Bee Gees


บีจีส์ตั้งวงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 60 และได้รับความนิยมยาวนานต่อเนื่องจนกระทั่งถึงทศวรรษ 2000 สมาชิกวงเสียชีวิต ถึงปิดฉากการแสดงของบีจีส์ลง

จุดเริ่มต้น บีจีส์

บีจีส์เป็นวงของสามพี่น้องตระกูลกิบบ์ คือ แบรี กับน้องชายฝาแฝด โรบินและมอริช พวกเขาเกิดที่ ไอส์ออฟแมน (เกาะแมนในสหราชอาณาจักร) แต่มาเติบโตในแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และได้ตั้งวงชื่อแรตเทิลสเน็กส์ (The Rattlesnakes) ในปีค.ศ. 1955 เล่นแนวสคิฟเฟิล/ร็อกแอนด์โรล ตามสมัยนิยม ในตอนนั้น แบรี เล่นกีตาร์และร้องนำ โรบินและมัวริซ ร้องนำ มี พอล ฟรอสต์ ตีกลอง และ เคนนี ฮอร์ร็อกส์ เล่นเบส

“ตอนที่เราอยู่ที่แมนเชสเตอร์ เราก็ร้องเพลงกันตามบ้านและที่อื่น ๆ แล้วล่ะ เรียนรู้การร้องประสานเสียงกันตั้งแต่ตอนนั้น…ผมยังจำได้เลยว่ามีอยู่วันนึง เราเดินกันไปตามถนนแล้วแบรีก็บอกว่า วันหนึ่งเราจะต้องมีชื่อเสียง…” มอริซรำลึกถึงความหลังสมัยที่รวมตัวกันทำวงดนตรีใหม่ ๆ แต่เมื่อพอลและเคนนีลาออกจากวงในปีค.ศ. 1958 ก็เหมือนว่าวงจะยุบตามไปด้วย ทั้งสามมาตั้งวง วี จอห์นนี เฮส์ แอนด์เดอะบลูแคตส์ โดยที่ จอห์นนี เฮส์ ก็คือ แบรีนั่นเอง

แต่ในเดือนสิงหาคม ครอบครัวกิบบ์ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ เรดคลิฟฟ์ ในรัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย แต่ชื่อเสียงก็ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ พวกเขาออกแสดงต่อเนื่องจนกระทั่งไปสะดุดหู บิล เกตส์ (Bill Gates) ดีเจวิทยุที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เผยแพร่เสียงร้องออกอากาศเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังแนะนำให้พวกเขารู้จัก บิล กู้ด (Bill Good) ซึ่งเป็นทั้งนักแข่งรถและเป็นผู้จัดงานเกี่ยวกับการแข่งรถต่าง ๆ อีก บิลเป็นคนจ้างพี่น้องกิบบ์ให้ไปเล่นในงาน เรดคลิฟฟ์สปีดเวย์ 1960 ซึ่งพวกเขาได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากการแสดงครั้งนั้นจากทิปที่บรรดาผู้มาร่วมงานโยนให้สมาชิกวง

พวกเขาตั้งชื่อวงว่า บีจีส์ (Bee Gees) ในช่วงนั้นเอง “ตอนแรกที่เราตั้งวงมันเป็นวงที่มีสมาชิก 5 หรือ 6 คน เราตั้งชื่อวงว่า เดอะแรตเทิลสเน็กส์ ต่อมาเราย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย มีอยู่ครั้งหนึ่งเราได้ไปเล่นในงานแข่งรถที่บริสเบน เราได้คุยกับดีเจที่ชื่อ บิล เกทส์ ได้เจอกับนักแข่งรถชื่อ บิล กูด และพวกเขาก็มาที่บ้านของเราด้วย บิล เกตส์เป็นคนที่พูดว่า โอ้ ที่นี่เต็มไปด้วย บีจี (B G) แฮะ” มอริซเล่าถึงที่มาของชื่อบีจีส์

