ว่าด้วยนักวิจารณ์ดนตรี


ก่อนยุคอินเทอร์เน็ต การหาซื้ออัลบั้มมาฟังหนึ่งอัลบั้มหมายถึงความเสี่ยงว่าจะชอบหรือไม่ชอบอัลบั้มนั้น แต่ความเสี่ยงเช่นนี้หมดไปในยุคอินเทอร์เน็ทที่หาเพลงมาฟังก่อนได้ทั้งอัลบั้มก่อนซื้อ ไม่ว่าใครก็ตามหาต่อเน็ทได้ก็หาตัวอย่างเพลงจากยูทูป เว็บสตรีมมิงอย่างสปอติไฟ หรือแม้แต่ดาวน์โหลดทั้งอัลบั้มอย่างผิดกฎหมายมาฟังก่อนได้

ถ้ามองในแง่ที่ว่า การวิจารณ์ดนตรีมีหน้าที่แนะนำและช่วยคนอ่านตัดสินใจว่าควรเสียเงินซื้ออัลบั้มนั้นหรือไม่ คงเป็นเรื่องไม่จำเป็นสำหรับยุคอินเทอร์เน็ท แต่สิ่งที่เป็นอยู่ก็คือบทวิจารณ์ดนตรีไม่ได้ลดน้อยลงเลย ยังมีเนื้อที่เปิดกว้างสำหรับงานวิจารณ์ดนตรีทั้งในหน้านิตยสาร ตามเว็บไซท์ นี่ยังไม่นับนักวิจารณ์อิสระ อย่างบรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลายที่มีมากมายเกินกว่าจะนับ

ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็เป็นนักวิจารณ์ได้

ความจริงคือ ไม่ว่าใครก็เป็นนักวิจารณ์ในตัวเองอยู่แล้ว เพราะทุกคนมีความคิดของตัวเอง  ยกตัวอย่างเช่น ขณะกำลังฟังอัลบั้มหนึ่งอยู่ นึกไม่ชอบหรือเบื่อเพลงใดเพลงหนึ่ง กดข้ามเพลงนั้นไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม นั่นคือคำวิจารณ์ของคุณที่มีต่อเพลงที่กดข้ามไป เช่นมันอาจจะน่าเบื่อ ไม่เร้าใจ เนื้อหาไม่ดี ฯลฯ

นั่นคือการวิจารณ์ที่เจ้าตัวรู้แก่ใจว่าทำไม เพราะอะไร

สิ่งที่ทำให้นักวิจารณ์แตกต่างออกมาคือ ต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ว่าทำไมถึงกดข้ามเพลงไป

ถ้าเปรียบดนตรีกับอาหารทุกคนรับรู้ได้ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อยนั่นคือเรื่องส่วนบุคคลที่ได้ชิมต่างรับรู้อยู่แก่ใจ แต่นักวิจารณ์คือคนที่อธิบายได้ว่าทำไมอาหารจานนั้นถึงอร่อยหรือไม่อร่อย มันเปรี้ยว หวาน เค็ม เนื้อสัมผัสไม่ดี หรืออะไร?  ยิ่งถ้านักวิจารณ์คนนั้นทำอาหารเป็นจะบอกถึงรายละเอียดทางเทคนิคได้มากขึ้นว่าความผิดพลาดหรือสิ่งที่ทำให้อาหารจานนั้นโดดเด่นเป็นเพราะอะไร  ผัดนานเกินไป ส่วนผสมไม่เข้ากัน ปรุงสุกกำลังดีหรือปรุงผิดวิธีอย่างไร และรู้ว่าอาหารแต่ละประเภทต้องการส่วนผสมและวิธีการปรุงแตกต่างกันอย่างไร

สิ่งสำคัญคือรสนิยมของนักวิจารณ์

ได้อ่านบทความการวิจารณ์ดนตรีกลายเป็นการรายงานวิถีการใช้ชีวิตไปเสียแล้ว ของเท็ด จอยอานักวิจารณ์ดนตรีเน้นทางสายแจ๊สเป็นพิเศษ แล้วรู้สึกว่ามีอะไรน่าสนใจน่านำมาเขียนเพิ่มเติมบ้างสักหน่อย – Music Criticism Has Degenerated Into Lifestyle Reporting

บทความนี้เรียกความสนใจตั้งแต่เริ่มต้นว่า “ลองนึกถึงเกมฟุตบอลที่คนบรรยายไม่พูดถึงรูปแบบการเล่น รายการทำอาหารที่ไม่บอกส่วนผสม…”  เท็ด จอยอาได้เปรียบเทียบนักวิจารณ์ดนตรีสมัยนี้ที่ไม่พูดถึงเรื่องของ “ดนตรี” เลยเอาแต่เขียนถึงอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ดนตรี

เมื่ออ่านบทความจบทั้งหมด ตีความได้ว่าเท็ดสงสัยว่าคนเขียนงานวิจารณ์หลายคนไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นนักวิจารณ์ เขาเชื่อว่ามาตรฐานการวิจารณ์ดนตรีในตอนนี้ตกต่ำลง เป็นความล้มเหลวของหัวหน้ากองบรรณาธิการที่ไม่สามารถคุมคุณภาพงานวิจารณ์ให้ออกมาดี นี่ว่ากันเฉพาะงานที่ผ่านการคัดกรองมาชั้นหนึ่งไม่นับบรรดาบล็อกเกอร์ที่เผยแพร่งานกันเอง

