John Lennon: Rock and Roll (Album)


ร็อกแอนด์โรล เป็นสตูดิโออัลบั้มสุดท้ายในนามจอห์น เลนนอน เพราะในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1975  โยโกะ โอโนะได้ให้กำเนิดบุตรชาย ฌอน เลนนอน ทำให้เขาตัดสินใจเก็บตัวเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน (ส่วนงาน ดับเบิลแฟนตาซี เป็นงานในนามจอห์น เลนนอนกับโยโกะ โอโนะไม่ใช่งานในนามเขาคนเดียว)

ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1973 จอห์น เลนนอนตั้งใจทำอัลบั้มที่นำเพลงร็อกเก่า ๆ มาร้องใหม่อยู่แล้ว ตอนนั้นเขาไปพำนักที่หาดมาลิบู และตั้งใจจะทำอัลบั้มที่ใช้ชื่อว่า โอลดี้ส์ โดยมีฟิล สเป็กเตอร์เป็นโปรดิวเซอร์

เขาใช้เวลาอ้อนวอนฟิล สเป็กเตอร์อยู่ถึงสามสัปดาห์เต็ม โดยให้สัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายหน้าที่โปรดิวเซอร์ของฟิล สเป็คเตอร์อย่างที่เคยทำมาในอดีต และเขาต้องการจะทำดนตรีเพื่อความสนุกสนานอย่างสมัยที่เขาหัดเล่นดนตรีใหม่ ๆ ไม่อยากจะไปยุ่งยากกับการเรียบเรียงดนตรีหรือทำอะไรอื่น

พูดสั้น ๆ คือ ขอร้องและเล่นดนตรีร็อกแอนด์โรลอย่างเดียว อย่างอื่นเขาจะไม่ทำเลย

เริ่มบันทึกเสียงราวกลางเดือนตุลาคม ค.ศ. 1973 โดยจอห์น เลนนอนร้องและเล่นกีตาร์ตามคำบัญชาของฟิล สเป็กเตอร์อย่างที่ให้สัญญาไว้จริง ๆ และฟิล สเป็คเตอร์ก็ควบคุมงานอย่างที่เขาชอบทำจริง ๆ อย่างเช่นจ้างนักดนตรีถึง 28 คนมาเล่นในเพลงเพลงเดียว! และไม่ใช่ต่างคนต่างบันทึกเสียงทีละแทร็ก เขาให้นักดนตรีเล่นกันสด ๆ พร้อมกัน และมันก็มักจะเพี้ยน ผิดพลาดเสมอ ๆ เพราะนักดนตรีเองก็เมาสุรากันแทบจะถ้วนหน้า มีนักดนตรีในสตูดิโอที่มีชื่อเสียงหลายคนมาร่วมบันทึกเสียงโดยไม่มีการระบุในเครดิตด้วยอย่าง ลาร์รี คาร์ลตัน สตีฟ ครอปเปอร์ จิม กอร์ดอน นิกกี ฮอปกินส์ แดน ฟิลลิปส์ ด็อกเตอร์ จอห์น ลีออน รัสเซล ชาร์ลี วัตต์ และอีกหลายคน

บันทึกเสียงไปได้สักพักนั่นละ ถึงมีกรณี มอร์ริส เลวี ยื่นฟ้องจอห์น เลนนอน

ฟิล สเป็คเตอร์แสดงอาการจิตหลุดหลายเรื่อง อย่าง จิม เคลท์เนอร์ มือกลองเล่าว่าฟิลยิงปืนในห้องบันทึกเสียง (แต่ทางห้องบันทึกเสียงเร็คคอร์ดแพลนท์เวสต์ ออกมาปฏิเสธ) นิตยสารโรลลิงสโตนรายงานว่า ฟิลเล็งปืนไปที่สตีวี วันเดอร์ ถึงแม้ว่าจอห์น เลนนอนจะไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เขาก็เล่าให้รายการวิทยุบีบีซี ในช่วงปีค.ศ. 1975 ว่าได้ยินเสียงดังคล้ายปืนดังมาจากห้องควบคุมเสียง

และในเดือนธันวาคมค.ศ. 1973 ก็ทำเพลงสำเร็จไป 8 เพลง (รวมทั้ง 3 เพลงที่สัญญากับทางมอร์ริส เลวีด้วย) แต่แล้วฟิล สเป็กเตอร์ก็หายตัวไป

มีเรื่องเล่าว่า ก่อนฟิล สเป็กเตอร์จะหายตัวไป เขาโทรหา จอห์น เลนนอน บอกว่าไม่ต้องมาที่สตูดิโอหรอก เพราะตอนนี้กำลังมีเพลิงไหม้ แต่เมื่อจอห์นให้คนโทรศัพท์ไปที่เร็คคอร์ดแพลนท์สตูดิโอเพื่อสอบถามความเสียหาย ปรากฏว่ายังอยู่เป็นปกติไม่มีเหตุเพลิงไหม้แม้แต่นิดเดียว