ตอนแรกพวกเขาออกแสดงโดยเขียนชื่อวงว่า BGs คือเป็นตัวย่อของ บิล เกตส์ และ บิล กูด ต่อมาถึงได้เปลี่ยนเป็น Bee Gees (อันนี้ต้องสารภาพตามตรงว่าเมื่อก่อนเคยคิดว่า บีจีส์ ย่อมาจาก Brother Gibbs)

หลังจากนั้นชื่อเสียงของบีจีส์ก็เริ่มแพร่กระจายไป ได้ออกรายการโทรทัศน์ ตัวแบรีก็ได้เขียนเพลงให้ศิลปินคนอื่นบ้าง ต่อมา คอล จอย (Col Joye) นักแสดงชาวออสเตรเลียช่วยให้แบรีได้เซ็นสัญญาในปีค.ศ. 1963 กับบริษัท เฟสติวัลเร็กคอรดส์ ออกซิงเกิลมาพอประมาณ มีเพลงที่พอจะฮิตบ้างก็คือ “ไวน์แอนด์วีเมน”  กระทั่งปีค.ศ. 1965 จึงได้ออกอัลบั้มแรก เดอะบีจีส์ซิงแอนด์เพลย์แบรี กิบบ์ซองส์ (The Bee Gees Sing And Play 14 Barry Gibb Songs) ชื่ออัลบั้มแสดงศักยภาพของแบรี กิบบ์เพราะในสมัยนั้นเขาประพันธ์เพลงฮิตให้กับนักร้องชาวออสเตรเลียหลายคนอยู่ก่อนแล้ว เช่นเพลง “วันโรด” ของจิมมี ลิตเติล “ไอจัสต์ดอนต์ไลก์ทูบีอะโลน”ของ ไบรอัน เดวีส์ เป็นต้น

แต่อัลบั้มแรกของบีจีส์ไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาดมากนัก จนทางเฟสติวัลเร็กคอรดส์ตัดสินใจไม่ผลักดันวงต่อ ก็เป็นจังหวะที่พวกเขาได้รู้จัก แน็ต คิปเนอร์ (Nat Kipner) ซึ่งในเวลานั้นทำงานด้านบริหารและพัฒนาศิลปินให้กับสปินเร็กคอรดส์ แน็ตมาเป็นผู้จัดการวงให้บีจีส์ ได้เจรจาขอสัญญาจาเฟสติวัลไปอยู่กับสปิน โดยแลกเปลี่ยนให้เฟสติวัลยังคงได้สิทธิจำหน่ายอัลบั้มของบีจีส์ในออสเตรเลีย

บีจีส์ยังคงทำซิงเกิลต่อไป พวกเขามีเพลงฮิตคือ “สปิกส์แอนด์สเป็กส์” แต่สถานการณ์ทั่วไปก็ยังไม่ประสบความสำเร็จกว่าเมื่อก่อน แต่การอยู่ภายใต้การโอบอุ้มของแน็ตก็มีข้อดีอยู่บ้าง เพราะคู่หูของแน็ตคือ ออสซี ไบรอัน (Ossie Byrne) เป็นวิศกรเสียงฝีมือดีและเป็นเจ้าของ เซนต์แคลร์สตูดิโอในซิดนีย์ ทำให้บีจีส์มีโอกาสเข้าไปใช้ห้องบันทึกเสียงและพัฒนาศักยภาพด้านการบันทึกเสียงเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก

บีจีส์และออสซี เดินทางมาพักผ่อนที่อังกฤษในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1967 และการเดินทางครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

ก้าวสู่ชื่อเสียง

ก่อนหน้าจะเดินทางไปอังกฤษ ฮิวส์ กิบบ์ บิดาของพี่น้องกิบบ์ได้ส่งเดโมเทปของพวกเขาให้กับไบรอัน เอปสไตน์ ผู้จัดการเดอะบีเทิลส์ ซึ่งไบรอันเอาเดโมเทปนั้นส่งต่อให้ โรเบิร์ต สติกวู้ด ซึ่งสนใจจะเซ็นสัญญากับพวกเขา

