอห์น ทราโวลตาแสดงนำ แต่ว่าเขายังหาคนทำดนตรีไม่ได้ก็เลยจะถามว่าถ้าหากพวกเราจะเว้นว่างจากการมิกซ์งานใหม่แล้วไปเขียนเพลงให้ภาพยนตร์เรื่องนี้หน่อยจะได้มั้ย…” โรบิน กิบบ์ เล่าถึงต้นกำเนิดอัลบั้มสุดลือลั่น

“เรากำลังบันทึกเสียงอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เราเขียนเพลงไป 4 หรือ 5 เพลงตอนที่ (โรเบิร์ต) สติกวู้ด โทรมาหาจากแอลเอแล้วบอกว่า เรากำลังทำภาพยนตร์ ทุนต่ำ ชื่อ Tribal Rites of a Saturday Night คุณมีเพลงในมือบ้างมั้ย เราตอบไปว่า “เฮ้ เราทำไม่ได้หรอก เราไม่มีเวลามานั่งเขียนเพลงสำหรับภาพยนตร์ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกี่ยวกับอะไร” โรบิน กิบบ์เล่าความหลัง (ต่างกรรมต่างวาระกับประโยคท่อนบน)

จอห์น ทราโวลตาก็ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “เดอะบีจีส์ไม่ได้มาร่วมงานตั้งแต่ต้น ผมเต้นรำไปกับเพลงของสตีวี วันเดอร์และบอส สแคกก์ส”

บีจีส์เอาเพลงให้โรเบิร์ตฟัง มัวริซเล่าว่า “เราเปิดเดโมเพลง “If I Can’t Have You” “Night Fever” และ “More Than a Woman” เขาขอให้เราทำให้มันออกทางดิสโก้ให้มากขึ้นอีก”

ในขั้นตอนการตัดต่อหนังสมาชิกบีจีส์ก็ได้มาดูตัวอย่างหนังด้วย  “เรายืนอยู่ด้านหลัง สิ่งแรกที่พวกเราคิดก็คือเสียงดนตรีในภาพยนตร์มันเบาไป  เสียงรองเท้าของคนที่เต้นรำมันยังดังกว่าเสียงดนตรีเสียอีก   พวกเขาอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นมากว่าเสียงดนตรี แต่เราบอกโรเบิร์ตไปว่า เร่งเสียงดนตรีหน่อย เพราะในคลับจริงๆ ไม่มีใครได้ยินเสียงคนเต้นรำแบบนั้นหรอก จะมีแต่เสียงดนตรีดังกระหึ่มไปทั่ว” โรบินเอ่ยถึงความรู้สึกที่เขาได้เห็นภาพยนตร์ที่เขามีส่วนในความสำเร็จสูงเอาไว้แบบนั้น

แบรีออกความเห็นต่อความสำเร็จของ Saturday Night Fever และกระแสดิสโก้ว่า “บางทีมันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลังจากที่ผ่านยุคของสงคราม การเรียกร้องสันติภาพ ผู้คนก็ต้องการสิ่งที่สนุกสนานมาเติมเต็มให้กับชีวิต”  และ โรบินก็เสริมว่า “เราไม่เคยได้ยินคำว่าดิสโก้มาก่อนเลยจนกระทั่งสื่อเริ่มเอามาใช้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับพวกเรา แต่ว่าในตอนที่พวกเรากำลังทำอยู่นั้น (กลางทศวรรษ 70s ) เราอยากอธิบายว่ามันเป็น โปรเกรสสิฟ อาร์แอนด์บี บูลส์อายโซล มากกว่า”

จากความสำเร็จของอัลบั้มนี้สร้างแรงกดดันให้พวกเขาไม่น้อย “ผมเกลียดดนตรีดิสโก้ ผมฟังมันแล้วก็ได้ยินแต่เสียงฉาบกับแบ็ค-บีท บีจีส์อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นเยอะ เราสนุกกับความเปลี่ยนแปลงและสดใหม่ ดนตรีดิสโก้เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เรารับมันเข้ามา แต่ผมไม่คิดว่าเราจะอยากทำอย่างนั้นอีกแล้ว แบรีให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Teen Beat ไว้แบบนั้นเมื่อปี 1980 สองปีหลังจากที่อัลบั้ม Saturday Night Fever ประสบความสำเร็จมหาศาล

แต่นั่นอาจจะเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้ตัวเองหลุดจากคำว่าดิสโก้ เพราะอเมริกาช่วงปีค.ศ. 1980 คำว่าดิสโก้กลายเป็นสิ่งล้าสมัย เริ่มมีกระแสไม่เอาดิสโก้ทำให้บีจีส์เสียฐานแฟนเพลงในอเมริกาไปพอสมควร (แต่ที่อื่นทั่วโลกยังต้อนรับพวกเขาดีเหมือนเดิม) พวกเขาพลาดตั้งแต่ไปร่วมภาพยนตร์ Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band ภาพยนตร์สร้างจากอัลบั้มอันสุดแสนคลาสสิกของสี่เต่าทองที่โดนนักวิจารณ์ถล่มราบคาบในปีค.ศ. 1978 ต่อด้วยความล้มเหลวใน Living Eyes  โรบินและแบรีหันไปออกงานเดี่ยวบ้าง ตัวแบรี่นอกจากออกงานเดี่ยวแล้วยังหันไปทำเพลงและโปรดิวซ์ให้กับศิลปินมากมายอย่าง บราบารา สไตน์เซน, เคนนี โรเจอร์ เป็นต้น

เมื่อกลับมารวมตัวออกอัลบั้ม E.S.P. ในปี 1987 ก็ยังประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก ยกเว้นอเมริกาที่ดูจะหมางเมินกับพวกเขาเสียแล้ว แต่ในอัลบั้มถัดมา One ซึ่งมีเพลง “Wish You Were Here” ที่ประพันธ์ให้กับแอนดี กิบบ์ น้องชายคนเล็กผู้จากไปในปีค.ศ. 1988 ติดท็อปเทนในสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังออกงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ละอัลบั้มยังทำยอดจำหน่ายได้หลายล้านแผ่น ปี 1997 แสดงสดในลาส เวกัสในชื่อ One Night Only และนำมาเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ประสบความสำเร็จสูง ส่งผลในการแสดงที่เวมบลีส์สเตเดียมในอังกฤษมีผู้คนเข้าชมมากกว่าเจ็ดหมื่นคน

หลังปี 2000 เป็นต้นมาพวกเขาดูจะทำงานน้อยลง และเมื่อมอริชซึ่งเป็นกำลังหลักในด้านควบคุมทิศทางดนตรีก็เสียชีวิตลงในวันที่ 12 มกราคม 2003 ชื่อของบีจีส์ก็กลายเป็นอดีต ไม่มีการเคลื่อนไหวในนามบีจีส์ แต่ก็ยังมีอัลบั้มรวมเพลงออกมาเรื่อย ๆ แบรีและโรบินกลับมาแสดงร่วมกันบ้างนาน ๆ ครั้ง อย่างในวันที่ 31 ตุลาคม 2009 ผ่านรายการโทรทัศน์บีบีซี แต่เมื่อโรบินเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2012 บีจีส์ก็คงจะปิดฉากตำนานของวงเอาไว้ ณ เวลานั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.