แน่นอนว่าเมื่อโยนประทัดมาแบบนี้ ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง

แล้วทางพิทช์ฟอร์คออกมาตอบโต้ว่า การวิจาร์ณดนตรีไม่ได้กลายเป็นการเขียนถึงรูปแบบวิถีชีวิตเสียหน่อยอีกอย่างบอกว่าการพูดถึงดนตรีไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์ทางดนตรีให้คนอ่านที่ไม่รู้เรื่องทฤษฎีดนตรีต้องมาปวดหัวกับศัพท์เฉพาะพวกนั้นเลย Music Criticism Is Not “Lifestyle Reporting”: A Response

แต่ละฝ่ายก็มีแนวคิดที่น่าสนใจ

อ่านความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ามองว่าการวิจารณ์ดนตรีต้องพูดถึงโครงสร้างเพลง, บันไดเสียง, การเรียบเรียงเสียงประสาน เทคนิคการเล่น ฯลฯ อะไรเหล่านั้นเชื่อว่าคงไม่ได้อ่านในหนังสือทั่วไป เพราะเขียนไปแล้วคนอ่านอาจมองไม่เห็นภาพ เช่น การพูดถึงบลูส์โนต ถ้าไม่ใช่คนที่มีความรู้ทางทฤษฎีดนตรีมาบ้างคงไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงแฟล็ตไฟฟ์ และไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับเพนตาโทนิค (โอเค สำหรับคนไม่เคยสนใจทฤษฎีดนตรีมาก่อน เวลาเราพูดถึงบลูส์สเกลก็คือ เพนตาโทนิกวิธแฟลตไฟฟ์)

ถ้าเป็นนิตยสาร หรือเว็บไซท์ที่เน้นคำอ่านทั่วไป มีโจทย์หลักคือทำอย่างไรให้ขายได้ ก็ไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้อ่านเรื่องซุบซิบ อื้อฉาว คาวสวาท ยาเสพติด การทะเลาวิวาท บ้าคลั่ง ไร้สติ ฯลฯ

และที่สำคัญถ้าใช้ศัพท์เฉพาะทางดนตรีคนอ่านทั่วไปอาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าคนอ่านไม่รู้เรื่องนี่คือความผิดพลาดขั้นร้ายแรงสำหรับหัวหน้ากองบรรณาธิการ

ในฐานะคนอ่าน คงต้องทบทวนว่าอยากให้นักวิจารณ์ทำอะไร  ที่ผ่านมาได้อ่านงานวิจารณ์ดนตรีหลายรูปแบบตั้งแต่เคร่งเครียดจริงจัง ถอดโครงสร้างดนตรีแต่ละส่วน ไปจนถึงการเขียนถึงเรื่องที่ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับอัลบั้มนั้นเลยก็มี อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์ของผู้เขียนแต่ละคน

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักวิจารณ์ควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิจารณ์ เช่นถ้าวิจารณ์แจ๊สควรรู้ว่าจุดเด่นของดนตรีสายนี้อยู่ที่ฮาร์โมนีไม่ใช่ริธึม… และที่สำคัญคือต้องติดตามความเคลื่อนไหวของวงการที่จะวิจารณ์สม่ำเสมอต่อเนื่อง  ปราศจากอคติ

เรื่องการติดตามความเคลื่อนไหวของวงการนี่สำคัญ เพราะถ้าไม่รู้ความเป็นไปในวงการที่กำลังวิจารณ์จะมีความลึกซึ้งในสิ่งที่เขียนได้อย่างไร

ยกตัวอย่างที่เคยเจอมา ไม่ใช่นักวิจารณ์แต่เป็นคนแปลบทความ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้อ่านเจอว่า “ผมชอบเซอร์มิกซ์ มาก” อ่านแล้วนึกออกโดยไม่ต้องดูต้นฉบับเลยว่าคนพูดหมายถึง เซอร์ มิกซ์-อะ-ล็อท (Sir Mix-a-Lot)

ไม่ได้หวังถึงขั้นให้คนแปลรู้เรื่องดนตรีขั้นลึกซึ้ง แต่ในเวลานั้นเซอร์ มิกซ์-อะ-ล็อทดังมาก มีเพลงฮิตทำยอดขายหลายล้านแผ่น คนทำงานด้านดนตรีควรรู้จักเรื่องทั่วไปที่ควรรู้เอาไว้บ้าง ความผิดพลาดเหล่านี้จะลดลงถ้าได้บรรณาธิการที่ดีช่วยกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อน จะช่วยให้บทวิจารณ์ออกมาดี การเคี่ยวกรำและการวางมาตรฐานสูงไว้จะเป็นผลดี

แต่ถ้าเป็นงานเขียนไม่มีบรรณาธิการกลั่นกรอง ก็คงขึ้นอยู่กับคนอ่านจะพิจารณาจากงานเขียนเองว่าได้สะท้อนตัวตนของนักวิจารณ์คนนั้นอย่างไร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.