แบรี กิบบ์ รำลึกอดีตเมื่อตอนที่มาอังกฤษใหม่ ๆ ว่า “ถ้าจะถามว่าเริ่มต้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คงราวปี 1967 ที่พวกเราไปอยู่ที่อังกฤษ และเซ็นสัญญากับ โรเบิร์ต สติกวู้ด”          

จากซ้าย แบรี กิบบ์ โรบิน กิบบ์ วินซ์ เมลูนี มัวริซ กิบบ์ และ คอลิน พีเตอร์เซน ประมาณปี ค.ศ. 1970

การได้เซ็นสัญญากับโรเบิร์ต สติกวู้ด เป็นโอกาสอันดีที่จะมีชื่อเสียง ในตอนนั้นนอกจากสามพี่น้องแล้วยังมี วินซ์ เมลูนีย์ (Vince Melouney) เป็นมือกีตาร์ และ คอลิน ปีเทอร์เซน (Colin Petersen) เป็นมือกลอง

ซิงเกิล “นิวยอร์กไมน์นิงดิสซาสเตอร์ 1941” เข้าสู่ท็อป 20 ได้ทั้งฝังอังกฤษและฝั่งอเมริกา ตามมาด้วยอัลบั้ม บีจีส์เฟิร์สต์ (Bee Gees’s First) ก็ประสบความสำเร็จงดงามด้วยการผสมผสานระหว่างดนตรีร็อกและบัลลาดที่ประคองด้วยเสียงเครื่องสายยิ่งใหญ่อย่างเช่น “ทูเลิฟซัมบอดี” (เพลงเก่าของ โอทิส เรดดิง) และ “ฮอลิเดย์” ส่งผลให้อัลบั้ม บีจีส์เฟิร์สต์ ขึ้นถึงอันดับ 8 ในสหราชอาณาจักร และอันดับ 7 ในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังประสบความสำเร็จด้วยดีกับอัลบั้ม ฮอไรซอนทัล (Horizontal) ที่มีเพลงฮิต “แมสซาชูเซตต์” และ “เวิลด์” ในปีค.ศ. 1968 และ วินซ์ มือกีตาร์ก็ลาออกจากวงในช่วงปลายปีนั้นเอง

ช่วงนั้นพวกเขาประสบความสำเร็จทางการตลาด อัลบั้ม ไอเดีย (Idea) ก็ยังมีเพลงฮิต คือ “ไอฟ์ก็อตทาเก็ตอะเมสเซจทูยู” และ “ไอสตาร์ตเต็ดอะโจ๊ก” (เพลงนี้น่าจะดังจริง ยังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ดูตลก ดู๋ ดอกกระโดนเอาเพลงนี้มาแปลงเป็นตลก ๆ ฮามาก)

“ไอสตาร์ตเต็ดอะโจ๊ก”

ในผลงานยุคแรกของบีจีส์ที่น่าทึ่งมากคืออัลบั้ม โอเดสซา (Odessa) ในปีค.ศ. 1969 ตอนที่ฟังอัลบั้มนี้ครั้งแรกนึกถึงวงแนวโปรเกรซซีฟ ซิมโฟนิกร็อกแบบเดอะมูดีบลูส์ พวกเขาใช้เสียงออเคสตราอลังการมาโอบอุ้มบทเพลงจนรู้สึกว่าพวกเขากำลังหันไปทางซีเรียสจริงจัง เนื้อหาก็เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้ม เกี่ยวกับเรือออกทะเลและอัปปาง แต่น่าเสียดายที่ความนิยมในวงบีจีส์ลดลงจากอัลบั้มนี้ (แต่โดยส่วนตัวยังแนะนำให้ฟังอัลบั้มนี้เป็นพิเศษ เพราะมีความงามทางการเรียบเรียงดนตรีให้ฟังมากเป็นพิเศษ)

 ระหว่างทำอัลบั้มนี้เกิดปัญหาระหว่างโรบินกับแบรีเกี่ยวกับทิศทางของคณะ ตามมาด้วยปัญหาหยุมหยิมอย่างเช่นว่าจะเลือกเพลงไหนออกมาเป็นแผ่นซิงเกิล และดูเหมือนว่าโรเบิร์ต ผู้จัดการของวงเข้าข้างแบรี เต็มตัวและอยากให้แบรีเป็นนักร้องนำของวง ทำให้โรบินตัดสินใจลาออกจากวง