หลังจากนั้นฟิล สเป็กเตอร์ก็หายตัวไปพร้อมกับมาสเตอร์เทปทั้ง 8 เพลง ทิ้งภาระทั้งหลายเอาไว้เบื้องหลัง บริษัทแอ็ปเปิ้ลต้องเข้ามาจัดการเคลียร์ค่าเสียหายกับห้องบันทึกเสียงและนักดนตรีที่มาร่วมเล่นมากกว่าสองแสนเหรียญสหรัฐฯ

จอห์น เลนนอนปักหลักรอฟิลกลับมาอยู่นานพอสมควรโดยไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อีกอย่างเขาก็อยู่ในสภาวะทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้จะไปจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างไร ทั้งเรื่องงาน เรื่องโยโกะ โอโนะ และเรื่องความหวาดระแวงว่าอาจจะโดนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาจับเนรเทศกลับอังกฤษ เขาเลยใช้สุราเป็นเครื่องราดรดความทุกข์ โดยมีแก๊งค์คู่หูอย่างแฮร์รี่ นีลส์สัน จิม เคลท์เนอร์ คีธ มูน (มือกลองเดอ ฮู) ริงโก สตารร์ ใช้เวลาหมดไปกับความเมามายอีกหลายเดือน

จนกระทั่งวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1974 มีคนพบฟิล สเป็กเตอร์เป็นครั้งแรกหลังจากหายตัวไปตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1973 โดยมีคนพาเขาส่งโรงพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุร้ายแรง เฉพาะบริเวณศีรษะต้องเย็บกว่า 300 เข็ม ลำตัวอีกต่างหาก! กว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ก็วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1974

จอห์น เลนนอนรอจนถึงเดือนสิงหาคมถึงเลิกอดทนที่จะรอฟิล สเป็กเตอร์กลับมาทำงาน และช่วงนั้นศาลเพิ่งตัดสินให้เขาเดินทางออกจากอเมริกาภายใน 60 วัน ทำให้เขาตัดสินใจกลับไปปักหลักที่นิวยอร์คโดยพักที่โรงแรมในย่านฟิฟธ์อเวนิว และปลายเดือนสิงหาคมก็เข้าห้องบันทึกเสียงเร็คคอร์ดแพลนท์อีสต์ พร้อมกับวัตถุดิบใหม่ในมือ  ผลก็คืออัลบั้ม วอลส์แอนด์บริดจส์ ซึ่งมีแขกรับเชิญคนดังชื่อ เอลตัน จอห์น มาช่วยร้องในเพลง “ว็อตเอฟเวอร์เก็ตยูธรูเดอะไนท์” ซึ่งเอลตัน จอห์นเชื่อมั่นว่าเพลงนี้ฮิตแน่ และยังท้าพนันกับจอห์น เลนนอนว่าถ้าเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับหนึ่งจอห์น เลนนอนต้องไปร้องเพลงนี้บนเวทีกับเขา

ช่วงนั้นเองที่ทางแคปปิตอลยอมจ่ายเงิน 90,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้ฟิล สเป็กเตอร์แลกกับมาสเตอร์เทปที่ทำเอาไว้ แต่จอห์น เลนนอนกำลังมีไฟกับงานใหม่ของตัวเองมากกว่า เขาเลยปล่อยมันไว้เฉย ๆ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต แทนที่เขาจะนำงานชุดนี้มาจัดการให้เรียบร้อย แล้ววางจำหน่าย เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับมอร์ริส เลวี แต่ก็ไม่ทำ ความยุ่งยากจึงตามมา

เหตุผลหลักเป็นเพราะจอห์นคิดว่าเพลง 8 เพลงที่ทำกับฟิลใช้ได้เพียงแค่ 4 เพลง ที่เหลือยังต้องปรับปรุงอีกมาก ตอนแรกเขาคิดจะนำ 4 เพลงที่คิดว่าใช้ได้ออกเป็นแผ่นอีพี แต่ว่าตลาดอเมริกาในยุคนั้นไม่นิยมแผ่นอีพีอย่างในอังกฤษ ทางบริษัทแคปปิตอลและอีเอ็มไอ จึงปฏิเสธความคิดดังกล่าว และเมื่อเขาคิดว่าจะนำออกมาเป็นซิงเกิลก็ไม่มั่นใจว่าเพลงจะมีความเด่นมากพอจะเอามาขายในฐานะซิงเกิล เขาเลยปล่อยโปรเจ็คต์นี้ไว้ก่อน

อีกอย่างในเรื่องการตลาดช่วงปีค.ศ. 1973 กำลังฟีเวอร์กันเรื่องบรรยากาศเก่า เดวิด โบวีทำอัลบั้ม พินอัป ประสบความสำเร็จด้วยดีทำให้มีคนย้อนยุคเกาะกระแสตามไปด้วย ถ้าจอห์นออกอัลบั้มในช่วงนั้นอาจดูเหมือนว่าเขาอาศัยกระแสไปด้วย และช่วงนั้น (ค.ศ. 1975) เป็นช่วงความนิยมในเรื่องย้อนยุคกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้วด้วย

