Blackmore’s Night: Dancer and the Moon


เขียนถึงริทชี แบล็คมอร์ในฐานะผู้ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นวีรบุรุษสมัยที่เริ่มฟังเพลงใหม่ๆ ตอนนั้นชอบเพลงของดีพเพอเพิลมากกว่าเล็ดเซพพลินเสียอีก โดยเฉพาะอัลบั้ม ไฟร์บอลล์ (Fireball)

ไม่น่าเชื่อว่าในบั้นปลายชีวิต (?) เขาจะเล่นเพลงโฟล์คเป็นหลัก ละทิ้งดนตรีร็อกไว้เบื้องหลังให้แฟนเพลงรำลึกถึงว่าครั้งหนึ่งชายผู้นี้สร้างท่อนริฟฟ์สะท้านโลก “สโมก ออน เดอะ วอเตอร์” แต่ตอนนี้พอใจที่จะเล่นกีตาร์โปร่ง เบา ฟังสบาย

แบล็กมอรส์ไนท์เป็นการทำงานร่วมกับแคนดิซ ไนท์ภรรยาของเขา (เป็นการตั้งชื่อวงที่เท่มาก) แฟนเพลงเรนโบว์เคยได้ยินเสียงเธอในฐานะคนร้องประสานเสียงในอัลบั้ม สเตรนเจอร์ อิน อัส ออล (Stranger in Us All) และยังร่วมเขียนเพลงในอัลบั้มนั้นด้วย

ตอนที่ออกอัลบั้มแรกของแบล็กมอรส์ไนท์หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่โปรเจ็คท์คั่นเวลา แต่จากวันนั้นถึงวันนี้แบล็กมอรส์ไนท์ก็ยังผลิตผลงานและออกทัวร์ต่อเนื่อง

คำนิยามดนตรีของแบล็กมอรส์ไนท์คงไม่พ้น โฟล์ค นีโอ-โฟล์ค เรอเนสซองค์ นีโอ-เมดิวัล ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่น่าแปลกใจเพราะริทชี แบล็คมอร์สนใจดนตรีเก่าแก่โบราณมาตั้งแต่สมัยอยู่ดีพเพอเพิล แต่มาแสดงออกชัดเจนสมัยทำวงเรนโบว์ อัลบั้มแรกก็มีเพลง “เดอะ เทมเพิล ออฟ เดอะ คิง” ลีลาไม่แตกต่างจากงานสมัยแบล็กมอรส์ไนท์อยู่แล้ว

แบล็กมอรส์ไนท์เล่นเพลง “เดอะ เทมเพิล ออฟ เดอะ คิง” มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม และในอัลบั้ม แดนเซอร์แอนด์เดอะมูน (Dancer and the Moon) ก็มีเพลงนี้รวมอยู่ด้วย

แคนดิซ ไนท์อธิบายว่า “เพลงนี้มหัศจรรย์ในตัวของมันเอง ยืนหยัดผ่านการทดสอบของกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้ นักร้องนำต้นฉบับ (หมายถึงรอนนี เจมส์ ดีโอ) ยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าใครก็แทนที่เขาไม่ได้ เราไม่คิดว่าเราจะ ‘แทนที่’ เขา เรามองเพลงนี้ในฐานะเพลงใหม่เพลงหนึ่ง”

นอกจากเอาเพลงของตัวเองมาทำใหม่แล้ว ยังมีเอาเพลงของคนอื่นมาทำใหม่ด้วย ตั้งแต่เปิดอัลบั้มนี้จะได้ยินเพลง “ไอ ธิงค์ อิทส์ โกอิง ทู เรน ทูเดย์” เพลงเก่าของแรนดี นิวแมนที่มีคนเอาไปทำใหม่หลายสิบคน (เท่าที่เคยฟังมา) ทั้งรุ่นใหญ่อย่างนีนา ซีโมน, จูดี้ คอลลินส์, เบทท์ มิดเลอร์ มาจนถึงรุ่นหลังอย่างนอราห์ โจนส์

ลองฟังจากต้นฉบับก่อน

เวอร์ชั่นที่ชอบมาก (และเป็นเพลงที่ให้รู้จักกับวงนี้) เป็นเวอร์ชั่นของยูบีโฟร์ตี้

แบล็กมอรส์ไนท์เคยทำเพลงนี้ไว้ในบันทึกการแสดงสด คาสต์เซิลแอนด์ดรีมส์ (Castles and Dreams) มาก่อนแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ แต่ก็เรียบเรียงเพลงใหม่ เพิ่มความเร็วขึ้น และทำให้เพลงดูสดใสมากขึ้นกว่าต้นฉบับที่เศร้าสร้อย