โรบินเล่าเบื้องหลังเหตุการณ์ที่ตัดสินลาออกว่า “ตอนนั้นผมกลับไปในสตูดิโอ เรากำลังเรียบเรียงดนตรีค้างกันอยู่ แต่ว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน. มันก็คงเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงป็อปหรือว่าร็อก ทุกคนก็จะคิดแต่ว่า แล้วฉันล่ะ ฉันล่ะ ฉันล่ะ!!!” ส่วนแบรีเล่าเหตุการณ์นั้นเพียงว่า “ตอนนั้นเรายังเป็นวัยรุ่น เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา…”

เหตุการณ์ที่พี่น้องไม่พูดกันในช่วงนั้นมีความคลุมเครือหลายเรื่องที่สมาชิกทั้งสามปฏิเสธที่จะเอ่ยถึงตรง ๆ อัลบั้มถัดมา คูคัมเบอร์คาสเซิล (Cucumber Castle) จึงเหลือเพียงแบรีกับมอริช ส่วน คอลิน มือกลองโดนไล่ออกระหว่างการบันทึกเสียง เทอรี ค็อกซ์ แห่งวงเพนตาแกรมจึงมาช่วยตีกลองในเพลงที่เหลือ พี่น้องกิบบ์ให้เลสลีย์ น้องสาวมาช่วยตอนแสดงสดด้วย ส่วนโรบินออกงานเดียวชุด โรบินส์ไรจ์ (Robin’s Reign) ซึ่งก็ไปได้สวยโดยมีเพลงฮิต “เซฟด์บายเดอะเบลล์”

“เซฟด์บายเดอะเบลล์”

หลังจากออกอัลบั้ม คูคัมเบอร์คาสเซิล ไม่นาน มอริซและแบรีก็ตัดสินใจว่าควรแยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว มัวริซปล่อยซิงเกิล “เรลโรด” ออกมา ส่วน แบรี มีซิงเกิล “ไอล์คิสยัวร์เมโมรี” แต่อัลบั้มที่ทั้งคู่ต่างบันทึกเสียงไว้ไม่ได้ออกวางจำหน่ายกันเลยแม้แต่คนเดียว

 อย่างที่โบราณว่าไว้ว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ความเป็นพี่น้องอย่างไรก็ไม่ขาด ในช่วงเวลาไม่นานพวกเขาก็กลับมารวมตัวกันใหม่ “โรบินโทรศัพท์มาหาผม ตอนพักผ่อนอยู่ในสเปน บอกว่า เรากลับมาทำวงอีกเถอะ” แบรีเล่า และการกลับมารวมวงก็เป็นไปด้วยดี

ในอัลบั้ม ทูเยียรส์ออน (2 Years On) และมีเพลง “ฮาวแคนยูเมนด์ทอะโบรเคนฮาร์ต” ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอเมริกา แต่นอกจากนั้นแล้วถือว่าเป็นยุคที่พวกเขาเสื่อมความนิยมลงไปทุกขณธ จนถึงจุดต่ำสุดใน ไลฟ์อินอะทินแคน (Life in a Tin Can) ในปีค.ศ. 1973 ขายได้น้อยจนเรียกว่าล้มเหลวสิ้นเชิง

“ช่วงต้นทศวรรษ 70 เป็นช่วงที่เงียบเหงาสำหรับเรา เราไม่มีเพลงฮิตกันเลยในช่วงนั้น” โรบิน เอ่ยถึงช่วงเวลาเหล่านั้น และแบรีเสริมว่า “เรามีเพลงฮิตแค่ ฮาวแคนยูเมนด์อะโบรเคนฮาร์ต และ โลนลีเดยส์ เท่านั้นเอง”