มอร์ริส เลวีจึงนัดพบกับจอห์น เลนนอนเพื่อเคลียร์ปัญหา

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974 จอห์น เลนนอนมอบเพลงที่มิกซ์หยาบ ๆ จำนวน 15 เพลงให้มอร์ริส เลวีและผู้บริหารแคปปิตอลเร็คคอร์ดฟัง ส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามว่าควรทำต่อไป

เดือนมกราคม ค.ศ. 1975 จอห์น เลนนอนกับโยโกะ โอโนะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง และยังชนะคดีในศาลทำให้เขาสามารถใช้ชิวิตอยู่ในอเมริกาต่อได้

มอร์ริส เลวีนำเทปที่จอห์นมอบให้ฟังมาวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 โดยชื่อเต็มของงานชุดนี้คือ รูทส์: จอห์น เลนนอนซิงส์เดอะเกรทร็อกแอนด์โรลฮิตส์ ด้วยคุณภาพเสียงย่ำแย่เพราะเป็นแค่เดโมเทปที่มิกซ์มาแบบหยาบ ๆ มี 15 เพลง ขายในราคา 4.98 เหรียญสหรัฐฯ ทางแคปปิตอลต้องนำรีบอัลบั้มมาออกในชื่อ ร็อกแอนด์โรล มี 13 เพลง จำหน่ายในราคา 5.89 เหรียญสหรัฐฯ และหาวิธีทางกฎหมายกดดันจนทางฝ่ายมอร์ริสต้องหยุดจำหน่ายอัลบั้มรูทส์ ส่งผลให้มอร์ริสฟ้องร้องจอห์น เลนนอน แอ็ปเปิ้ล และแคปปิตอล เรียกค่าเสียหายถึง 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ก่อนที่จะโดนระงับการขายนั้น อัลบั้ม รูทส์ ขายไปได้ถึง 3,000 แผ่นแล้ว ที่สำคัญจอห์น เลนนอนก็ให้คนสั่งซื้อมาเก็บไว้ด้วย

ส่วน ร็อกแอนด์โรล ในเดือนแรกขายได้ไม่ถึง 1,500 แผ่น

ความรู้สึกที่มีต่อร็อกแอนด์โรล

อย่างที่เขียนไว้ในตอนอารัมภบทแล้วว่า ดนตรีคัฟเวอร์จะมากจะน้อยก็จะเอาความเป็นตัวเองใส่ลงไปในบทเพลง

คำถามง่ายๆ แล้วตัวตนของจอห์นอยู่ตรงไหน?

คิดว่าน่าจะอยู่ที่ บัดดี ฮอลลี

หมายถึงสไตล์ดนตรีแบบ บัดดี ฮอลลี เป็นร็อกอะบิลลี่ตรงไปตรงมา ไม่มีความวิจิตรพิสดารอะไร

ปัญหาคือ เมื่อฟังงานชุดนี้จบแล้วรู้สึกว่ามันแห้งแล้งมาก ถึงแม้ว่าจะมีบางเพลงที่ดูเข้าท่า หน่อยอย่าง “สแตนบายมี” เพลงเก่าของเบน อี คิง แต่ที่เหลือไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำมากนัก

ย้อนกลับไปหาที่มาของงานชุดนี้ คือการทำเพลงเก่าเพื่อให้ได้อารมณ์แบบสมัยเล่นดนตรีใหม่ ๆ นั่นดูจะเป็นแนวคิดที่เข้าท่า

ทว่าด้วยความวุ่นวายอะไรหลายอย่าง ดูเหมือนว่าจอห์น เลนนอนจะหมดไฟในการทำงานชุดนี้  เทียบกับการย้อนไปฟังเดอะบีตเทิลส์สมัยแรกที่นำเพลงเก่ามาเล่นใหม่ แต่เป็นการเล่นแบบ “ตีความ” มีการใส่ชีวิตชีวา อย่าง “ลองทอลล์แซลลี” หรือ “ดิซซี่มิสส์ลิซซี่” แต่เมื่อจอห์น เลนนอน “ตีความ” อย่างในเพลง “ดู ยูวอนท์ทูแดนซ์” เพลงเก่าของ บ็อบบี ฟรีแมน ด้วยการเติมสำเนียงเร้กเก้ลงไป กลับเกิดความรู้สึกว่ามันผิดที่ผิดทางพิกลอยู่

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับงานชุดนี้ก็คือหน้าปกอัลบั้มนี่ล่ะ

ผลทางการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกัน ศาลตัดสินให้ บิ๊กเซเว่นมิวสิกได้รับเงิน 6,795 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนทางฝ่ายจอห์น เลนนอน แคปปิตอลและอีเอ็มไอ จะได้รับ 109,700 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับความเสียหายจากการจำหน่ายอัลบั้ม รูทส์ และเฉพาะตัวจอห์น เลนนอนได้รับค่าเสียหาย 35,000 เหรียญสหรัฐ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.