การเรียบเรียงเพลงใหม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่สดใหม่ได้เหมือนกัน อย่างเช่น “เลดี อิน แบล็ก” ดั้งเดิมของยูไรอาห์ฮีป ลองฟังต้นฉบับก่อน

แล้วมาฟังเวอร์ชั่นของแบล็กมอรส์ไนท์

อัลบั้ม แดนเซอร์แอนด์เดอะมูน น่าจะเป็นบทสรุปสำหรับความเป็นแบล็กมอรส์ไนท์ ริทชี แบล็คมอร์หันมาเล่นแมนโดลา (เหมือนแมนโดลิน มี 8 สาย), นิกเกิลฮาร์ปาร์ (มีคันสีแบบไวโอลิน แต่มีคีย์ให้กดแทนที่จะกดสายโดยตรง) หรือแม้แต่เครื่องดนตรีที่แทบไม่เห็นในดนตรีป็อป ร็อก หรือ ฮาร์ดร็อกคือเจ้า เฮอดี-เกอดี (ตัวที่ริทชีเล่นช่วงโซโลในวิดีโอ “แดนเซอร์ แอนด์ เดอะ มูน” ที่ต้องใช้มือหมุนด้วยนั่นล่ะ)

ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ทิ้งสตราโตคาสเตอร์ บางเพลงฟังไปก็ไม่ต่างจากเพลงของเรนโบว์สมัยโจ ลีน เทอร์เนอร์เป็นนักร้องนำเท่าไหร่ อย่างเช่น “เดอะ มูน อิส ชายนิง”

ลองเทียบกับเพลง “สตรีท ออฟ ดรีม” จากอัลบั้ม เบนต์เอาต์ออฟเชป (Bent out of Shape)ของเรนโบว์เทียบกับเวอร์ชั่นของแบล็กมอรส์ไนท์ในอัลบั้ม เดอะวิลเลจแลนเทิร์น (The Village Lanterne) ทำให้รู้สึกว่าโดยเนื้อแท้แล้วริทชีไม่ได้ละทิ้งอดีตไปอย่างที่หลายคนกังวล เขาก็ยังนำสไตล์ดั้งเดิมที่เคยทำเอาไว้ดีมาเล่นให้ฟังเสมอ

อัลบั้มนี้ปิดท้ายด้วย “แครี ออน จอน” ซึ่งริทชี่ แบล็คมอร์สดุดีเพื่อนเก่า จอน ลอร์ด อดีตสมาชิกวงดีพเพอเพิลผู้วายชนม์ ริทชีเล่าว่า “ซาวนด์เอนจิเนียร์ ผมและโปรดิวเซอร์นั่งอยู่ด้วยกันในวันนั้น (เขาหมายถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013) มันมีหิมะตก พายุหิมะ เราไม่มีอะไรทำ ผมเลยบอกเขาว่า ผมมีเพลงบรรเลงอยู่เพลงหนึ่งยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดีนัก พวกคุณอยากฟังมั้ย?”

“ผมเขียนมันจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผมมีท่วงทำนองที่เศร้ามากอยู่ในหัว แล้วผมก็คิดถึงจอน ผมเลยคิดว่าเราควรจะใส่ออร์แกนไปในช่วงท้ายเพลงเพื่อเป็นการคารวะจอน คนเล่นออร์แกนชื่อแพ็ท เรแกน เราลองใส่เสียงออร์แกนลงไปและปรับแต่งตัดทิ้งบ้าง ผมแนะนำวิธีเล่นบางอย่างให้เขา อย่างพวกริฟฟ์หรือวิธีที่จอนชอบเล่นซินโครเปชั่นด้วยมือขวาเป็นต้น”

“ผมเปลี่ยนไอเดียจากแรกเริ่มให้กลายเป็นเพลงที่เกี่ยวกับจอน เป็นวิธีที่ผมจะขอบคุณเขาสำหรับช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องลำบากที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด ถ้าใครถามว่า ‘คุณคิดอย่างไรกับจอน?’ ตอนนี้ผมจะเล่นเพลงนี้ให้เขาฟัง เพลงนี้คงไม่เกิดถ้าวันนั้นไม่มีหิมะ บางทีจอนอาจจะบันดาลให้เกิดหิมะขึ้นก็ได้”

แดนเซอร์แอนด์เดอะมูน ไม่ใช่ฮาร์ดร็อกแน่นอน แต่มันมีความเชื่อมโยงกับร็อกที่ตัดไม่ขาด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.