จากเป็นวงเล่นตามสนามกีฬาหรือว่าสถานที่จุหลายพันคน พวกเขาต้องมาเล่นตามคลับเล็ก ๆ จุคนหลักร้อยเท่านั้น เหตุผลประการหนึ่งที่พวกเขาไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างเคยก็น่าจะเป็นที่ทิศทางของดนตรีทีเปลี่ยนไป นอกจากกระแสดนตรีแล้ว วงบีจีส์เองก็นำแนวเพลงต่าง ๆ ที่กำลังนิยมมาใช้ในเพลงของเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งให้แฟนเพลงจับทางไม่ค่อยถูก ถึงแม้จะยังคงมีเพลงบัลลาดที่เป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขาไว้เหมือนเดิมก็ตาม

อาร์เหม็ด เออเทกัน ผู้ก่อตั้งแอตแลนติกเร็กคอรดส์แนะนำโรเบิร์ตว่า ควรให้ อารีฟ มาร์ดิน มาช่วยดูแลการผลิตอัลบั้มของบีจีส์ อารีฟเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยของเนซูฮี น้องชายของอาร์เหม็ด เขาทำงานหลายอย่างจนกลายมาเป็นผู้ดูแลการผลิตอัลบั้มให้กับศิลปินในสังกัดแอตแลนติกและในตอนนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทแอตแลนติก และเป็นผู้ดูแลการผลิตที่มีชื่อเสียงในแวดวงโซล

เมื่ออารีฟมาควบคุมการผลิตให้ในงานชุด มิสเตอร์เนเชอรัล (Mr. Natural) ที่ออกอาร์แอนด์บีพร้อมกับดนตรีโซลที่ยอดเยี่ยม โดยลดสัดส่วนเพลงบัลลาดของบีจีส์ลงไป แม้ว่าอัลบั้มนี้จะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเทียบเท่าในอดีต แต่เป็นการวางรากฐานดนตรีอีกรูปแบบหนึ่งของพวกเขา อลัน เคนเดล มือกีตาร์ของบีจีส์ในสมัยนั้นได้แสดงฝีมือมากที่สุดนับแต่อยู่กับวงมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 แล้วยังมี เดนนิส ไบรอัน เป็นมือกลองร่วมด้วย บลู วีฟเวอร์ อดีตมือคีย์บอร์ดวงสตรอวบ์ส (Strawbs) และมอริชที่เคยเล่นเครื่องดนตรีแทบจะทุกชิ้นในวงก็หันไปเป็นมือเบสเต็มตัว

นี่คือสมาชิกในยุคที่คนคุ้นหน้าคุ้นตากันที่พอจะเรียกว่าเป็นคลาสสิคไลน์อัปได้ไม่ขัดเขิน ช่วงนี้บีจีส์ย้ายมาปักหลักอยู่ที่ไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เพื่อซึมซับวัฒนธรรมดนตรีและบรรยากาศใหม่ ๆ สำหรับทำอัลบั้มใหม่ตามคำแนะนำของโรเบิร์ต ผู้จัดการวง

ภายใต้การดูแลการผลิตของเอริฟและโรเบิร์ต พวกเขาเปิดรับเอาวัฒนธรรมอาร์แอนด์บีและฟังก์ของอเมริกาเข้ามาสู่ดนตรีมากขึ้น ทำให้ได้เพลงที่มีจังหวะจะโคนงดงามอย่างเช่น “ไจฟ์ทอล์กกิง” (ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกา) และ “ไนต์ออนบรอดเวย์” ออกมาติดหูผู้คนมีเพลงฮิตติดท็อป 10 ในอเมริกาครั้งแรกหลังจากเว้นว่างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1968

และงานชุด เมนคอร์ส (Main Course) ก็ประสบความสำเร็จและฮิตติดชาร์ตได้อีกครั้งถึงอันดับ 8 ในอเมริกา และถัดมาอีกครั้ง ชิลเดรนออฟเดอะเวิลด์ (Children of the World) ก็มีเสียงร้องฟอลเซ็ทโต้ (เสียงหลบสูง) ของแบรีให้ได้ยินเป็นรูปธรรมชัดเจนในเพลง “ยูชูลด์บีแดนซิง”

“การร้องแบบนั้นได้รับเสนอแนะมาจาก เอรีฟ มาร์ดิน ผู้ที่สนิทกับพวกเราเหมือนกับเป็นญาติ เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ยอดเยี่ยม ระหว่างที่ผมร้องเพลง “ไนต์ออนบรอดเวย์” จากอัลบั้ม เมนคอร์ส อยู่นั้น เขาถามผมว่า “คุณจะแผดเสียงสูงแบบฟอลเซ็ทโต้ได้มั้ย?  ลองร้องแอ็ดลิปหรือว่าตะโกนในช่วงท้ายเพลงได้มั้ย?  นั่นล่ะ คือที่มา และเราก็ชอบมันเสียด้วย”

นอกจากนี้เสียงซินธ์ในเพลง “ยูชูลด์บีแดนซิง” จากฝีมือ บลู วีฟเวอร์ ยังโดดเด่นและเข้ากับดนตรีดิสโกฃเป็นอย่างมาก  

หลังจากอัลบั้ม ชิลเดรนออฟเดอะเวิลด์ ประสบความสำเร็จด้วยดี พวกเขาก็ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มบันทึกการแสดงสด เฮียร์แอตลาสต์…เดอะบีจีส์ไลฟ์ (Here at Last…The Bee Gees…Live)

แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์

แต่ความสำเร็จทั้งหลายที่พวกเขามีเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1977 เมื่อโรเบิร์ตยื่นข้อเสนอให้บีจีส์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ซึ่งทั้งภาพยนตร์และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ต่างประสบความสำเร็จมหาศาล แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว มีเพลงของบีจีส์ 6 เพลง จาก 17 เพลง (และมี 2 เพลงที่สามพี่น้องเป็นผู้ประพันธ์แต่ให้ศิลปินอื่นขับร้องแทน) แต่ทุกคนต่างรู้จักบีจีส์ มีภาพบีจีส์บนหน้าปกอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ แทบไม่มีการเอ่ยถึงศิลปินอื่นในอัลบั้มนั้นเลย และดิสโกกลายเป็นสิ่งที่ประทับติดบีจีส์ตั้งแต่นั้นมา ทั้งที่พวกเขาปฏิเสธเสมอมาว่าพวกเขาไม่ใช่วงดิสโก  

“ตอนนี้ผู้คนคิดว่าเราเป็นวงดิสโกไปหมดแล้ว แต่คนที่คิดแบบนั้นไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง ถ้าคุณฟังเพลงของเรา คุณจะพบดนตรีสำหรับเต้นรำอยู่บ้าง แต่ก็มีเพลงบัลลาดและเพลงที่คุณไม่สามารถจะเต้นรำไปกับเพลงเหล่านั้นได้เลย” มอริซ กิบบ์ ให้สัมภาษณ์แบบนั้นในปีค.ศ. 1978 ช่วงที่พวกเขากำลังมีชื่อเสียงสูงสุดอยู่กับอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์

แต่ความจริงแล้ว บีจีส์ไม่ได้สนใจจะทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก จอห์น ทราโวลตา นักแสดงนำให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “เดอะบีจีส์ไม่ได้มาร่วมงานตั้งแต่ต้น ผมเต้นรำไปกับเพลงของสตีวี วันเดอร์และบอส สแคกก์ส”

ทั้งนี้ก็เพราะในเวลาที่โรเบิร์ตตัดสินใจทำภาพยนตร์เรื่องนี้ สมาชิกวงกำลังยุ่งอยู่กับการทำอัลบั้มบันทึกการแสดงสด เฮียร์แอตลาสต์…เดอะบีจีส์ไลฟ์ อยูในฝรั่งเศส

“ตอนนั้นเรากำลังมิกซ์เสียงอัลบั้มแสดงสด (เฮียร์แอตลาสต์…) อยู่ที่ฝรั่งเศส โรเบิร์ตโทรมาหาเราแล้วบอกว่าเขาอ่านบทความในนิวยอร์คไทม์ชื่อว่า ไทรบัลไรต์ออฟแซตเทอเดย์ไนต์ (Tribal Rites of Saturday Night) เขียนโดยนิค โคห์ล และเขาต้องการที่จะทำมันเป็นภาพยนตร์ ให้จอห์น ทราโวลตาแสดงนำ แต่ว่าเขายังหาคนทำดนตรีไม่ได้ก็เลยจะถามว่าถ้าหากพวกเราจะเว้นว่างจากการมิกซ์งานใหม่แล้วไปเขียนเพลงให้ภาพยนตร์เรื่องนี้หน่อยจะได้มั้ย…” โรบิน กิบบ์ เล่าถึงต้นกำเนิดอัลบั้มสุดลือลั่น

แบรี บอกว่า “พวกเขาบอกว่ามันจะต้องไปได้สวยแน่ ๆ เรายังไม่รู้เลยว่าภาพยนตร์นั้นเกี่ยวกับอะไร นอกจากได้อ่านบางส่วนของบทภาพยนตร์แบบหยาบๆ ที่พวกเขาติดมือมาด้วย คุณต้องจำไว้อย่างหนึ่งนะ เรากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำมากในจุดนั้น ตอนปี 1975 ในช่วงนั้นดนตรีของบีจีส์มันดูล้ามาก เราอยากได้อะไรใหม่สด เราไม่มีเพลงฮิตมาร่วมสามปีแล้ว เราก็คิดว่า โอ พระเจ้า นี่แหละ นี่คือชีวิตที่เราต้องเผชิญกับมัน เหมือนกับวงส่วนใหญ่ที่เกิดในปลายทศวรรษ 60 เราต้องหาอะไรสักอย่าง และเราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

 แน่นอนว่าบีจีส์ไม่อาจปฏิเสธผู้จัดการของเขาได้ เมื่อมีเวลาว่างจากการมิกซ์อัลบั้มแสดงสด พวกเขาก็เขียนเพลงส่งให้โรเบิร์ตฟัง มัวริซเล่าว่า “เราเปิดเดโมเพลง “อีฟไอแคนต์แฮปยู” “ไนต์ฟีเวอร์” และ “มอร์แดนอะวูแมน” เขาขอให้เราทำให้มันออกทางดิสโก้ให้มากขึ้นอีก”

ในขั้นตอนการตัดต่อหนังสมาชิกบีจีส์ก็ได้มาดูตัวอย่างหนังด้วย  “เรายืนอยู่ด้านหลัง สิ่งแรกที่พวกเราคิดก็คือเสียงดนตรีในภาพยนตร์มันเบาไป  เสียงรองเท้าของคนที่เต้นรำมันยังดังกว่าเสียงดนตรีเสียอีก   พวกเขาอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นมากว่าเสียงดนตรี แต่เราบอกโรเบิร์ตไปว่า เร่งเสียงดนตรีหน่อย เพราะในคลับจริงๆ ไม่มีใครได้ยินเสียงคนเต้นรำแบบนั้นหรอก จะมีแต่เสียงดนตรีดังกระหึ่มไปทั่ว” โรบินเอ่ยถึงความรู้สึกที่เขาได้เห็นภาพยนตร์ที่เขามีส่วนในความสำเร็จสูงเอาไว้แบบนั้น

แบรีออกความเห็นต่อความสำเร็จของ แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ และกระแสดิสโกว่า “บางทีมันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลังจากที่ผ่านยุคของสงคราม การเรียกร้องสันติภาพ ผู้คนก็ต้องการสิ่งที่สนุกสนานมาเติมเต็มให้กับชีวิต”  และ โรบินก็เสริมว่า “เราไม่เคยได้ยินคำว่าดิสโก้มาก่อนเลยจนกระทั่งสื่อเริ่มเอามาใช้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับพวกเรา แต่ว่าในตอนที่พวกเรากำลังทำอยู่นั้น (กลางทศวรรษ 70s ) เราอยากอธิบายว่ามันเป็น โปรเกรสสิฟ อาร์แอนด์บี บูลส์อายโซล มากกว่า”

จากความสำเร็จของอัลบั้มนี้สร้างแรงกดดันให้พวกเขาไม่น้อย “ผมเกลียดดนตรีดิสโก้ ผมฟังมันแล้วก็ได้ยินแต่เสียงฉาบกับแบ็ก-บีต บีจีส์อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นเยอะ เราสนุกกับความเปลี่ยนแปลงและสดใหม่ ดนตรีดิสโกเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เรารับมันเข้ามา แต่ผมไม่คิดว่าเราจะอยากทำอย่างนั้นอีกแล้ว” แบรีให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ทีนบีต ไว้แบบนั้นเมื่อปี ค.ศ. 1980 สองปีหลังจากที่อัลบั้ม แซตเทอเดย์ไนต์ฟีเวอร์ ประสบความสำเร็จมหาศาล

แต่นั่นอาจจะเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้ตัวเองหลุดจากคำว่าดิสโก เพราะอเมริกาช่วงปีค.ศ. 1980 คำว่าดิสโกกลายเป็นสิ่งล้าสมัย เริ่มมีกระแสไม่เอาดิสโกทำให้บีจีส์เสียฐานแฟนเพลงในอเมริกาไปพอสมควร (แต่ที่อื่นทั่วโลกยังต้อนรับพวกเขาดีเหมือนเดิม) พวกเขาพลาดตั้งแต่ไปร่วมภาพยนตร์ เซเจนต์เปปเปอร์สโลนลีฮาร์ตคลับแบนด์  (Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band) ภาพยนตร์สร้างจากอัลบั้มอันสุดแสนคลาสสิกของสี่เต่าทองที่โดนนักวิจารณ์ถล่มราบคาบในปีค.ศ. 1978 ต่อด้วยความล้มเหลวใน ลิฟวิงอายส์ (Living Eyes) โรบินและแบรีหันไปออกงานเดี่ยวบ้าง แบรีนอกจากออกงานเดี่ยวแล้วยังหันไปทำเพลงและโปรดิวซ์ให้กับศิลปินมากมายอย่าง บราบารา สไตน์เซน เคนนี โรเจอร์ เป็นต้น

เมื่อกลับมารวมตัวออกอัลบั้ม อีเอสพี (E.S.P.) ในปี 1987 ก็ยังประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก ยกเว้นอเมริกาที่ดูจะหมางเมินกับพวกเขาเสียแล้ว แต่ในอัลบั้มถัดมา วัน (One) ซึ่งมีเพลง “วิชยูเวอร์เฮียร์” ที่ประพันธ์ให้กับ แอนดี กิบบ์ น้องชายคนเล็กผู้จากไปในปีค.ศ. 1988 ติดท็อปเทนในสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังออกงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ละอัลบั้มยังทำยอดจำหน่ายได้หลายล้านแผ่น ปี ค.ศ. 1997 แสดงสดในลาสเวกัสในชื่อ วันไนต์โอนลี (One Night Only)และนำมาเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ประสบความสำเร็จสูง ส่งผลในการแสดงที่เวมบลีส์สเตเดียมในอังกฤษมีผู้คนเข้าชมมากกว่าเจ็ดหมื่นคน

หลังปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมาพวกเขาดูจะทำงานน้อยลง และเมื่อมอริชซึ่งเป็นกำลังหลักในด้านควบคุมทิศทางดนตรีก็เสียชีวิตลงในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2003 ชื่อของบีจีส์ก็กลายเป็นอดีต ไม่มีการเคลื่อนไหวในนามบีจีส์ แต่ก็ยังมีอัลบั้มรวมเพลงออกมาเรื่อย ๆ แบรีและโรบินกลับมาแสดงร่วมกันบ้างนาน ๆ ครั้ง อย่างในวันที่ 31 ตุลาคม 2009 ผ่านรายการโทรทัศน์บีบีซี แต่เมื่อโรบินเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 บีจีส์ก็คงจะปิดฉากตำนานของวงเอาไว้ ณ เวลานั้น

ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด 5 เมษายน 2563

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.